HDBank ระดมทุนสินเชื่อร่วมเพื่อสังคม 721 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดในประวัติศาสตร์เวียดนาม สะท้อนการเติบโตของ Sustainable Finance พร้อมเปรียบเทียบทิศทาง Green Finance ของประเทศไทย
การที่ HDBank สามารถระดมทุนผ่านสินเชื่อร่วมเพื่อสังคม (International Syndicated Social Loan) ได้ถึง 721 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นสถิติสูงสุดที่องค์กรเวียดนามเคยทำได้ ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จของธนาคารแห่งหนึ่งเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่า เวียดนามกำลังขยับขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) ของภูมิภาคอาเซียน
ดร. Nguyen Thi Phuong Thao รองประธาน ประจำคณะกรรมการบริหาร HDBank กล่าวว่า ธุรกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก Asian Development Bank (ADB), Standard Chartered และสถาบันการเงินชั้นนำจากหลายประเทศ โดยมียอดจองสินเชื่อสูงกว่าเป้าหมายเดิมถึงประมาณ 60% สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกต่อทั้ง HDBank และเศรษฐกิจเวียดนาม
วงเงินดังกล่าวจะถูกนำไปสนับสนุนธุรกิจขนาดย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSMEs) โดยเฉพาะธุรกิจที่มีผู้หญิงเป็นเจ้าของ เพื่อขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นหัวใจของ Social Finance หรือการเงินเพื่อสังคม

จาก Green Finance สู่ Social Finance เวียดนามกำลังสร้างระบบการเงินแห่งอนาคต
สิ่งที่น่าสนใจคือ HDBank ไม่ได้เพิ่งเริ่มเดินหน้าด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน ก่อนหน้านี้ ธนาคารสามารถระดมทุน Green Financing ได้แล้วกว่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และระดมทุนด้าน Sustainability Financing อีก 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสถาบันการเงินระหว่างประเทศหลายแห่ง
เมื่อรวมกับดีลล่าสุด ทำให้ HDBank มีเงินทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนรวมกว่า 1.37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดทุนโลกไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะโครงการลดคาร์บอน (Green Finance) อีกต่อไป แต่กำลังขยายสู่ Social Finance ซึ่งเน้นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม
แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนของการแข่งขันครั้งนี้?
แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลักดัน Sustainable Finance อย่างจริงจังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่แนวทางยังแตกต่างจากเวียดนามพอสมควร
ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่ง ได้พัฒนา Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางสำหรับจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ธนาคารและนักลงทุนใช้เป็นกรอบอ้างอิงในการปล่อยสินเชื่อและลงทุนอย่างยั่งยืน
Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ได้ขยายครอบคลุมภาคเกษตร อุตสาหกรรม ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย เพิ่มเติมจากภาคพลังงานและขนส่ง เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ
ไทยแข็งแกร่งด้าน Green Finance แต่ Social Finance ยังมีช่องว่าง
หากเปรียบเทียบกัน จะพบว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าในด้าน
- Green Loan
- Green Bond
- Sustainability-linked Loan
- ESG Investment
- Thailand Taxonomy
ซึ่งล้วนมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นหลัก
ขณะที่เวียดนามเริ่มขยายบทบาทไปสู่ Social Loan หรือสินเชื่อเพื่อสังคม ซึ่งให้ความสำคัญกับ
- การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME
- ธุรกิจที่ผู้หญิงเป็นเจ้าของ
- ความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ
- Financial Inclusion
มิติทางสังคมเหล่านี้อาจกลายเป็น “สนามแข่งขันใหม่” ของสถาบันการเงินในภูมิภาค หลังจาก Green Finance เริ่มเข้าสู่ช่วงเติบโตเต็มที่
นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองแค่ ESG แต่กำลังมอง “ผลกระทบ” ที่จับต้องได้
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ นักลงทุนสถาบันระดับโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ Impact Finance มากขึ้น
กล่าวคือ ไม่ได้พิจารณาเพียงว่าโครงการช่วยลดคาร์บอนหรือไม่ แต่ต้องสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงสังคมที่วัดผลได้ เช่น จำนวน SME ที่เข้าถึงสินเชื่อ, จำนวนธุรกิจผู้หญิงที่ได้รับการสนับสนุน, การสร้างงาน และ การลดความเหลื่อมล้ำ
ดีลของ HDBank จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก ESG Reporting ไปสู่ ESG Impact ซึ่งอาจเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดทุนโลกในอนาคต
SDGgo Insight
ไทยควรเดินเกมอย่างไร
ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้าน Sustainable Finance ที่แข็งแรง ทั้งจากการผลักดันของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผ่านการพัฒนา Thailand Taxonomy และกรอบการเงินเพื่อความยั่งยืนร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม หากต้องการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญมองว่าไทยอาจต้องเร่งพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่เชื่อมโยงทั้ง สิ่งแวดล้อมและสังคม มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Social Loan, Gender Finance หรือกองทุนที่สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้การเงินเพื่อความยั่งยืนของไทยครอบคลุมทั้งมิติ Environment (E) และ Social (S) อย่างสมดุล

