SOOKSIAM ดัน Circular Economy เปลี่ยนขวดพลาสติกกว่า 6,000 ขวดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อม Upcycle พลาสติกสู่ผ้าห่ม 500 ผืน และจัดการ Food Waste
ขวดพลาสติกกว่า 6,000 ขวด ถูกนำกลับเข้าสู่วงจรสร้างมูลค่าใหม่ แทนการกลายเป็นขยะปลายทาง ผ่านการ Upcycle เป็นผ้ากันเปื้อนสำหรับผู้ประกอบการ ขณะที่ขวดพลาสติกอีกส่วนจะถูกแปรรูปเป็น ผ้าห่ม 500 ผืน และเศษอาหารจากพื้นที่ค้าปลีกถูกนำไปผลิตสารบำรุงดิน กรณีของเมืองสุขสยามสะท้อนทิศทางหนึ่งของ Circular Economy ที่กำลังขยับจากแนวคิดสู่การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง เชื่อมผู้บริโภค ร้านค้า ผู้จัดการพื้นที่ และธุรกิจรีไซเคิลเข้าด้วยกัน
Circular Economy เริ่มที่ “คัดแยกต้นทาง” ก่อนเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร
โจทย์ใหญ่ของการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้อยู่เพียงการรีไซเคิล แต่เริ่มตั้งแต่การลดการเกิดขยะและการคัดแยกวัสดุให้ถูกประเภท เพื่อรักษาคุณภาพของวัสดุและเปิดโอกาสให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้
ประเด็นดังกล่าวถูกนำมาเป็นแกนหนึ่งของงาน “SOOKSIAM สุขรักษ์โลก” ซึ่งเมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยปี 2569 มาในแนวคิด “Living Thai Living Green รักษ์โลกวิถีไทย วิถีสีเขียว” ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร ธนาคารกสิกรไทย บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด ภายใต้แบรนด์ Fest และพันธมิตร
หนึ่งในกลไกสำคัญคือ Green Community สถานีกำจัดขยะ ซึ่งเปิดให้มีการคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง แบ่งเป็นขยะทั่วไป ขวดพลาสติก และเศษอาหาร ก่อนส่งวัสดุแต่ละประเภทเข้าสู่กระบวนการที่แตกต่างกัน
สำหรับขวดพลาสติก จะถูกส่งให้ Wake Up Waste นำเข้าสู่กระบวนการ Upcycling เพื่อผลิตเป็น “ผ้าห่มรักษ์โลก” 500 ผืน ก่อนส่งมอบให้เด็กนักเรียนในชุมชนเขตคลองสานและต่างจังหวัด ภายใต้โครงการ “ห่มรักษ์ให้น้องอุ่น ปี 3”

แนวคิด Upcycling แตกต่างจากการกำจัดขยะทั่วไปตรงที่พยายามนำวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังมีประโยชน์หรือมูลค่า แทนการปล่อยให้วัสดุหลุดออกจากระบบเศรษฐกิจหลังการใช้งานเพียงครั้งเดียว
แนวทางนี้สอดคล้องกับทิศทางการจัดการพลาสติกของประเทศไทย โดย Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561–2573 วางเป้าหมายทั้งการลดและเลิกใช้พลาสติกเป้าหมาย และการนำขยะพลาสติกเป้าหมายกลับมาใช้ประโยชน์ภายใต้แนวคิด Circular Economy โดยระยะปลายของ Roadmap มุ่งสู่การนำพลาสติกเป้าหมายกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2573
จาก 6,000 ขวด สู่ Green Merchant เมื่อ Circular Economy เข้าไปอยู่ในธุรกิจ
อีกขั้นของโครงการคือการขยับจากกิจกรรมที่ผู้บริโภคมีส่วนร่วม ไปสู่การนำวัสดุหมุนเวียนกลับมาใช้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ผ่านโครงการ Green Merchant
เมืองสุขสยามระบุว่า ได้นำขวดพลาสติกเข้าสู่กระบวนการ Upcycle เพื่อผลิตเป็น ผ้ากันเปื้อนสำหรับผู้ประกอบการภายในเมืองสุขสยาม โดยโครงการสามารถลดขยะขวดพลาสติกได้มากกว่า 6,000 ขวด และระบุว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 500 กิโลกรัม
ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลจากผู้จัดโครงการ อย่างไรก็ตาม หากต้องการประเมิน Carbon Impact ในเชิงลึก ยังจำเป็นต้องทราบวิธีการคำนวณ ขอบเขตการประเมิน และ baseline ที่นำมาเปรียบเทียบ
นี่เป็นจุดสำคัญสำหรับการสื่อสารความยั่งยืนของภาคธุรกิจ เพราะการรายงานผลด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนจากการบอกเพียงว่า “ทำกิจกรรมอะไร” ไปสู่คำถามที่เข้มขึ้นว่า ลดทรัพยากรได้เท่าไร ลดของเสียจริงเท่าไร และคำนวณผลกระทบด้วยวิธีใด

ชยะพงส์ นะวิโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการสุขสยาม ระบุว่า งาน SOOKSIAM สุขรักษ์โลกจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณค่าให้สังคมและชุมชน โดยเชื่อมแนวคิดความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานของพื้นที่
ในมิติของ Food Waste เศษอาหารภายในเมืองสุขสยามจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นสารบำรุงดิน ก่อนส่งมอบให้กรุงเทพมหานครเพื่อนำไปใช้ในการดูแลและเพิ่มพื้นที่สีเขียว
จุดนี้ทำให้โมเดลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงขยะพลาสติก แต่ครอบคลุมวัสดุเหลือทิ้งอีกประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยตรงจากธุรกิจอาหารและพื้นที่ค้าปลีก
ลด Single-use Plastic อีกโจทย์ที่ต้องทำก่อนขยะเกิด
Circular Economy ที่มีประสิทธิภาพไม่ควรเริ่มต้นหลังสินค้ากลายเป็นขยะเท่านั้น แต่ต้องพยายามลดวัสดุที่ไม่จำเป็นตั้งแต่ต้นทางด้วย
ภายในงาน Fest และ Wake Up Waste จึงนำเสนอทางเลือกด้านบรรจุภัณฑ์อาหาร พร้อมส่งเสริมให้ร้านค้าและผู้ประกอบการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง หรือ Single-use Plastic

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอคือ Fest Bio Brown ซึ่งผู้ผลิตระบุว่าทำจากเยื่อยูคาลิปตัส 100% จากป่าปลูกเชิงพาณิชย์ และสามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้ภายใน 60 วัน
นอกจากการลดขยะแล้ว วัสดุที่ใช้ยังเชื่อมโยงไปถึงต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากวัตถุดิบมาจากป่าปลูกเชิงพาณิชย์ และผู้ผลิตระบุว่ามีส่วนสนับสนุนรายได้ของเกษตรกร
ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มองว่า การนำขวดพลาสติกใช้แล้วกลับมาสร้างมูลค่าผ่าน Upcycling เป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจหมุนเวียน เพราะช่วยเปลี่ยนสิ่งที่เคยถูกมองเป็นขยะให้กลับมาเป็นทรัพยากร ลดความต้องการวัตถุดิบใหม่ และลดปริมาณขยะที่ต้องเข้าสู่ระบบกำจัด
พร้อมเรียกร้องให้ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการลดการใช้วัสดุแบบใช้ครั้งเดียว จัดระบบคัดแยกขยะให้ชัดเจน และเพิ่มการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์
จากอาร์ตทอยรีไซเคิลถึง ECO Market ทำให้ “ขยะ” กลายเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคเห็นมูลค่า
อีกด้านหนึ่งของ Circular Economy คือการสร้างตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากวัสดุใช้แล้ว เพราะหากมีระบบเก็บและรีไซเคิล แต่ไม่มีความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ปลายทาง วงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนก็ยากจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์

งานปีนี้จึงนำ Grom guardian of the Ocean อาร์ตทอยฝีมือคนไทยที่ผลิตจากขยะพลาสติกและฝาขวดน้ำจากชายหาด มาเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารปัญหาขยะทะเล พร้อมจัดแสดง GROM ขนาดสูง 1.10 เมตร และกิจกรรม GROM Workshop ให้ผู้ร่วมงานทดลองเปลี่ยนพลาสติกเหลือใช้เป็นสิ่งของชิ้นใหม่
ขณะเดียวกัน ECO Market ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ตลาดสำหรับสินค้าจากวัสดุธรรมชาติและวัสดุหมุนเวียน ตั้งแต่ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ภาชนะไม้และหวาย นาฬิกาและแว่นตา Handmade จากไม้มะค่าและไม้เต็ง กระเป๋า Tote Bag จากขวดพลาสติก ไปจนถึงเสื้อผ้าจากเส้นใยรีไซเคิลที่ระบุว่าไม่ใช้สารเคมีฟอกย้อม
งานยังเชื่อมมิติสิ่งแวดล้อมกับวัฒนธรรม ผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยจากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ภายใต้แนวคิดการผสาน “วิถีไทย” เข้ากับ “วิถีสีเขียว”

จากกิจกรรมรักษ์โลกสู่โครงสร้างจัดการขยะของเมือง
สิ่งที่ทำให้กรณีนี้มีนัยมากกว่าการจัดกิจกรรมชั่วคราว คือบริบทของกรุงเทพมหานครที่กำลังพยายามขยายการคัดแยกขยะจากต้นทาง
ข้อมูลของกรุงเทพมหานคร ณ เดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า มีแหล่งกำเนิดมูลฝอยเข้าร่วมการคัดแยกขยะสะสม 8,373 แห่ง สูงกว่าเป้าหมาย 5,000 แห่ง ขณะที่ปริมาณขยะอินทรีย์ที่มีการคัดแยกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อยู่ที่เฉลี่ย 860.35 ตันต่อวัน จากเป้าหมาย 700 ตันต่อวัน
ข้อมูลเดือนสิงหาคม 2569 ยังระบุว่า มีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิ์คัดแยกขยะลดค่าธรรมเนียมมากกว่า 31,000 ราย สะท้อนว่าการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนแยกขยะกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายจัดการขยะเมือง
ดังนั้น พื้นที่ค้าปลีก ร้านอาหาร ศูนย์การค้า และตลาด ซึ่งเป็นทั้งแหล่งบริโภคและแหล่งกำเนิดขยะ จึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้การคัดแยกต้นทางเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะผ่านการออกแบบจุดทิ้ง ระบบรวบรวม การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ หรือการสร้างพันธมิตรที่สามารถนำวัสดุไปใช้ประโยชน์ต่อ

Circular Economy ต้องวัด “ผลลัพธ์” มากกว่า “จำนวนกิจกรรม”
กรณี SOOKSIAM แสดงให้เห็นองค์ประกอบของระบบ Circular Economy หลายส่วน ตั้งแต่การคัดแยกขยะ การ Upcycle ขวดพลาสติก การจัดการเศษอาหาร การใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือก ไปจนถึงการสร้างตลาดให้ผลิตภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิล
โจทย์ขั้นต่อไปคือการยกระดับจากโครงการหรือกิจกรรมตามช่วงเวลา ไปสู่ระบบที่สามารถวัดผลต่อเนื่อง เช่น ปริมาณขยะทั้งหมดที่ลดลง สัดส่วนวัสดุที่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ อัตราการคัดแยกที่ถูกต้อง จำนวนผู้ประกอบการที่เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการลดก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านวิธีคำนวณซึ่งตรวจสอบได้
เพราะสำหรับธุรกิจยุค Circular Economy คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “นำขยะไปทำอะไรต่อ” แต่คือ “จะออกแบบธุรกิจอย่างไรให้เกิดขยะน้อยลงตั้งแต่ต้น และทำให้ทรัพยากรที่เหลืออยู่ไม่หลุดออกจากวงจรเศรษฐกิจ”
งาน “SOOKSIAM สุขรักษ์โลก” จัดถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ณ เมืองสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยาม




