Thai Treasure คัด 8 ผลงานนักเรียนเตรียมอุดมศึกษา พัฒนาการสู่ UTme! และวางจำหน่ายที่ร้านยูนิโคล่ สาขาโรดไซด์ พัฒนาการ วิเคราะห์โมเดลพื้นที่ค้าปลีก ที่เชื่อมการศึกษา ความคิดสร้างสรรค์ และชุมชน
ผลงานของนักเรียนไทย 8 ดีไซน์ กำลังก้าวพ้นจากพื้นที่ประกวดไปสู่ตลาดจริง หลังยูนิโคล่ ประเทศไทย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พัฒนาการเปิดโครงการ “Thai Treasure” ให้นักเรียนทุกแผนการเรียนตีความความเป็นไทยผ่านงานออกแบบ ก่อนนำผลงานที่ผ่านการคัดเลือกมาผลิตเป็น UTme! และวางจำหน่ายที่ร้านยูนิโคล่ สาขาโรดไซด์ พัฒนาการ กรณีนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของพื้นที่ค้าปลีก ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่ขายสินค้าเท่านั้น แต่ยังเชื่อมการศึกษา ความคิดสร้างสรรค์ และชุมชนเข้าด้วยกัน
Thai Treasure เปลี่ยนโจทย์ความเป็นไทยเป็นประสบการณ์ตลาดจริง
โครงการประกวดออกแบบ UTme! ภายใต้ธีม “Thai Treasure” เปิดให้นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการที่มีความสนใจด้านศิลปะและการออกแบบเข้าร่วมโดยไม่จำกัดแผนการเรียน โจทย์สำคัญคือการหยิบเรื่องราว เอกลักษณ์ และมรดกของประเทศไทยมาตีความใหม่ผ่านสายตาคนรุ่นใหม่
จากผลงานที่ส่งเข้าประกวด มี 8 ดีไซน์ได้รับคัดเลือกให้ผลิตและวางจำหน่ายจริง เนื้อหาของผลงานครอบคลุมตั้งแต่สิ่งใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงมรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของพื้นที่ต่าง ๆ สะท้อนว่า “ความเป็นไทย” ไม่ได้มีคำอธิบายเพียงรูปแบบเดียว แต่สามารถถ่ายทอดใหม่ให้ร่วมสมัยได้ผ่านประสบการณ์และความสนใจของเยาวชน

UTme! เป็นบริการที่เปิดให้ผู้ใช้สร้างลวดลายของตัวเองด้วยภาพ ข้อความ ภาพวาด และแสตมป์ ก่อนนำองค์ประกอบเหล่านั้นมาจัดวางบนเสื้อผ้าหรือสินค้า การนำผลงานนักเรียนเข้าสู่บริการดังกล่าวจึงทำให้ผู้เรียนได้เห็นกระบวนการต่อยอดงานสร้างสรรค์จากแนวคิดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อและนำไปใช้ได้จริง
พื้นที่ค้าปลีกกลายเป็นห้องเรียนด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์
คุณค่าของโครงการไม่ได้อยู่เฉพาะการคัดเลือกผู้ชนะ แต่เกิดจากการเชื่อม “ห้องเรียน” เข้ากับ “ตลาด” นักเรียนต้องเรียนรู้ว่างานออกแบบไม่ได้สื่อสารกับกรรมการเท่านั้น แต่ต้องถ่ายทอดเรื่องราวให้ผู้บริโภคทั่วไปเข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยงได้ด้วย
ณรงค์ศักดิ์ รักพร้า ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ มองว่าความร่วมมือนี้ทำให้นักเรียนก้าวจากการเรียนรู้ในห้องเรียนไปสู่ประสบการณ์จริง และเห็นว่าความรู้ ทักษะ และมุมมองต่อความเป็นไทยสามารถพัฒนาเป็นงานที่สื่อสารกับผู้คนวงกว้างได้
ตัวแทนนักเรียนระบุว่า โจทย์ Thai Treasure เปิดโอกาสให้แต่ละคนนำความเป็นไทยที่คุ้นเคยมาผสมกับสิ่งที่ตนสนใจ พร้อมตีความออกมาอย่างหลากหลาย การได้เห็นผลงานถูกผลิตและใช้งานจริงยังช่วยให้ผู้สร้างตระหนักว่างานออกแบบสามารถส่งต่อความคิดไปถึงผู้อื่นได้
ในมุมธุรกิจ โครงการนี้เป็นตัวอย่างของ Community-based Brand Engagement หรือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้คนรอบพื้นที่ดำเนินธุรกิจ โดยใช้ทรัพยากรที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว ได้แก่ หน้าร้าน ระบบผลิตสินค้า และการเข้าถึงผู้บริโภค มาเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม

โคสุเกะ โคบายาชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ระบุว่า บริษัทดำเนินงานในไทยมา 15 ปี และต้องการสร้างความเชื่อมโยงกับชุมชนรอบสาขา โดยร้านโรดไซด์ พัฒนาการ ซึ่งเป็นร้านโรดไซด์แห่งแรกของยูนิโคล่ในประเทศไทย อยู่ใกล้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ
การพัฒนาเยาวชนคือ Social Sustainability แต่ยังต้องวัดผล
ในมิติความยั่งยืน โครงการนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับ “S” หรือมิติสังคมของ ESG ผ่านการเปิดโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และการมีส่วนร่วมของเยาวชน มากกว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 4 ว่าด้วยการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะเป้าหมายย่อย 4.7 ซึ่งให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเข้าใจบทบาทของวัฒนธรรมต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน องค์การสหประชาชาติระบุว่า SDG 4 มุ่งสร้างการศึกษาที่ทั่วถึง เท่าเทียม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
กรอบการศึกษาด้านวัฒนธรรมและศิลปะของ UNESCO ยังให้ความสำคัญกับการใช้ศิลปะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิพากษ์ จินตนาการ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และความเข้าใจระหว่างผู้คน ซึ่งเป็นทักษะที่มีความหมายต่อทั้งการทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคม UNESCO จัดทำกรอบดังกล่าวหลังการประชุมโลกด้านวัฒนธรรมและศิลปศึกษาในปี 2024
อย่างไรก็ตาม การนำผลงานเยาวชนมาจำหน่ายเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันผลกระทบทางสังคมระยะยาว การประเมินโครงการควรเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม เช่น จำนวนผู้เข้าร่วม ทักษะที่พัฒนาขึ้น สิทธิในผลงาน ค่าตอบแทนหรือส่วนแบ่งรายได้ ตลอดจนโอกาสที่นักเรียนได้รับหลังจบโครงการ
ในด้านสิ่งแวดล้อม ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุ ปริมาณการผลิต กระบวนการพิมพ์ หรือการจัดการสินค้าเหลือ จึงไม่ควรตีความโครงการนี้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นยั่งยืนโดยอัตโนมัติ

จากกิจกรรมระยะสั้นสู่โมเดลพัฒนาทักษะเยาวชน
ผลงาน Thai Treasure ทั้ง 8 ดีไซน์เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2569 ที่ร้านยูนิโคล่ สาขาโรดไซด์ พัฒนาการ โดยต้นฉบับข่าวระบุวันสิ้นสุดไว้ไม่ตรงกันระหว่างวันที่ 26 และ 27 กุมภาพันธ์ 2570 ผู้สนใจจึงควรตรวจสอบวันสุดท้ายกับร้านหรือช่องทางทางการของ ยูนิโคล่ ประเทศไทย ก่อนเดินทาง
โจทย์ต่อไปสำหรับทั้งภาคธุรกิจและการศึกษาคือ การทำให้ความร่วมมือเช่นนี้พ้นจากกิจกรรมเฉพาะครั้ง ด้วยการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ เปิดเผยหลักเกณฑ์คัดเลือก ดูแลสิทธิและผลประโยชน์ของเจ้าของผลงาน ตลอดจนติดตามว่าประสบการณ์ตลาดจริงช่วยต่อยอดการศึกษาหรือเส้นทางอาชีพของเยาวชนได้มากน้อยเพียงใด
หากทำได้ พื้นที่ค้าปลีกอาจกลายเป็นมากกว่าจุดจำหน่ายสินค้า แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดย่อมของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเปิดทางให้เยาวชนทดลอง เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมเป็นผลงานร่วมสมัย และเรียนรู้จากผู้ใช้จริงในเวลาเดียวกัน

