พลาสติกชีวภาพยังแข่งขันยาก UN ชี้อุปสรรคตลาด ขวางวัสดุทางเลือก เร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน พลาสติกจากสาหร่ายและวัสดุชีวภาพ ที่มีศักยภาพในการลดมลพิษ ติดข้อจำกัดด้านภาษี กฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกัน และต้นทุนที่สูงกว่าพลาสติกจากฟอสซิล
แม้ทั่วโลกกำลังเร่งลดปัญหามลพิษจากพลาสติก แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่วัสดุทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า กำแพงภาษีการค้า กฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกัน และความได้เปรียบของอุตสาหกรรมพลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีระบบการผลิตและตลาดรองรับมายาวนาน ส่งผลให้วัสดุทางเลือกอย่างสาหร่าย เส้นใยธรรมชาติ กระดาษ และวัสดุชีวภาพ ยังไม่สามารถขยายตลาดได้เต็มศักยภาพ
รายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) โดย UN Trade and Development (UNCTAD) ชี้ว่า การแก้ปัญหาพลาสติกไม่สามารถพึ่งพาการพัฒนาวัสดุใหม่เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องปรับนโยบายการค้า มาตรฐานสินค้า และระบบสนับสนุนทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้วัสดุทางเลือกที่ยั่งยืนสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

พลาสติกครองตลาด ขณะที่วัสดุทางเลือกเผชิญภาษีสูงกว่า
ข้อมูลจาก UNCTAD ระบุว่า ในช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา อัตราภาษีที่ใช้กับผลิตภัณฑ์พลาสติกและยางลดลงเหลือเฉลี่ย 7.2% ขณะที่วัสดุทางเลือกที่ไม่ใช่พลาสติก เช่น กระดาษ ไม้ไผ่ เส้นใยธรรมชาติ และวัสดุจากสาหร่าย ต้องเผชิญภาษีนำเข้าเฉลี่ยสูงถึง 14.4% หรือประมาณสองเท่า
ความแตกต่างดังกล่าวกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่มีศักยภาพในการผลิตวัตถุดิบทางเลือก แต่ยังต้องแบกรับต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดโลกสูงกว่าคู่แข่ง
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมพลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมีความได้เปรียบจากการผลิตในปริมาณมาก (Economies of Scale) โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมใช้งาน ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกัน และระบบการค้าที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถผลิตและจำหน่ายสินค้าในราคาที่แข่งขันได้
UNCTAD จึงมองว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่วัสดุทางเลือกจำเป็นต้องแก้ไขความไม่สมดุลเชิงนโยบาย เพื่อไม่ให้ระบบการค้าเป็นอุปสรรคต่อการลดมลพิษและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

วิกฤตพลาสติกยังรุนแรง แม้การรีไซเคิลมีความก้าวหน้า
ปัญหามลพิษจากพลาสติก ยังคงเป็นความท้าทายระดับโลก โดย UN News รายงานว่า พลาสติกที่ผลิตทั่วโลกมีเพียงประมาณ 10% ที่ได้รับการรีไซเคิล ขณะที่ขยะพลาสติกจำนวนมากยังคงถูกฝังกลบ เผา หรือรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม
ขยะพลาสติกที่หลุดรอดลงสู่ทะเลส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล สัตว์น้ำ และห่วงโซ่อาหาร ขณะที่พลาสติกขนาดเล็กหรือไมโครพลาสติกกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
การแก้ปัญหาจึงจำเป็นต้องดำเนินการมากกว่าการรีไซเคิล โดยต้องลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น พัฒนาระบบใช้ซ้ำ (Reuse) ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม และส่งเสริมวัสดุทางเลือกที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริงตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์

วัสดุจากสาหร่ายและเส้นใยธรรมชาติ โอกาสของเศรษฐกิจสีน้ำเงิน
หนึ่งในวัสดุทางเลือกที่ได้รับความสนใจคือ สาหร่ายทะเล ซึ่งสามารถนำมาใช้พัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับบรรจุภัณฑ์และวัสดุชีวภาพ โดยมีข้อได้เปรียบด้านการเป็นทรัพยากรหมุนเวียนที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ในพื้นที่ชายฝั่ง
UNCTAD ระบุว่า วัสดุจากทรัพยากรทางทะเลและชีวภาพมีศักยภาพในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศที่มีทรัพยากรชายฝั่งและชุมชนที่พึ่งพาการเพาะเลี้ยงสาหร่าย
นอกจากสาหร่ายแล้ว เส้นใยจากพืช เช่น สับปะรด กล้วย และเส้นใยธรรมชาติชนิดอื่น ยังสามารถนำมาพัฒนาเป็นวัสดุทดแทนพลาสติกในบางประเภทของผลิตภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดวัสดุเหล่านี้จำเป็นต้องพัฒนาความพร้อมด้านวัตถุดิบ การผลิตในระดับอุตสาหกรรม ระบบขนส่ง มาตรฐานสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านราคาและส่งมอบสินค้าได้อย่างสม่ำเสมอ
พลาสติกชีวภาพไม่ได้หมายความว่าย่อยสลายได้เสมอไป
อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ ความเข้าใจเกี่ยวกับพลาสติกชีวภาพ (Bio-based Plastics) และพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable Plastics) ซึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ข้อมูลจาก Joint Research Centre (JRC) ของคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า พลาสติกชีวภาพหมายถึงพลาสติกที่ผลิตจากวัตถุดิบชีวภาพทั้งหมดหรือบางส่วน ขณะที่ความสามารถในการย่อยสลายขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของวัสดุและเงื่อนไขเฉพาะ
พลาสติกที่ผลิตจากวัตถุดิบชีวภาพบางชนิดอาจไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และพลาสติกที่ย่อยสลายได้บางประเภทจำเป็นต้องอาศัยสภาวะเฉพาะ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และกระบวนการในโรงงานปุ๋ยหมักอุตสาหกรรม
ดังนั้น การนำวัสดุที่ระบุว่าย่อยสลายได้ไปใช้ในธรรมชาติหรือทะเล ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วหรือไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การประเมินวัสดุทางเลือกจึงต้องพิจารณาตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การใช้พลังงาน การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน เพื่อหลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาหนึ่งแต่สร้างผลกระทบใหม่ขึ้นมาแทน

ต้นทุนและกำลังการผลิตยังเป็นโจทย์ใหญ่ของพลาสติกชีวภาพ
รายงานของ JRC ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า พลาสติกชีวภาพยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 0.5% ของการผลิตพลาสติกทั่วโลก โดยกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 2.3 ล้านตันในปี 2568 และอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4.7 ล้านตันภายในปี 2573 หากแผนการลงทุนที่ประกาศไว้เกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม การขยายกำลังการผลิตยังเผชิญความท้าทายทั้งด้านต้นทุน เทคโนโลยี ความพร้อมของวัตถุดิบ และความยั่งยืนของแหล่งวัตถุดิบ โดยต้นทุนการผลิตพลาสติกชีวภาพทั่วไปยังสูงกว่าพลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณ 1.5–2 เท่า
นอกจากนี้ การนำวัตถุดิบทางการเกษตรมาใช้ผลิตพลาสติกชีวภาพในปริมาณมาก จำเป็นต้องประเมินผลกระทบต่อการใช้ที่ดิน ความมั่นคงทางอาหาร การใช้น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรอบคอบ
การพัฒนาวัสดุทางเลือกจึงต้องควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนานวัตกรรม และการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจในระยะยาว
UNCTAD เสนอปรับนโยบายการค้า สร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม
UNCTAD เสนอแนวทางสำคัญเพื่อสนับสนุนการขยายตลาดวัสดุทางเลือกและลดการพึ่งพาพลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่
1. ปรับโครงสร้างภาษีและมาตรการทางการค้า
ทบทวนความแตกต่างของภาษีระหว่างพลาสติกแบบดั้งเดิมกับวัสดุทางเลือก เพื่อลดอุปสรรคต่อสินค้าที่มีศักยภาพในการช่วยลดมลพิษ
2. พัฒนามาตรฐานและกฎระเบียบระหว่างประเทศ
สร้างมาตรฐานที่ชัดเจนและสอดคล้องกันเกี่ยวกับวัสดุทางเลือก การนำเข้า การส่งออก และการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบของผู้ผลิต

3. สนับสนุนการลงทุนและนวัตกรรม
เพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และการวิจัย เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาวัสดุทางเลือกและขยายกำลังการผลิตได้
4. สร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน
พัฒนาระบบจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง และการจัดการหลังการใช้งาน เพื่อให้วัสดุทางเลือกมีความพร้อมและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง
5. ลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็นและสนับสนุนระบบใช้ซ้ำ
การลดความต้องการพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง การออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ และการส่งเสริมระบบ Reuse เป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยลดภาระต่อระบบจัดการขยะและลดการพึ่งพาวัสดุแบบใช้ครั้งเดียว

เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนวัสดุ
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า การลดปัญหามลพิษจากพลาสติกไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการนำวัสดุชนิดใหม่มาแทนที่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับระบบการผลิต การค้า การบริโภค และการจัดการทรัพยากรให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การสร้างตลาดวัสดุทางเลือกยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่น สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม สร้างงานในชุมชน และยกระดับการผลิตจากวัตถุดิบไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องพิจารณาความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้วัสดุ การออกแบบเพื่อใช้ซ้ำ การเลือกวัตถุดิบ การจัดการของเสีย และการสื่อสารข้อมูลสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวอ้างด้านความยั่งยืนที่เกินกว่าข้อเท็จจริง
การสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมให้กับวัสดุทางเลือก จึงเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการลดมลพิษจากพลาสติกในระยะยาว




