มหาสมุทรกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หลังรายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของมหาสมุทรลดลงประมาณ 6% จากผลกระทบของภาวะโลกร้อน ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงทางเคมีกำลังส่งผลต่อระบบธรรมชาติที่ช่วยควบคุมสมดุลของสภาพภูมิอากาศโลก
รายงาน Climate Technology Progress Report 2026: Navigating Ocean-based Technologies ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 โดยศูนย์ภูมิอากาศแห่งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP Copenhagen Climate Centre) ร่วมกับ Climate Technology Centre and Network (CTCN) และคณะกรรมการบริหารด้านเทคโนโลยีของ UNFCCC เสนอให้ทั่วโลกเร่งลงทุนในระบบตรวจวัด วิทยาศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลมหาสมุทร เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับวัฏจักรคาร์บอนและสนับสนุนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ
มหาสมุทร แหล่งดูดซับคาร์บอนสำคัญที่กำลังถูกกดดัน
ข้อมูลจากรายงานระบุว่า มหาสมุทรดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ประมาณ 30% และรับความร้อนส่วนเกินที่เกิดจากภาวะโลกร้อนมากกว่า 90% มหาสมุทรจึงมีบทบาทสำคัญในการชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก
อย่างไรก็ตาม ความสามารถดังกล่าวไม่ได้เป็นสิ่งที่สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีข้อจำกัด เมื่อมหาสมุทรเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น การเพิ่มความเป็นกรดของน้ำทะเล การลดลงของออกซิเจนในน้ำ การเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำและการหมุนเวียนของสารอาหาร ตลอดจนมลพิษและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ

ปัจจัยเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางกายภาพ เคมี และชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน ส่งผลให้ความสามารถของมหาสมุทรในการทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ (Ocean Carbon Sink) อยู่ภายใต้แรงกดดันมากขึ้น
หากมหาสมุทรดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อยลง ก๊าซเรือนกระจกส่วนหนึ่งจะตกค้างในชั้นบรรยากาศมากขึ้น และอาจทำให้การควบคุมภาวะโลกร้อนมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
โลกยังมีช่องว่างข้อมูลมหาสมุทรที่ต้องเร่งแก้ไข
หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่รายงานหยิบยกขึ้นมา คือการขาดข้อมูลการตรวจวัดมหาสมุทรที่ครอบคลุมและต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณมหาสมุทรใต้ มหาสมุทรอินเดีย เขตอาร์กติก และพื้นที่ชายฝั่งหลายแห่ง
ข้อจำกัดด้านข้อมูลทำให้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถประเมินการเปลี่ยนแปลงของระบบคาร์บอนในมหาสมุทรได้อย่างแม่นยำเพียงพอ ทั้งในด้านปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับ การกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว และผลกระทบจากภาวะโลกร้อนต่อกระบวนการเหล่านี้
รายงานจึงเสนอให้เพิ่มการลงทุนในระบบสังเกตการณ์มหาสมุทร (Ocean Observation) การพัฒนาเซนเซอร์และเครื่องมือสำรวจ การจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูล ตลอดจนการพัฒนาแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยให้รัฐบาล นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบายสามารถประเมินสถานการณ์และตัดสินใจได้บนพื้นฐานของข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

Ocean Carbon Intelligence เชื่อมวิทยาศาสตร์สู่การรับมือโลกร้อน
แนวทางสำคัญที่รายงานเสนอคือ Ocean Carbon Intelligence (OCI) ซึ่งเป็นกรอบการทำงานที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการตรวจวัด ระบบข้อมูล และเครื่องมือวิเคราะห์ เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของระบบคาร์บอนในมหาสมุทรและนำไปสู่การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศที่มีหลักฐานรองรับ
แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นการพัฒนาความสามารถในการรวบรวม วิเคราะห์ และนำข้อมูลมหาสมุทรไปใช้ประโยชน์ โดยมีเทคโนโลยีสำคัญ 3 กลุ่มที่รายงานให้ความสนใจ
1. เทคโนโลยีการตรวจวัดและติดตามมหาสมุทร
การพัฒนาระบบตรวจวัดอุณหภูมิ คุณสมบัติทางเคมี ปริมาณคาร์บอน และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ผ่านเครื่องมือสำรวจ เซนเซอร์ ดาวเทียม ระบบข้อมูล และแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประเมินสถานการณ์
2. การฟื้นฟูระบบนิเวศ Blue Carbon
ระบบนิเวศชายฝั่ง เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเล และพื้นที่ชุ่มน้ำเค็ม มีบทบาทในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน อีกทั้งยังช่วยปกป้องชายฝั่ง สนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรทางทะเล

3. เทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์จากมหาสมุทร
Marine Carbon Dioxide Removal (mCDR) เป็นแนวทางที่มุ่งเพิ่มการนำคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากระบบมหาสมุทรและกักเก็บไว้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีกลุ่มนี้ยังมีความไม่แน่นอนและต้องการการศึกษาวิจัย การติดตามผล และการกำกับดูแลอย่างรอบคอบ เพื่อประเมินทั้งประสิทธิภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
Blue Carbon กับโอกาสสร้างเศรษฐกิจสีน้ำเงิน
การฟื้นฟูระบบนิเวศ Blue Carbon ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะต่อการลดก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเชื่อมโยงกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ป่าชายเลนและหญ้าทะเลสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการกัดเซาะชายฝั่ง สนับสนุนแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่ชุมชนชายฝั่งสามารถได้รับประโยชน์จากการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม
สำหรับประเทศกำลังพัฒนาและประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก (Small Island Developing States: SIDS) การเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านการประเมินคาร์บอนในระบบนิเวศทางทะเล ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนานโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต
รายงานยังให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้ของชุมชนท้องถิ่นและชนพื้นเมืองมาประกอบกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีและการอนุรักษ์ตอบสนองต่อบริบทของพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม

เทคโนโลยีมหาสมุทรต้องเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก ไม่ใช่ทดแทน
แม้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับมหาสมุทรจะมีศักยภาพในการสนับสนุนการรับมือกับภาวะโลกร้อน แต่รายงานย้ำว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถใช้แทนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ได้
การพัฒนาและนำเทคโนโลยีไปใช้จำเป็นต้องอยู่ภายใต้หลักวิทยาศาสตร์ที่เข้มแข็ง ความโปร่งใส การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการติดตามผลในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศและการสนับสนุนด้านเงินทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญในการลดช่องว่างด้านองค์ความรู้ โดยเฉพาะประเทศที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและขีดความสามารถในการวิจัย
รายงาน Climate Technology Progress Report 2026 จึงสะท้อนให้เห็นว่า การปกป้องมหาสมุทรในฐานะกลไกสำคัญของระบบภูมิอากาศโลกจำเป็นต้องอาศัยทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลงทุนในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การฟื้นฟูระบบนิเวศ และความร่วมมือระหว่างประเทศ
ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะโลกร้อน การทำความเข้าใจว่ามหาสมุทรกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และจะรักษาความสามารถในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้อย่างไร จึงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว
แหล่งอ้างอิงข่าว
- UNEP — UN report urges investment in Ocean Carbon Intelligence (28 ต.ค. 2026)
- United Nations — Ocean’s ability to absorb carbon is weakening (29 ต.ค. 2026)
- Stockholm Environment Institute — Climate Technology Progress Report 2026




