PPWR สหภาพยุโรป สร้างโจทย์ใหญ่ “บรรจุภัณฑ์” กับภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออก ต้องเตรียมความพร้อมมากกว่าการเปลี่ยนวัสดุหรือออกแบบแพ็กเกจใหม่ ตั้งแต่ ตรวจสอบสารเคมี การจัดเก็บข้อมูล การทดสอบ และเอกสารรับรอง ไปจนถึงการทำงานร่วมกับคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน เผยแนวคิด Tetra Pak, CPF และ UOI สะท้อน การรับมือกฎใหม่ ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจข้อกำหนด วางแผนล่วงหน้า และบริหารข้อมูลให้พร้อมใช้งาน
PPWR เปลี่ยนโจทย์บรรจุภัณฑ์ จากการออกแบบสู่การบริหารข้อมูล
การปรับตัวตามกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเลือกวัสดุที่เหมาะสม แต่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบให้ใช้วัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ การนำกลับมารีไซเคิล การใช้ซ้ำ ตลอดจนการจัดการสารเคมีและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์
ประเด็นสำคัญคือ การดำเนินการเหล่านี้ ไม่สามารถแยกทำโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้ เพราะข้อมูลและหลักฐานต้องเชื่อมโยงระหว่างเจ้าของแบรนด์ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ผู้จัดหาวัตถุดิบ และผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน
จากเวทีเสวนาภาคธุรกิจในงาน “Thailand PPWR Stronger Together ผนึกกำลังไทย รับมือ PPWR” พบว่าผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มมีจุดเริ่มต้นและความท้าทายต่างกัน แต่มีโจทย์ร่วมกัน คือการสร้างความเข้าใจข้อกำหนดให้ตรงกัน และทำให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้ได้จริงเมื่อมีการร้องขอ

CPF วางกลยุทธ์ 4R เตรียมพร้อมตั้งแต่การออกแบบถึงการทดสอบ
นาวิน สังฆรัตน์ Packaging Research and Development Director ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร CPF อธิบายว่า บริษัทใช้แนวทาง 4Rs ในการเตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนดใหม่ ได้แก่ Read, Forecast & Redesign, Resourcing และ Revalidate
เริ่มจากการอ่านและทำความเข้าใจกฎระเบียบ ก่อนประเมินว่าบรรจุภัณฑ์ที่ใช้อยู่มีความพร้อมเพียงใด ต้องปรับเปลี่ยนส่วนไหน และควรวางแผนล่วงหน้าอย่างไร จากนั้นจึงทำงานร่วมกับ Supplier เพื่อพัฒนาวัสดุและเตรียมความพร้อมด้านการจัดหาในระยะยาว

อีกขั้นตอนสำคัญคือการตรวจสอบและทดสอบซ้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าบรรจุภัณฑ์ที่ปรับเปลี่ยนยังคงรักษาคุณภาพและอายุการเก็บรักษาของอาหารได้ตามเดิม
CPF ยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้ โดยบริษัทจัดตั้งทีมทำงานเพื่อดูแลประเด็นกฎหมายและข้อกำหนดใหม่ พร้อมรวบรวมข้อมูลบรรจุภัณฑ์ที่ส่งไปยังตลาดยุโรป ประสานงานกับ Supplier และตรวจสอบหลักฐานก่อนจัดเก็บบนระบบ Cloud ให้ฝ่ายขายในต่างประเทศสามารถเข้าถึงได้
ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต้องทำความเข้าใจข้อกำหนดและสื่อสารกับคู่ค้า
พุทธชาติ สุพรรตรี ผู้จัดการฝ่ายควบคุมและประกันคุณภาพ บริษัท ยูเนียน แอนด์ โอจิ อินเตอร์แพ็ค จำกัด (UOI) ระบุว่า การเตรียมความพร้อมเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ PPWR และประเมินว่าระบบที่มีอยู่สามารถรองรับข้อกำหนดได้มากน้อยเพียงใด
บริษัทเริ่มสื่อสารภายในองค์กร โดยเฉพาะฝ่ายออกแบบ เพื่อให้การพัฒนาบรรจุภัณฑ์คำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างเหมาะสม พร้อมรวบรวมข้อมูลจาก Supplier สำหรับนำไปใช้ตอบข้อกำหนดของลูกค้า
ความท้าทายอยู่ที่คู่ค้าแต่ละรายมีระดับความเข้าใจแตกต่างกัน ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ไปจนถึง SMEs บางรายยังไม่เข้าใจว่าข้อกำหนดเกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนอย่างไร ทำให้การขอข้อมูลต้องอาศัยทั้งแบบสอบถาม การอธิบายเพิ่มเติม และการติดตามซ้ำ UOI จึงต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้จัดจำหน่ายและเจ้าของแบรนด์ โดยพยายามจัดหาข้อมูลให้เหมาะสมกับความต้องการ พร้อมพิจารณาว่าข้อมูลใดสามารถจัดหาได้ และข้อมูลใดจำเป็นต้องมีการทดสอบเพิ่มเติม

Tetra Pak ชี้การเตรียมความพร้อมต้องเริ่มก่อนกฎหมายมีผล
ปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท Tetra Pak (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทเริ่มสื่อสารเรื่อง PPWR กับลูกค้าในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2022 พร้อมจัด Workshop และ Webinar เพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหนึ่งของภาคธุรกิจไทยคือ การรอให้ข้อกำหนดชัดเจนหรือมีผลบังคับใช้ก่อนจึงเริ่มดำเนินการ ทำให้เมื่อถึงเวลาต้องปฏิบัติตามกฎ บริษัทอาจต้องเร่งตอบสนองต่อคำขอเอกสารและข้อมูลจากลูกค้า
ในระดับผลิตภัณฑ์ Tetra Pak ให้ความสำคัญกับหลักการลดวัสดุ การออกแบบเพื่อรีไซเคิล การใช้ซ้ำ และการนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ โดยต้องพิจารณาทั้งตัวบรรจุภัณฑ์และระบบเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างข้อกำหนด คุณภาพ และการใช้งานจริง
การบริหารข้อมูลแบบรวมศูนย์และการใช้ AI ช่วยจัดทำเอกสารรับรอง เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับคำขอจากลูกค้าในหลายประเทศ

ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่การออกแบบและทำงานร่วมกันช่วยลดภาระ
หนึ่งในความกังวลของภาคธุรกิจคือค่าใช้จ่ายจากการทดสอบ การจัดทำเอกสาร และการปรับเปลี่ยนวัสดุ ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และเจ้าของแบรนด์
นาวิน ระบุว่าแนวทางบริหารต้นทุนประกอบด้วยการทำงานล่วงหน้ากับ Supplier การใช้ Economy of Scale ผ่านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ในระดับแพลตฟอร์มแทนการพิจารณาแยกแต่ละ SKU และการออกแบบให้ใช้วัสดุในปริมาณที่เหมาะสม
บริษัทมองต้นทุนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ไม่ใช่เปรียบเทียบเฉพาะราคาบรรจุภัณฑ์ เพราะต้นทุนเริ่มต้นที่เพิ่มขึ้นอาจต้องนำไปพิจารณาร่วมกับต้นทุนในขั้นตอนอื่น รวมถึงการจัดการเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน

ด้าน พุทธชาติ กล่าวว่า กำลังพัฒนาแนวทางใช้ AI เพื่อช่วยจัดการการสำรวจข้อมูล การประมวลผล และการจัดทำรายงานในรูปแบบมาตรฐาน ลดเวลาที่ต้องจัดทำเอกสารหลายรูปแบบตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย
ขณะที่ ปฏิญญา Tetra Pak มองการลงทุนด้านบุคลากรและระบบข้อมูลเป็นการสร้างขีดความสามารถขององค์กรในระยะยาว ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับ PPWR เท่านั้น
ความร่วมมือใน Supply Chain คือจุดชี้ขาดความพร้อม
บทเรียนจากทั้งสามองค์กรสะท้อนว่า การรับมือ PPWR ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่การส่งต่อคำขอเอกสารเมื่อเกิดความจำเป็น
ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต้องเข้าใจข้อกำหนด เจ้าของแบรนด์ต้องวางแนวทางและตรวจสอบความสอดคล้อง ขณะที่ Supplier ต้องสามารถจัดเตรียมข้อมูลและหลักฐานที่จำเป็นได้ทันเวลา

สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs การเริ่มต้นจากระบบข้อมูลที่มีอยู่ การทำความเข้าใจข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ และการสื่อสารกับคู่ค้าล่วงหน้า อาจเป็นแนวทางสำคัญในการลดช่องว่างด้านความพร้อม
PPWR จึงไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ของฝ่ายบรรจุภัณฑ์หรือฝ่ายความยั่งยืน แต่กำลังทำให้การบริหารข้อมูล การออกแบบผลิตภัณฑ์ และความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน กลายเป็นส่วนสำคัญของการเตรียมธุรกิจไทยให้พร้อมรับข้อกำหนดของตลาดยุโรป




