กติกาการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปกำลังเปลี่ยนไป เมื่อกฎหมาย Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ยกระดับความรับผิดชอบด้านบรรจุภัณฑ์จากการจัดการขยะปลายทาง สู่การควบคุมตั้งแต่ต้นทาง โดยผู้ผลิตต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบรรจุภัณฑ์มีความสอดคล้องตามข้อกำหนด สามารถรีไซเคิลได้จริง และมีเอกสารตรวจสอบย้อนกลับครบถ้วนก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเป็นโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการไทย ที่ต้องเตรียมความพร้อมก่อนวันที่ 1 มกราคม 2030
PPWR เปลี่ยนจากจัดการขยะปลายทาง สู่การออกแบบตั้งแต่ต้นทาง
กฎหมาย Packaging and Packaging Waste Regulation หรือ PPWR ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2025 และเริ่มดำเนินมาตรการบังคับใช้ทั่วไปตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป เป็นกฎระเบียบที่มุ่งปรับระบบบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับการจัดการขยะหลังการบริโภค ไปสู่การออกแบบและควบคุมบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่เริ่มต้น
ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล ผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ในฐานะผู้แทน Thailand PPWR Consortium อธิบายว่า PPWR มีลักษณะเป็นกฎหมายที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shifting Regulation) โดยมีความท้าทายสำคัญทั้งด้านเทคนิคที่ซับซ้อน การพัฒนารายละเอียดมาตรฐานที่ทยอยตามมา และการพึ่งพาความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Ecosystem) ของแต่ละประเทศ
ประเด็นสำคัญคือการขยายความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิต (Expanded Manufacturers Responsibility) ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่รวมถึงผู้ผลิตสินค้าที่นำบรรจุภัณฑ์มาใช้ด้วย

แนวทางดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบตั้งแต่การออกแบบ การประเมินความสอดคล้อง การจัดทำเอกสาร และการรับรองว่าสินค้าของตนเป็นไปตามข้อกำหนดก่อนนำเข้าสู่ตลาด
ผู้ผลิตสินค้าต้องรับผิดชอบ แม้ไม่ได้ผลิตบรรจุภัณฑ์เอง
หนึ่งในประเด็นที่ผู้ประกอบการไทยต้องทำความเข้าใจคือ ความหมายของคำว่า Manufacturer ภายใต้ PPWR ซึ่งไม่ได้หมายถึงโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งว่าจ้างอีกบริษัทผลิตขวดน้ำยาล้างจาน แล้วนำขวดมาติดแบรนด์ของตนเอง ผู้ที่เป็นผู้กำหนดรูปแบบและคุณลักษณะของบรรจุภัณฑ์เพื่อจำหน่ายสินค้าคือบริษัทเจ้าของสินค้า ซึ่งอาจเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงโรงงานที่ผลิตขวด
นอกจากนี้ การพิจารณาความรับผิดชอบไม่ได้จำกัดอยู่ที่สัญชาติของผู้ผลิต แม้เป็นบริษัทที่ตั้งอยู่นอกสหภาพยุโรปก็อาจเข้าข่ายต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด หากนำสินค้าที่เกี่ยวข้องเข้าสู่ตลาดยุโรป ภาระดังกล่าวยังครอบคลุมบรรจุภัณฑ์หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น Sales Packaging, Group Packaging และ Transport Packaging รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่างธุรกิจ (B2B) และการขายผ่าน E-commerce
กล่าวคือ ไม่ได้พิจารณาเฉพาะบรรจุภัณฑ์ที่ผู้บริโภคเห็นบนชั้นวางสินค้า แต่รวมถึงวัสดุและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ติดไปกับสินค้าและอาจกลายเป็นขยะในสหภาพยุโรปด้วย
ต้องพิสูจน์ว่ารีไซเคิลได้จริง
PPWR กำหนดให้ผู้ผลิตให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์หลายด้าน โดย ดร.นุจรินทร์ อธิบายถึงข้อกำหนดสำคัญ ได้แก่
- สารเคมีและสารอันตราย: ต้องควบคุมสารที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยและการหมุนเวียนของวัสดุ
- การออกแบบเพื่อรีไซเคิล: ต้องสามารถรีไซเคิลได้จริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงมีคุณสมบัติทางทฤษฎี
- การลดปริมาณบรรจุภัณฑ์: ใช้วัสดุเท่าที่จำเป็น รวมถึงลดพื้นที่ว่างภายในบรรจุภัณฑ์ (Empty Space)
- การใช้วัสดุหมุนเวียน: มีข้อกำหนดเกี่ยวกับสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์พลาสติกบางประเภท
- การติดฉลากและการให้ข้อมูล: ต้องมีข้อมูลที่ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถจัดการและคัดแยกบรรจุภัณฑ์ได้
- การใช้ซ้ำ: มีข้อกำหนดเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งบางประเภทที่ต้องปรับไปสู่ระบบใช้ซ้ำ
อีกประเด็นหนึ่งคือ การลดพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์ไม่ได้หมายถึงเฉพาะช่องว่างที่ไม่มีวัสดุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวัสดุกันกระแทก เช่น Cushion และวัสดุเติมช่องว่างที่ไม่ใช่ตัวสินค้า ซึ่งต้องพิจารณาตามหลักการลดการใช้บรรจุภัณฑ์
แนวคิดสำคัญจึงเปลี่ยนจากการทำบรรจุภัณฑ์ให้ดูเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปสู่การออกแบบที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ได้จริง

เอกสารต้องพร้อมก่อนวางตลาด และต้องตรวจสอบย้อนหลังได้
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง คือการกำหนดให้ผู้ผลิตต้องประเมินความสอดคล้องและจัดทำเอกสารประกอบก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด
ดร.นุจรินทร์ ระบุว่า ผู้ผลิตต้องจัดทำรายงานแสดงความสอดคล้องกับข้อกำหนด พร้อมออกเอกสาร Declaration of Conformity (DOC) เพื่อยืนยันว่าได้ดำเนินการตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องแล้ว
หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร้องขอ ผู้ผลิตต้องสามารถนำเอกสารและข้อมูลมาแสดงได้ภายใน 10 วัน โดยเอกสารต้องเชื่อมโยงกับบรรจุภัณฑ์แต่ละประเภทและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ สิ่งที่เพิ่มความซับซ้อนคือระยะเวลาการเก็บรักษาเอกสาร ซึ่งตามข้อมูลการบรรยายระบุว่าอาจอยู่ที่ 5–10 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของบรรจุภัณฑ์
ข้อกำหนดนี้ทำให้การบริหารจัดการข้อมูลกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต ผู้ประกอบการจึงต้องมีระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลวัตถุดิบ แหล่งที่มา องค์ประกอบของบรรจุภัณฑ์ และเอกสารรับรองเข้าด้วยกัน
สำหรับธุรกิจที่มีบรรจุภัณฑ์หลายชั้นหรือใช้วัสดุหลายประเภท การตรวจสอบย้อนกลับยิ่งมีความสำคัญ เพราะต้องสามารถระบุได้ว่าบรรจุภัณฑ์แต่ละส่วนมีคุณสมบัติและหลักฐานความสอดคล้องอย่างไร
Food Safety ไม่เท่ากับ Circularity
ผู้ประกอบการที่ผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร อาจเข้าใจว่าการผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับอาหารหมายถึงสามารถปฏิบัติตาม PPWR ได้แล้ว แต่ทั้งสองเรื่องมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
มาตรฐาน Food Contact Material (FCM) มุ่งควบคุมความปลอดภัยของวัสดุที่สัมผัสอาหาร โดยพิจารณาว่าสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนจากบรรจุภัณฑ์สามารถเคลื่อนย้ายเข้าสู่อาหารได้หรือไม่
ขณะที่ PPWR ให้ความสำคัญกับความสามารถในการหมุนเวียนวัสดุและการรีไซเคิลในระยะต่อไป
ตัวอย่างเช่น หมึกพิมพ์ที่อยู่ด้านนอกบรรจุภัณฑ์อาจไม่ส่งผลต่อความปลอดภัยของอาหาร แต่เมื่อบรรจุภัณฑ์เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล หมึกดังกล่าวอาจกลายเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการประเมินคุณภาพของวัสดุ
ดังนั้น การมีเอกสารรับรองด้าน Food Contact Material จึงไม่สามารถใช้ทดแทนเอกสารแสดงความสอดคล้องตาม PPWR ได้โดยอัตโนมัติ
พลาสติกรีไซเคิล 30% ในปี 2030 เพิ่มโจทย์ด้านวัตถุดิบ
ประเด็นที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพลาสติกต้องจับตาคือข้อกำหนดเกี่ยวกับ Recycled Content หรือสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลที่ต้องนำมาใช้ในบรรจุภัณฑ์
ดร.นุจรินทร์ กล่าวถึงตัวเลขสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลที่ระดับประมาณ 30% ในปี 2030 และเพิ่มเป็น 65% ในปี 2040 โดยตัวเลขดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use Packaging) ตามเงื่อนไขของข้อกำหนด
อย่างไรก็ตาม การนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้ไม่ได้พิจารณาเพียงปริมาณ แต่ยังต้องคำนึงถึงแหล่งที่มาของวัสดุ คุณภาพของกระบวนการรีไซเคิล และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ
ข้อกำหนด EU Equivalent จึงเป็นอีกโจทย์สำคัญ เพราะวัสดุรีไซเคิลจากนอกสหภาพยุโรปต้องสามารถแสดงความเทียบเท่าตามเงื่อนไขที่กำหนด ทั้งด้านระบบการจัดเก็บและบริหารจัดการขยะ ตลอดจนคุณภาพและมาตรฐานของโรงงานรีไซเคิล
หากประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาแหล่งวัตถุดิบรีไซเคิลที่มีคุณภาพและผ่านเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องได้ ผู้ผลิตอาจต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งมีประเด็นต้นทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากวัสดุ PCR ที่ผ่านเกณฑ์อาจมีราคาสูงกว่าพลาสติกใหม่ (Virgin Plastic)

5 ความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนา
ดร.นุจรินทร์ ระบุว่า การเตรียมความพร้อมรับมือ PPWR ไม่สามารถดำเนินการโดยผู้ประกอบการแต่ละรายเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยระบบสนับสนุนในระดับประเทศ โดยมีความท้าทายสำคัญ 5 ด้าน
1. การเข้าถึงข้อมูลสารเคมีในผลิตภัณฑ์
ผู้ผลิตจำเป็นต้องทราบข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีและองค์ประกอบของวัตถุดิบที่ใช้ แต่ประเทศไทยยังขาดกลไกที่ทำให้ข้อมูลจากผู้ขายวัตถุดิบไหลไปถึงผู้ผลิตได้อย่างเป็นระบบ ภาระการตรวจสอบจึงยังตกอยู่กับผู้ประกอบการแต่ละราย
2. การพัฒนาระบบรีไซเคิลในระดับอุตสาหกรรม
ประเทศไทยมีทั้งโรงงานผลิตและระบบจัดการขยะ แต่ข้อมูลระหว่างต้นทางกับปลายทางยังเชื่อมโยงกันไม่เพียงพอ ทำให้การรับรองคุณภาพวัสดุรีไซเคิลในระดับอุตสาหกรรมยังเป็นความท้าทาย
3. การสร้างมาตรฐานที่เทียบเท่าสหภาพยุโรป
ทั้งแหล่งที่มาของวัสดุรีไซเคิลและมาตรฐานของโรงงานรีไซเคิลจำเป็นต้องแสดงความเทียบเท่าตามเงื่อนไขที่สหภาพยุโรปกำหนด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม
4. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล
ผู้ผลิตต้องจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงรองรับการเก็บรักษาเอกสารเป็นระยะเวลา 5–10 ปี จึงจำเป็นต้องมีระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและใช้งานร่วมกันได้
5. การสร้างความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบและรับรอง
แม้ประเทศไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ (National Quality Infrastructure) อยู่แล้ว แต่ยังต้องสร้างการยอมรับจากตลาดยุโรปให้มากขึ้น เพื่อให้ผลการทดสอบและเอกสารรับรองจากไทยได้รับความเชื่อถือ และช่วยลดภาระการตรวจสอบซ้ำของผู้ประกอบการ
Thailand PPWR Consortium กับการสร้างระบบรองรับทั้งห่วงโซ่อุปทาน
ด้วยข้อจำกัดที่เกิดขึ้น Thailand PPWR Consortium จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาความพร้อมของอุตสาหกรรมไทย โดยรวบรวมผู้ผลิต หน่วยงานตรวจสอบและรับรอง (Certifying Bodies) ห้องปฏิบัติการ และหน่วยงานภาครัฐเข้ามาทำงานร่วมกัน
การดำเนินงานแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
การออกแบบให้สอดคล้อง: พัฒนาแนวทางและเครื่องมือช่วยให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบบรรจุภัณฑ์ตามข้อกำหนด
การพิสูจน์ความสอดคล้อง: พัฒนาความพร้อมด้านการทดสอบ ห้องปฏิบัติการ และระบบรับรอง เพื่อให้ข้อมูลได้รับการยอมรับ
การประสานความร่วมมือระดับประเทศ: เชื่อมโยงภาครัฐและภาคธุรกิจเพื่อพัฒนา Ecosystem ที่รองรับการปฏิบัติตามกฎหมาย
เครือข่ายดังกล่าวมีแผนดำเนินงานต่อเนื่องไปจนถึงปี 2030 โดยมุ่งติดตามรายละเอียดข้อกำหนดที่ทยอยพัฒนา พร้อมสร้างเครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ผู้ที่ต้องการใช้วัสดุรีไซเคิลสามารถพบกับผู้ผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีข้อมูลรองรับ
เปลี่ยนข้อจำกัดเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน
แม้ PPWR จะเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการไทย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นแรงผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมต้องพัฒนาความสามารถด้านการออกแบบ การจัดการข้อมูล และการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดร.นุจรินทร์ มองว่า ความท้าทายของกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับประเทศไทย แต่เป็นเรื่องใหม่ที่หลายประเทศต้องเรียนรู้และปรับตัวเช่นกัน ประเทศที่สามารถพัฒนาความเข้าใจและยกระดับระบบสนับสนุนได้รวดเร็วกว่าก็อาจสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก
โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การปรับบรรจุภัณฑ์ให้ผ่านข้อกำหนดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาระบบที่ทำให้ผู้ผลิต วัตถุดิบ โรงงานรีไซเคิล ห้องปฏิบัติการ และหน่วยงานภาครัฐสามารถทำงานเชื่อมโยงกันได้
เพราะเมื่อกติกาการค้าเปลี่ยนจากการจัดการขยะปลายทางมาเป็นการพิสูจน์ความรับผิดชอบตั้งแต่ต้นทาง ความพร้อมของทั้งระบบอุตสาหกรรมจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย




