การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน กำลังกลายเป็นกลยุทธ์สร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ หลังเศรษฐกิจสีเขียวมีมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลก ที่มีแผนลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรมยังมีเพียง 8% รายงาน WEF-TCS ชี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ สามารถสร้างทั้งกำไร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเปิดโอกาสสร้างรายได้ใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรม
เศรษฐกิจสีเขียวโตเร็วกว่าธุรกิจดั้งเดิม 2 เท่า แต่แผนลดคาร์บอนยังไม่คืบหน้า
รายงานสมุดปกขาวฉบับล่าสุด Decarbonizing Manufacturing and Supply Chains for Growth: Guide for C-suite Executives ซึ่งจัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ร่วมกับทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส (Tata Consultancy Services: TCS) สะท้อนให้เห็นทิศทางใหม่ของภาคอุตสาหกรรม โดยเสนอให้ผู้บริหารมองการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonisation) เป็นกลยุทธ์สร้างมูลค่าทางธุรกิจ มากกว่าการมองเป็นภาระต้นทุนในการดำเนินงาน
รายงานระบุว่า เศรษฐกิจสีเขียวมีมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และเติบโตเร็วกว่ารายได้จากธุรกิจแบบดั้งเดิมถึง 2 เท่า สะท้อนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวยังสวนทางกับความคืบหน้าในการลงมือปฏิบัติของภาคธุรกิจ แม้บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกประมาณสองในสามจะกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) แต่มีเพียง 8% ที่จัดทำแผนปฏิบัติการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม และเพียง 4% ที่จัดสรรเงินทุนหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว
ตัวเลขนี้สะท้อนโจทย์สำคัญของภาคธุรกิจว่า การประกาศเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากขาดแผนดำเนินงานและเงินทุนที่รองรับการเปลี่ยนผ่านอย่างจริงจัง
ลดคาร์บอนสร้างมูลค่าธุรกิจได้ 3 ด้าน
รายงานระบุว่า การลดคาร์บอนสามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1. เพิ่มผลกำไรสุทธิ (Bottom-line gains) ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากร ลดต้นทุนการดำเนินงาน และบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. เสริมความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นของธุรกิจ (Business continuity and resilience) ช่วยให้ธุรกิจรับมือกับความเสี่ยงด้านพลังงานและความเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานได้ดีขึ้น
3. สร้างการเติบโตของรายได้ (Top-line growth) เปิดโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
เพื่อช่วยให้ผู้บริหารนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ รายงานยังเปรียบเทียบโซลูชันลดคาร์บอน 10 รูปแบบ โดยพิจารณาทั้งมูลค่าทางธุรกิจ ศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความซับซ้อนในการดำเนินงาน เพื่อใช้ประกอบการจัดลำดับความสำคัญและตัดสินใจลงทุน
นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางการเปลี่ยนผ่าน 3 ระยะ เริ่มจากการสร้างผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพในระยะเร่งด่วน (Quick Wins) ต่อด้วยการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน และก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน Net-Zero ควบคู่กับการสร้างการเติบโตที่มีความยืดหยุ่นในระยะยาว
เปิดกรณีศึกษา Foxconn-Beko-Schneider Electric ลดคาร์บอนพร้อมเพิ่มผลตอบแทน
รายงานนำเสนอกรณีศึกษาจากการดำเนินงานจริง 6 กรณี เพื่อแสดงให้เห็นว่าการลดคาร์บอนสามารถเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่
– Foxconn Industrial Internet แพลตฟอร์มการออกแบบเชิงนิเวศ (Eco-design) สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้ถึง 107%
– Beko โรงงานในเมืองเอสกิเชฮีร์ ประเทศตุรกี สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ 43% พร้อมลดต้นทุนการปรับโครงสร้างลง 17%
– Schneider Electric มีรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน คิดเป็น 75% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2025
กรณีศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่ภาคธุรกิจสามารถนำการออกแบบผลิตภัณฑ์ การปรับปรุงกระบวนการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มาเชื่อมโยงกับผลตอบแทนและโอกาสทางธุรกิจได้
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จากแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและแนวทางดำเนินงานของแต่ละองค์กร จึงไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวไปใช้เป็นผลตอบแทนที่รับประกันได้สำหรับทุกบริษัท

WEF-TCS ชี้ผู้บริหารต้องเปลี่ยนมุมมองต่อการลดคาร์บอน
Anupam Singhal ประธานกลุ่มธุรกิจการผลิตของ Tata Consultancy Services กล่าวว่า ผู้ผลิตหลายรายยังมีความกังวลว่าการลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่าที่มีความซับซ้อนจะส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรและการเติบโตของธุรกิจ
ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับกรอบความคิดใหม่ โดยมองการลดคาร์บอนเป็นกลยุทธ์สร้างมูลค่าทางธุรกิจ ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดความเสี่ยงด้านพลังงาน แต่ยังสามารถเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่
“เราจำเป็นต้องปรับกรอบความคิดใหม่ ให้มองการลดคาร์บอนเป็นกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดความเสี่ยงด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังช่วยปลดล็อกโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ ๆ”
รายงานฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นคู่มือสำหรับผู้บริหารระดับสูงในการรับมือกับความซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่าน และเปลี่ยนความตั้งใจด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่สามารถวัดผลได้
รายงานฉบับดังกล่าวพัฒนาโดยศูนย์เพื่อการผลิตขั้นสูงและห่วงโซ่อุปทาน (Centre for Advanced Manufacturing and Supply Chains) แห่งสภาเศรษฐกิจโลก ร่วมกับ Tata Consultancy Services โดยรวบรวมข้อมูลจากการปรึกษาหารือมากกว่า 50 ครั้ง ครอบคลุมผู้ผลิตระดับโลก ผู้นำด้านห่วงโซ่อุปทาน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้กำหนดนโยบาย รวม 13 ภาคอุตสาหกรรม
โจทย์สำคัญของภาคธุรกิจจากนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการกำหนดเป้าหมาย Net-Zero แต่คือการเปลี่ยนเป้าหมายนั้นให้เป็นแผนลงทุนและการปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงานที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ




