แรงกดดันจากต้นทุน พลังงาน สภาพภูมิอากาศ และ Supply Chain กำลังบีบให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ต้องผลิตให้ได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง ผลสำรวจ Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ชี้ แม้ 53% ของผู้บริหาร F&B ยังเชื่อว่าธุรกิจจะเติบโต แต่มีเพียง 43% ที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่น เพียงพอต่อความผันผวนของตลาด ช่องว่างดังกล่าวกำลังทำให้ Digitalization, Electrification และ AI กลายเป็นมากกว่าเทคโนโลยีในโรงงาน แต่เป็นเครื่องมือใหม่ในการบริหารต้นทุน คาร์บอน และความสามารถในการแข่งขัน
F&B เผชิญโจทย์ “ผลิตมากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง”
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของประชากรและการขยายตัวของเมือง กำลังสร้างโจทย์สองด้านให้กับอุตสาหกรรมอาหาร นั่นคือ ต้องรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันต้องลดการใช้พลังงาน ทรัพยากร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ความท้าทายดังกล่าวมีนัยสำคัญเมื่อมองผ่าน Climate Footprint ของระบบอาหาร ข้อมูล FAO ระบุว่า ระบบเกษตรอาหารมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมมนุษย์ประมาณหนึ่งในสาม ขณะที่ใช้พลังงานประมาณ 30% ของพลังงานที่มีอยู่ทั่วโลก และประมาณ 70% ของพลังงานในระบบนี้ถูกใช้ในกิจกรรมหลังพ้นระดับฟาร์ม ตั้งแต่ขนส่ง แปรรูป บรรจุภัณฑ์ จัดเก็บ ไปจนถึงการตลาด

โจทย์ของ F&B จึงไม่ได้มีเพียงการหาแหล่งพลังงานสะอาด แต่รวมถึงการทำให้เครื่องจักร อาคาร ระบบทำความเย็น สายการผลิต และข้อมูลทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการรู้ว่า “พลังงานและทรัพยากรถูกใช้ที่ไหน เมื่อไร และคุ้มค่าหรือไม่”
รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งสำรวจผู้บริหารและผู้นำระดับสูง 1,400 คน จาก 19 ประเทศและ 37 ภาคธุรกิจ พบว่า Digitalization และ Electrification กำลังมีบทบาทมากขึ้นในการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาคาร และอุตสาหกรรม
61% มอง Electrification เป็นเส้นทางสู่ Net Zero
หนึ่งในแนวโน้มสำคัญคือ Electrification หรือการเปลี่ยนกระบวนการที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ระบบทำความร้อน ทำความเย็น และการขนส่ง ไปสู่ระบบที่ใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเมื่อสามารถจับคู่กับไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
ผลสำรวจในกลุ่ม F&B พบว่า 61% มอง Electrification เป็นหนึ่งในกลไกที่มีประสิทธิผลสูงต่อเส้นทาง Net Zero ขณะที่ข้อมูลภาพรวมของรายงานชี้ให้เห็นความคืบหน้าของภาคอุตสาหกรรมทั้งด้านพลังงานหมุนเวียนและการเปลี่ยนระบบทำความร้อนและความเย็นเป็นไฟฟ้า
สัดส่วนองค์กรที่มีความพร้อมระดับ Mature/Advanced ในการผลิตพลังงานหมุนเวียนภายในพื้นที่เพิ่มจาก 27% ในปี 2023 เป็น 42% ในปี 2025 ส่วน Electrification of Heating and Cooling เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 41%
กรณีของ Marble Distilling Co. โรงกลั่นในสหรัฐฯ เป็นตัวอย่างของการเชื่อมเทคโนโลยีควบคุมเข้ากับกระบวนการผลิต โดยนำ Smart Valves, Actuators และระบบควบคุมมาใช้ จนสามารถเพิ่มกำลังการผลิตประมาณ 3 เท่าโดยไม่เพิ่มจำนวนพนักงาน ลดต้นทุนพลังงานราว 20% ต่อปี และประหยัดน้ำมากกว่า 4 ล้านแกลลอนต่อปี

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เปลี่ยนพลังงาน” แต่คือการทำให้ Electrification ทำงานร่วมกับระบบควบคุมและข้อมูล เพื่อให้การลดคาร์บอนสร้างผลตอบแทนด้าน Productivity และ Cost Efficiency ไปพร้อมกัน
Digitalization แก้ช่องว่าง “มีเป้าหมาย แต่ไม่มีข้อมูลวัดผล”
อีกหนึ่งคอขวดของการลดคาร์บอนในภาคการผลิตคือ องค์กรสามารถกำหนดเป้าหมาย Sustainability หรือ Net Zero ได้ แต่หากไม่รู้ว่าเครื่องจักรหรือกระบวนการใดใช้พลังงานเท่าไร เกิดของเสียตรงไหน หรือประสิทธิภาพลดลงเมื่อใด การเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นผลลัพธ์จริงย่อมทำได้ยาก
นี่คือจุดที่ Digitalization และ Data Integration เข้ามามีบทบาท
รายงาน F&B ของ Siemens ระบุว่า 58% ของผู้นำในอุตสาหกรรมมอง Digitalization เป็นกลไกสำคัญของ Energy Transition ขณะที่ข้อมูลจากต้นฉบับการสำรวจระบุว่าเทคโนโลยีดิจิทัลถูกมองว่ามีศักยภาพสูงต่อการเพิ่ม Productivity 83% และการอนุรักษ์ทรัพยากร 55%

อย่างไรก็ตาม Data Integration ยังเป็นช่องว่างสำคัญ มีเพียง 40% ที่ประเมินว่าองค์กรมีความก้าวหน้าด้านการบูรณาการข้อมูลในระดับสูง ขณะที่ 54% เห็นว่าจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดขึ้นเพื่อเชื่อมข้อมูลที่กระจัดกระจาย และ 48% วางแผนเพิ่มการลงทุนในด้านนี้
Digitalization จึงไม่ควรถูกมองเพียงในมิติ “โรงงานอัตโนมัติ” เพราะหัวใจคือการเปลี่ยนข้อมูลจากเครื่องจักร พลังงาน อาคาร และกระบวนการผลิตให้กลายเป็นข้อมูลสำหรับตัดสินใจ ตั้งแต่การลด Downtime และของเสีย ไปจนถึงการบริหารพลังงานและวัด Carbon Performance
ประโยชน์ยังขยายไปถึงมิติ Social ของ ESG โดยข้อมูลจากต้นฉบับระบุว่า ผู้บริหาร F&B มากกว่า 54% มองว่า Digitalization มีศักยภาพสูงในการยกระดับสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน
AI-Digital Twin ดันโรงงานอาหารสู่ระบบที่ตัดสินใจจากข้อมูล
ขั้นต่อไปของ Smart Factory คือการนำ AI, Digital Twin และ Automation เข้ามาทำงานบนฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้โรงงานสามารถวิเคราะห์ คาดการณ์ และปรับกระบวนการได้รวดเร็วขึ้น
ในช่วงสามปีข้างหน้า ผู้บริหาร F&B ที่ตอบแบบสำรวจคาดว่าจะเพิ่มการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและการตัดสินใจจากข้อมูล โดย 49% ระบุว่าใช้ AI เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานแล้ว และ 51% ระบุว่า AI ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะเดียวกัน 47% มีแผนเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีอาคาร ขณะที่ข้อมูลต้นฉบับระบุว่า 57% พร้อมนำ Autonomous Systems มาใช้กับอาคารและโรงงาน

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มในรายงาน Infrastructure Transition Monitor ที่มอง AI และ Digital Twin เป็นเครื่องมือสำหรับบริหารระบบไฟฟ้าและกระบวนการแบบ Real-time เพิ่มทั้งประสิทธิภาพและ Resilience ขณะที่ Smart Building กำลังพัฒนาไปสู่ระบบที่สามารถปรับการทำงานตามข้อมูลพลังงาน ราคา หรือคาร์บอนได้โดยอัตโนมัติ
แต่ AI ไม่ได้ทำให้ปัจจัยพื้นฐานอย่าง Energy Efficiency หมดความสำคัญ ตรงกันข้าม คุณภาพและการเชื่อมโยงของข้อมูล รวมถึงประสิทธิภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์ ยังคงเป็นฐานสำคัญก่อนที่จะยกระดับไปสู่ระบบ Autonomous
ต้นทุนยังเป็นกำแพงใหญ่ของ Industrial Decarbonization
แม้เทคโนโลยีจะพร้อมขึ้น แต่ Economics of Decarbonization ยังเป็นตัวกำหนดความเร็วของการลงทุน
ผลสำรวจพบว่า 48% มองว่าการลดคาร์บอนยังมีต้นทุนสูงเกินไป ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาครัฐและข้อจำกัดของ Grid Infrastructure ซึ่งอยู่ที่ 57% เท่ากัน เป็นปัจจัยที่อาจชะลอการลงทุนด้านพลังงานสะอาด

แม้องค์กรที่มีแผน Decarbonization ชัดเจนเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในปี 2025 แต่ 43% ของผู้บริหารยังให้น้ำหนักกับต้นทุนและรายได้เป็นอันดับแรกในการเลือกแนวทางลดคาร์บอน ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมรายงานภาคอุตสาหกรรมที่พบว่าแรงกดดันทางการเงินมีความสำคัญมากขึ้นต่อการตัดสินใจด้าน Decarbonization
จุดนี้ทำให้ Energy Efficiency และ Demand-side Flexibility มีความน่าสนใจในเชิงธุรกิจ
Energy Efficiency คือการลดพลังงานที่ใช้เพื่อให้ได้ผลผลิตหรือบริการเท่าเดิม ส่วน Demand-side Flexibility คือความสามารถในการปรับช่วงเวลาและปริมาณการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับราคา ความต้องการของระบบ หรือปริมาณพลังงานที่ผลิตได้ ซึ่งสามารถช่วยลด Peak Demand และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนได้
กรณี Ferring GmbH ในเยอรมนี ซึ่งใช้ระบบบริหารจัดการพลังงานดิจิทัลร่วมกับระบบควบคุมขั้นสูง สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการดำเนินงานได้ประมาณ 925,000 ยูโรต่อปี พร้อมลด CO₂ ราว 2,400 ตันต่อปี
กรณีดังกล่าวสะท้อนประเด็นสำคัญสำหรับโรงงานเดิมว่า การเปลี่ยนผ่านไม่จำเป็นต้องหมายถึงการรื้อและสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมดเสมอไป การนำ Digital Layer มาครอบบนเครื่องจักรและโครงสร้างพื้นฐานเดิม อาจเป็นอีกเส้นทางในการค้นหาจุดสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์ที่มีอยู่

ทำไมเรื่องนี้สำคัญต่อ F&B ไทย
สำหรับไทย การลงทุน Digitalization ในอุตสาหกรรมอาหารควรถูกพิจารณาในบริบทการแข่งขันมากกว่ามิติสิ่งแวดล้อมเพียงด้านเดียว
ข้อมูลสถาบันอาหารสะท้อนว่าอุตสาหกรรมอาหารไทยในปี 2568 เผชิญแรงกดดันทั้งจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน เศรษฐกิจและกำลังซื้อในตลาดต่างประเทศ ค่าเงินบาท รวมถึงการแข่งขันจากประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า โดยไตรมาส 3/2568 การส่งออกอาหารมีมูลค่า 369,600 ล้านบาท ลดลง 12.3% จากปีก่อน และเดือนธันวาคมมีมูลค่า 108,525 ล้านบาท ลดลง 4.7%
ดังนั้น หาก Digitalization สามารถทำให้ผู้ผลิตเห็นต้นทุนพลังงานและทรัพยากรในระดับกระบวนการ ลด Downtime ลดของเสีย เพิ่ม Yield หรือใช้เครื่องจักรเดิมได้มีประสิทธิภาพขึ้น ผลลัพธ์ด้าน Sustainability ก็สามารถเชื่อมโดยตรงกับ Margin และความสามารถในการแข่งขันได้
นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวคิด Sustainable Manufacturing จากเดิมที่องค์กรอาจมองการลดคาร์บอนเป็น “ต้นทุนเพิ่ม” ไปสู่การมองประสิทธิภาพทรัพยากรและพลังงานเป็นเครื่องมือบริหารต้นทุนและความเสี่ยง

ก่อนลงทุน AI โรงงานต้องสร้าง “Data Foundation”
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าโรงงานอาหารจะนำ AI หรือ Automation มาใช้มากเพียงใด แต่คือการสร้าง Data Foundation ที่ทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นสร้างผลตอบแทนได้จริง
ลำดับการเปลี่ยนผ่านสำหรับโรงงานจึงอาจเริ่มจากการรู้ Baseline ของพลังงาน น้ำ ของเสีย และคาร์บอน เชื่อมข้อมูลจากเครื่องจักรและกระบวนการ ลดจุดสูญเสียด้วย Energy Efficiency ก่อนต่อยอดไปสู่ Electrification, Renewable Energy, Digital Twin และ AI ตามความเหมาะสม
โจทย์สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ “โรงงานมี AI หรือยัง” แต่คือ “ข้อมูลที่มีอยู่ช่วยให้โรงงานผลิตได้มากขึ้นด้วยต้นทุน พลังงาน และคาร์บอนที่ต่ำลงหรือไม่”
เมื่อการแข่งขันของ F&B ถูกกำหนดพร้อมกันด้วยราคา ความยืดหยุ่น และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม Digitalization จึงกำลังขยับจากโครงการด้าน IT ไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การผลิตและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอาหารในระยะยาว




