SCB EIC ประเมิน El Niño พลังงานและ Climate Change เร่ง Green Transition ไทย เจาะผลกระทบเกษตร SME และแนวทางธุรกิจรับมือ Climate Risk–Supply Chain
ความเสี่ยงจาก El Niño ราคาพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า กำลังทำให้ Green Transition มีความหมายต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าการลดคาร์บอน เมื่อ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมิน GDP ไทยปี 2026 โต 2.2% และปี 2027 โต 2.1% แต่การฟื้นตัวยังเป็น K-shaped ขณะที่ Climate Change อาจกระทบตั้งแต่ผลผลิตเกษตร รายได้เกษตรกร วัตถุดิบ ไปจนถึงกำลังซื้อในภูมิภาค ธุรกิจไทยจึงต้องรับมือพร้อมกันทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การบริหารน้ำ Supply Chain และการยกระดับประสิทธิภาพเพื่อแข่งขันในเศรษฐกิจใหม่

Green Transition เปลี่ยนจากเรื่องสิ่งแวดล้อมสู่โจทย์เศรษฐกิจ
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน (Chief Economist and Sustainability Officer) และรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) มองว่า Green Transition เป็นหนึ่งในพื้นที่ลงทุนที่ไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญ ไม่เพียงเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานภายนอก
แรงกดดันดังกล่าว เห็นได้ชัดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างความผันผวนต่อราคาน้ำมัน และส่งผลต่อประเทศไทย ผ่านต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ ค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิต ตลอดจนค่าเงินบาท
ผู้บริหาร SCB EIC ระบุว่า กองทุนน้ำมันมีภาระติดลบเกือบ 90,000 ล้านบาท ทำให้ความสามารถในการใช้กลไกตรึงราคาพลังงานมีข้อจำกัดมากขึ้น พร้อมเสนอว่าภาครัฐต้องหลีกเลี่ยงการตรึงราคามากเกินไป จนถึงจุดที่ไม่สามารถรักษาระดับราคาได้ เพราะหากต้องปล่อยราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภายหลัง อาจสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจได้

โจทย์ระยะยาวจึงย้อนกลับมาที่การลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกผ่าน Green Transition และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด
SCB EIC มองว่าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเปิดการลงทุนรอบใหม่ หากดำเนินการตามแผนได้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอาจนำไปสู่เม็ดเงินลงทุนภาคเอกชนประมาณ 1.4 ล้านล้านบาทในช่วง 10 ปีข้างหน้า
บทบาทของภาครัฐจึงไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ที่การเป็นผู้ลงทุนโดยตรง แต่สามารถใช้เงินลงทุนและนโยบายเป็น Catalyst เพื่อ “Crowd in” หรือดึงเงินลงทุนภาคเอกชนเข้าสู่ Renewable Energy และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะ SCB EIC มองว่าการใช้ทรัพยากรรัฐต้องสร้างผลต่อเศรษฐกิจให้สูงที่สุด ทั้งการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงเป้าหมาย และการลงทุนที่สามารถกระตุ้นเงินลงทุนเอกชนรอบใหม่ได้

El Niño เปลี่ยน Climate Risk เป็น Business Risk
Green Transition เพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะอีกความเสี่ยงที่กำลังเคลื่อนเข้าหาเศรษฐกิจไทยคือ El Niño
SCB EIC ระบุว่า อุณหภูมิโลกและอุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และความเสี่ยง El Niño อาจทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญปริมาณฝนลดลง
แม้ระดับน้ำในเขื่อนของไทยเป็นปัจจัยช่วยรองรับความเสี่ยงในช่วงแรก แต่หากปริมาณฝนลดลงต่อเนื่อง ผลกระทบโดยตรงจะตกกับสินค้าเกษตร เช่น ข้าว อ้อย และปาล์ม ก่อนส่งผ่านไปยังอุตสาหกรรมที่ใช้สินค้าเกษตรเหล่านี้เป็นวัตถุดิบ
ข้อมูลล่าสุดของ SCB EIC ยังประเมินว่า หาก El Niño 2026–2027 พัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมาก รายได้เกษตรกรไทยมีแนวโน้มหดตัว 5% ในปี 2026 และอีก 2% ในปี 2027 โดยผลกระทบจะเริ่มชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2026 จากฝนน้อย ฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งในบางพื้นที่
ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ “เกษตรกร”

เมื่อผลผลิตและรายได้เกษตรกรลดลง ผลกระทบสามารถส่งต่อไปยังธุรกิจ Food & Beverage ผู้ผลิตที่ใช้วัตถุดิบเกษตร ราคาสินค้าอาหาร ต้นทุน Supply Chain ตลอดจนกำลังซื้อในต่างจังหวัด
SCB EIC จึงจัด Super El Niño เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ความผันผวนของราคาพลังงานจากภูมิรัฐศาสตร์ และความเปราะบางของครัวเรือนและ SME
จาก Decarbonization สู่ Climate Adaptation ธุรกิจต้องเตรียมรับ “น้ำ” และวัตถุดิบ
ประเด็นนี้สะท้อนว่า Climate Strategy ของธุรกิจไทยไม่ควรหยุดอยู่ที่ Mitigation หรือการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ต้องเพิ่มน้ำหนักให้ Adaptation หรือการปรับตัวต่อผลกระทบจาก Climate Change
สำหรับภาคเกษตรและธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบเกษตร การบริหารจัดการน้ำจะกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญ
SCB EIC เสนอว่า ในระยะสั้น ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องลดความเสี่ยงผ่านการกักเก็บน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต และปรับ Supply Chain ให้รองรับความผันผวน ขณะที่ระยะยาวต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อเพิ่มความสามารถของเศรษฐกิจไทยในการรับมือ Climate Change
สำหรับภาคธุรกิจ นั่นหมายถึงการต้องมอง Climate Risk ลงลึกถึงระดับ Operational Risk ตั้งแต่โรงงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำหรือไม่ แหล่งน้ำเพียงพอหรือไม่ วัตถุดิบหลักมาจากพื้นที่ใด Supplier กระจุกตัวเพียงใด ไปจนถึงความสามารถในการเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบหากเกิดภัยแล้ง

K-shaped Economy ทำให้ธุรกิจมีความสามารถในการ Transition ไม่เท่ากัน
ความท้าทายคือ ธุรกิจไทยไม่ได้เข้าสู่ Green Transition จากจุดเริ่มต้นเดียวกัน SCB EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวในลักษณะ K-shaped ชัดขึ้น โดยบริษัทขนาดใหญ่และธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ Mega Trends มีความสามารถในการเติบโตและลงทุนมากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก
ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า บริษัท Top 1% หรือประมาณ 4,000 บริษัทจากเกือบ 400,000 บริษัท มีส่วนแบ่งรายได้รวมประมาณ 76% ขณะที่ SME ที่กำไรไม่เพียงพอต่อภาระหนี้ หรือกลุ่มที่เรียกว่า Zombie Companies มีสัดส่วนประมาณ 12% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ตลาดแรงงานก็สะท้อนภาพเดียวกัน แม้อัตราว่างงานอยู่ในระดับประมาณ 1% แต่จำนวนผู้ว่างงานในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ขณะที่จำนวนผู้ทำงานต่ำกว่าระดับหรือมีชั่วโมงทำงานต่ำกว่าเกณฑ์เพิ่มขึ้น และรายได้แรงงานเมื่อรวม OT และโบนัสและหักเงินเฟ้อแล้วยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน โดยแรงงานนอกระบบเปราะบางมากกว่า
นี่ทำให้การเปลี่ยนผ่านด้าน Green และ AI ไม่ใช่เพียงโจทย์เทคโนโลยี แต่เป็นโจทย์ Just Transition ในทางเศรษฐกิจด้วย

ธุรกิจไทยต้อง Transform ทั้ง Green และ AI
ดร.ยรรยง SCB EIC เสนอให้มองเศรษฐกิจ K-shaped ทั้งสองขาพร้อมกัน สำหรับ K ขาบน โจทย์คือทำอย่างไรให้การลงทุนใหม่สร้างประโยชน์ตกอยู่กับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ไม่วัดความสำเร็จเพียงมูลค่าการลงทุน แต่ต้องดู “คุณภาพการลงทุน” ว่าสามารถเพิ่ม Productivity สร้างความแข็งแกร่งให้ SME พัฒนา Value Chain ในประเทศ และสร้างงานคุณภาพให้แรงงานไทยได้หรือไม่
มาตรการส่งเสริมการลงทุนจึงอาจต้องเชื่อมโยงกับ Technology Transfer และ Local Supply Chain ขณะเดียวกันไทยต้องสร้าง Ecosystem และแรงงานที่มีทักษะเพียงพอสำหรับเข้าไปมีส่วนร่วมใน Value Chain ใหม่
สำหรับ K ขาล่าง ยังมี SME และผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งที่มีศักยภาพในการปรับตัว หากภาครัฐ เอกชน และภาคการเงินสามารถรวมทรัพยากรเพื่อช่วยให้เกิดทั้ง Green Transition และ AI Transformation
SCB EIC มองว่าไทยยังมีฐานธุรกิจที่แข็งแรงในหลายอุตสาหกรรม เช่น Tourism, Wellness, Manufacturing และ Food & Beverage ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานของการ Transform รอบใหม่ได้
ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกกิจการจะสามารถปรับตัวได้ และไม่สามารถรับประกันว่าจะไม่มีการปิดกิจการหรือการสูญเสียงาน ดังนั้น การ Transition จำเป็นต้องเดินคู่กับ การปรับโครงสร้างหนี้ การ Upskill/Reskill และมาตรการช่วยให้แรงงานและ SME สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็ว
AI–Data Center สร้างโอกาส แต่ต้องตอบโจทย์พลังงาน–น้ำ–Local Value
การ Transform ของไทยยังเชื่อมโยงกับวัฏจักรลงทุน AI ของโลก SCB EIC ประเมินว่าการลงทุนและการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และ Digital Infrastructure เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ GDP ไทยปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัว 2.2% และปี 2027 ที่ 2.1% แต่ผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัด เพราะกิจกรรมเหล่านี้พึ่งพาสินค้าทุน วัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางนำเข้าสูง และยังเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและแรงงานไทยไม่มากนัก
Data Center เป็นตัวอย่างสำคัญ เพราะช่วงก่อสร้างสร้างความต้องการใน Construction, Power, Cooling, Networking และ Safety แต่ Local Content ยังเป็นโจทย์ ขณะที่เมื่อเข้าสู่ระยะดำเนินงาน ความท้าทายเปลี่ยนไปสู่ความเพียงพอของ ไฟฟ้าและน้ำ ตลอดจนจำนวนงานที่สร้างขึ้นในประเทศ

นี่ทำให้การเติบโตของ Digital Economy เชื่อมกับ Green Transition โดยตรง เพราะไทยต้องเพิ่มทั้งกำลังผลิตไฟฟ้า ความมั่นคงของ Grid พลังงานสะอาด และประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร พร้อมกันกับการดึงการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ
สงครามการค้าเพิ่มแรงกดดันให้ Supply Chain ไทยต้องเปลี่ยน
นอกจาก Climate และ Energy Risk ธุรกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านการค้า SCB EIC ระบุว่าสหรัฐฯ มีมาตรการด้านภาษีและกำลังติดตามประเด็น Excess Capacity และ Transshipment ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อประเทศที่ Supply Chain เชื่อมโยงกับจีนสูง รวมถึงประเทศไทย
โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงการเจรจาลดผลกระทบจากภาษี แต่ต้องสร้าง Supply Chain ภายในประเทศให้แข็งแรงขึ้น กระจายตลาดส่งออก และลดความเสี่ยงจากการถูกมองว่าเป็นทางผ่านของสินค้าจากประเทศอื่น
เมื่อประกอบกับ Climate Risk การสร้าง Supply Chain Resilience จึงต้องทำสองด้านพร้อมกัน คือ กระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และ กระจายความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ

Green Transition ต้องเดินพร้อม Business Transition
ภาพทั้งหมดทำให้ Green Transition ของไทยไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเส้นทางสู่ Net Zero ในมิติเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านพลังงานช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เปิดพื้นที่การลงทุนใหม่ และเพิ่ม Energy Security
ในมิติ Climate Adaptation ธุรกิจต้องเตรียมรับความผันผวนของน้ำ ผลผลิตเกษตร วัตถุดิบ และ Supply Chain จาก El Niño และ Climate Change
ในมิติการแข่งขัน SME ต้องได้รับเงินทุน เทคโนโลยี และทักษะเพื่อเปลี่ยนผ่าน ไม่เช่นนั้นต้นทุนของ Green และ Digital Transformation อาจยิ่งขยายช่องว่างระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดเล็ก
และในมิติแรงงาน การ Upskill และ Reskill จะเป็นกลไกสำคัญเพื่อทำให้แรงงานสามารถย้ายเข้าสู่งานและ Value Chain ใหม่ได้
โจทย์ของ Green Transition จึงไม่ใช่แค่ “ไทยจะลดคาร์บอนได้เร็วแค่ไหน” แต่รวมถึง “ไทยจะใช้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สร้างเศรษฐกิจที่แข่งขันได้และรับมือ Climate Risk ได้มากขึ้นอย่างไร”

ธุรกิจไทยต้องเตรียม 5 เรื่อง
1. Energy Transition — ประเมินความเสี่ยงจากราคาพลังงาน เพิ่ม Energy Efficiency และวางแผนการใช้ Renewable Energy เพื่อลด Exposure ต่อต้นทุนพลังงานโลก
2. Climate Adaptation — ธุรกิจเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำสูงต้องประเมิน Water Risk และความเสี่ยง El Niño ตั้งแต่พื้นที่ผลิตจนถึง Supplier
3. Supply Chain Resilience — ลดการกระจุกตัวของ Supplier และตลาด พร้อมรับทั้ง Climate Risk และความเสี่ยงจากมาตรการการค้า
4. Green + AI Transformation — ใช้เทคโนโลยีเพิ่ม Productivity และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน วัตถุดิบ และทรัพยากร โดย SME จำเป็นต้องเข้าถึงเงินทุนและทักษะเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ใน K ขาล่าง
5. Upskill–Reskill — การเปลี่ยนผ่านต้องลงทุนกับคนควบคู่กับเทคโนโลยี เพราะงานอาจไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่รูปแบบงานและทักษะที่ธุรกิจต้องการกำลังเปลี่ยนไป

เศรษฐกิจไทยจึงกำลังเข้าสู่ช่วงที่ Green Transition, Climate Adaptation และ Business Transformation กลายเป็นเรื่องเดียวกัน
El Niño ทำให้ต้นทุนของการไม่ปรับตัวชัดขึ้น ขณะที่ความผันผวนด้านพลังงานแสดงให้เห็นความเสี่ยงจากการพึ่งพาภายนอก และ K-shaped Economy เตือนว่า หากการ Transition เกิดขึ้นเฉพาะในบริษัทขนาดใหญ่ ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยโดยรวมอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามเม็ดเงินลงทุน
ความท้าทายต่อจากนี้จึงอยู่ที่การเปลี่ยน Green Transition จาก “ภาระต้นทุน” ให้เป็นการลงทุนเพื่อ Energy Security, Climate Resilience, Productivity และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย พร้อมทำให้ SME และแรงงานสามารถเดินเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ไปด้วยกัน




