OR ไปรษณีย์ไทย ซีพี โฟตอน เตรียมนำ รถบรรทุกไฟฟ้า ทดสอบในระบบขนส่งไปรษณีย์ พร้อมเก็บข้อมูลเส้นทาง สมรรถนะแบตเตอรี่และพฤติกรรมการใช้งาน เพื่อประเมินความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ พร้อมใช้ข้อมูล ศึกษาการขยาย EV Station PluZ สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ จากสถานีให้บริการมากกว่า 1,350 แห่งใน 77 จังหวัด
รถบรรทุกไฟฟ้า โจทย์ต่อไปของ Green Logistics ไม่ใช่แค่ “วิ่งได้” แต่ต้อง “คุ้ม”
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อศึกษาและทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้า (E-Truck)ในธุรกิจขนส่งของไปรษณีย์ไทย
หากมองในมิติธุรกิจ ประเด็นสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการนำ E-Truck มาวิ่งแทนรถเครื่องยนต์สันดาป แต่คือการเก็บข้อมูลจากการปฏิบัติงานจริง เพื่อหาคำตอบว่า “รถบรรทุกไฟฟ้า” สามารถตอบโจทย์การขนส่งเชิงพาณิชย์ได้มากน้อยเพียงใด
การทดสอบจะประเมินทั้งประสิทธิภาพและความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันจะเก็บ Big Data เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งาน สภาพเส้นทาง และสมรรถนะของแบตเตอรี่ เพื่อนำไปใช้พัฒนายานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้สอดคล้องกับการใช้งานของผู้ประกอบการไทย
สำหรับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ การตัดสินใจเปลี่ยน Fleet จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาซื้อรถเท่านั้น แต่ต้องมองต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน หรือ Total Cost of Ownership (TCO) ซึ่งครอบคลุมต้นทุนพลังงาน การบำรุงรักษา อายุและต้นทุนแบตเตอรี่ ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จ ตลอดจนเวลาที่รถต้องหยุดเพื่อชาร์จไฟ เพราะทุกชั่วโมงที่รถไม่สามารถปฏิบัติงานได้อาจกลายเป็นต้นทุนของธุรกิจ
นี่จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรจับตาจากผลการทดสอบครั้งนี้ โดยเฉพาะต้นทุนต่อกิโลเมตร ระยะทางวิ่งจริงต่อวัน ปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อกิโลเมตร ระยะเวลาชาร์จ และ TCO เมื่อเปรียบเทียบกับรถบรรทุกดีเซล
EV Station PluZ จากชาร์จรถยนต์นั่ง สู่โจทย์โครงสร้างพื้นฐาน E-Truck
OR ระบุว่า ปัจจุบัน EV Station PluZ เปิดให้บริการมากกว่า 1,350 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัด ทั้งภายในและนอก PTT Station โดยมีเครือข่ายตามข้อมูลของบริษัทในระยะห่างไม่เกิน 100 กิโลเมตรในโครงการนำร่อง OR จะสนับสนุนและอำนวยความสะดวกด้านสถานีชาร์จ รวมถึงสนับสนุนค่าใช้จ่ายการชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าที่เข้าร่วมทดสอบตลอดโครงการ
แต่ความต้องการของรถบรรทุกไฟฟ้าแตกต่างจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคล การพัฒนา Charging Infrastructure สำหรับ Commercial EV จึงต้องพิจารณามากกว่าจำนวนหัวชาร์จ ตั้งแต่กำลังไฟ พื้นที่รองรับรถขนาดใหญ่ ตำแหน่งสถานีที่สัมพันธ์กับเส้นทาง Logistics ไปจนถึงเวลาจอดชาร์จที่ไม่กระทบตารางการขนส่ง
พิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR ระบุว่า บริษัทจะใช้โครงการนี้ศึกษาข้อมูลเส้นทางเดินรถและการใช้งานจริง เพื่อประกอบการวางแผนขยายเครือข่าย EV Station PluZ ให้รองรับรูปแบบการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลายมากขึ้น
หากข้อมูลจาก Pilot ถูกนำไปใช้ในการเลือกทำเลและออกแบบสถานีสำหรับรถเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ ผลลัพธ์ของโครงการจึงอาจมีความหมายมากกว่าการเพิ่มจำนวน E-Truck เพราะสามารถช่วยตอบโจทย์ว่าโครงสร้างพื้นฐานชาร์จของไทยต้องปรับอย่างไรเมื่อ EV ขยับจากรถยนต์ส่วนบุคคลเข้าสู่ระบบขนส่งสินค้า

E-Truck เชื่อม Green Logistics กับเป้าหมาย Net Zero 2050 ของไทย
บริบทด้านนโยบายของไทยกำลังเปลี่ยนเร็วเช่นกัน โดยประเทศไทยยกระดับเป้าหมาย Net Zero จากเดิมปี 2065 มาเป็นปี 2050 และภายใต้ NDC 3.0 ตั้งเป้าให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในปี 2035 ไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือลดลง 47% จากระดับการปล่อยสุทธิในปีฐาน 2019 โดยภาคคมนาคมขนส่งเป็นหนึ่งในสาขาสำคัญของแผนลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
การลดคาร์บอนจาก Logistics จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง ESG ขององค์กร แต่กำลังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและระบบขนส่งของประเทศ
ภาครัฐเคยออกมาตรการสนับสนุนการใช้รถบรรทุกและรถโดยสารไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเปิดทางให้ธุรกิจนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อรถที่ผลิตหรือประกอบในประเทศมาหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า และรถนำเข้า 1.5 เท่า ภายใต้มาตรการที่กำหนดให้มีผลถึงสิ้นปี 2568 สะท้อนว่าการผลักดัน EV ของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดรถยนต์นั่ง แต่ขยายมายัง Commercial EV ด้วย
ขณะเดียวกัน นโยบายส่งเสริมการลงทุนล่าสุดยังให้ความสำคัญกับฐานการผลิตรถบัสและรถบรรทุกไฟฟ้าในประเทศ โดยมาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยกำหนดสัดส่วน Local Content สำหรับการผลิตรถบัสและรถบรรทุกไฟฟ้าไว้ไม่น้อยกว่า 40%
3 พันธมิตร แบ่งโจทย์ “รถ–การใช้งาน–สถานีชาร์จ”
โครงการนี้แบ่งบทบาทออกเป็น 3 ส่วนที่เชื่อมต่อกัน โดยซีพี โฟตอนรับบทด้านยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ไปรษณีย์ไทยนำรถเข้าสู่ภารกิจขนส่งจริง ส่วน OR สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน EV Station PluZ
พิษณุ วานิชผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกลยุทธ์และบริหารทรัพยากร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ระบุว่า ความร่วมมือมีเป้าหมายพัฒนาธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจอย่างยั่งยืนขององค์กร รวมถึงเป้าหมาย Net Zero และ Carbon Neutrality ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ของโอกาสทางธุรกิจร่วมกันในอนาคต
เฉิน เต๋อเม่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ระบุว่า การทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าในภารกิจจริงจะทำให้ได้ข้อมูลทั้งพฤติกรรมการใช้งาน สภาพเส้นทาง และสมรรถนะแบตเตอรี่ ซึ่งสามารถนำกลับไปพัฒนารถ EV เชิงพาณิชย์ให้เหมาะกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้น
Green Logistics จะ Scale ได้ ต้องพิสูจน์ Economics ควบคู่ Carbon
สิ่งที่ควรจับตาหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า E-Truck สามารถวิ่งตามเส้นทางของไปรษณีย์ไทยได้หรือไม่ แต่คือข้อมูลจากการทดลองจะสามารถสร้าง “Business Case” สำหรับการเปลี่ยน Fleet ได้หรือไม่
สำหรับผู้ประกอบการ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเพียงด้านหนึ่งของสมการ อีกด้านคือรถต้องสามารถทำงานตามรอบขนส่ง มีสถานีชาร์จในตำแหน่งที่เหมาะสม และสร้างต้นทุนตลอดอายุการใช้งานที่แข่งขันได้
นอกจากนี้ การประเมินผลด้าน Climate ควรมองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากไฟฟ้าที่ใช้ชาร์จด้วย ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะการไม่มีไอเสียจากท่อรถ เพราะปริมาณคาร์บอนที่ E-Truck ลดได้จริงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งประสิทธิภาพของรถ ระยะทาง รูปแบบการใช้งาน น้ำหนักบรรทุก และ Carbon Intensity ของไฟฟ้า
ดังนั้น โครงการนำร่องครั้งนี้จะมีคุณค่าต่ออุตสาหกรรมมากขึ้น หากผลการทดสอบสามารถเปิดเผย KPI ที่วัดได้ เช่น kWh/km, ต้นทุนพลังงานต่อกิโลเมตร, ระยะทางวิ่งต่อวัน, Charging Time, Vehicle Uptime, TCO และ CO₂e ที่ลดได้เมื่อเทียบกับรถดีเซลในเงื่อนไขเดียวกัน
จับตาผลทดสอบ ก่อน Green Logistics ขยับจาก Pilot สู่ Fleet
โจทย์ถัดไปของ OR ไปรษณีย์ไทย และซีพี โฟตอน คือการเปลี่ยนข้อมูลจากการทดสอบให้เป็นตัวเลขที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ตัดสินใจลงทุนได้
หากการทดลองสามารถพิสูจน์ทั้งประสิทธิภาพ ต้นทุน และรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานชาร์จที่เหมาะสม ก็จะเป็นอีกกรณีศึกษาสำหรับการขยาย E-Truck ไปยัง Fleet ขนส่งอื่นของไทย
สิ่งที่อุตสาหกรรมควรรอดูจึงเป็น “ตัวเลขหลังการวิ่งจริง” เพราะท้ายที่สุด การเปลี่ยน Green Logistics จากโครงการนำร่องไปสู่การใช้งานในระดับอุตสาหกรรม จะเกิดขึ้นได้เมื่อเป้าหมายลดคาร์บอนเดินไปพร้อมกับ Economics ของธุรกิจ




