เนสท์เล่ ลงนามรับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าโดยตรงจากเกษตรกรไทย ฤดูการผลิต 2569/2570 พร้อมถ่ายทอดความรู้ด้าน Regenerative Agriculture ล่าสุดมีเกษตรกรกว่า 300 รายเข้าร่วม NESCAFÉ Farmer Day
ผลผลิตกาแฟไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ เมื่อปีการผลิต 2567/68 ไทยมีผลผลิตเพียง 14,665 ตัน เทียบกับความต้องการใช้ 96,794 ตัน หรือคิดเป็นประมาณ 15% ของความต้องการทั้งหมด ทำให้ความมั่นคงของวัตถุดิบกลายเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟ ท่ามกลางความเสี่ยงจาก Climate Change
ล่าสุด เนสท์เล่ เดินหน้ารับซื้อกาแฟโรบัสต้าโดยตรงจากเกษตรกรไทยในฤดูการผลิต 2569/70 ควบคู่กับการผลักดัน เกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เพื่อเพิ่มผลผลิต รายได้ และความสามารถของสวนกาแฟในการรับมือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
Supply Gap กาแฟไทย เมื่อผลผลิตในประเทศตามไม่ทันความต้องการ
เบื้องหลังการรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรจึงมีประเด็นทางธุรกิจที่ใหญ่กว่าการจัดหาวัตถุดิบตามปกติ นั่นคือความสามารถของอุตสาหกรรมกาแฟไทยในการสร้างความมั่นคงของ Supply Chain ระยะยาว
ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ปีการผลิต 2567/68 ประเทศไทยมีผลผลิตกาแฟ 14,665 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้สูงถึง 96,794 ตัน หมายความว่าผลผลิตภายในประเทศรองรับความต้องการได้ประมาณ 15% เท่านั้น
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนออกมาที่การนำเข้าด้วย โดยข้อมูลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ไทยนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบ 27,384.24 ตัน มูลค่า 3,975.83 ล้านบาท รวมถึงกาแฟสำเร็จรูปอีก 52,855.01 ตัน มูลค่า 10,710.21 ล้านบาท
สำหรับโรบัสต้าซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟสำเร็จรูป สถานการณ์พื้นที่เพาะปลูกยิ่งน่าจับตา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ปีการผลิต 2568/69 ประเทศไทยมีพื้นที่กาแฟโรบัสต้าที่ให้ผล 65,348 ไร่ ลดลง 6.92% จากปีก่อน
นั่นทำให้โจทย์ของผู้ผลิตกาแฟไม่ได้อยู่เพียงการหาวัตถุดิบให้เพียงพอในวันนี้ แต่รวมถึงการทำให้พื้นที่เพาะปลูกเดิมสามารถรักษาผลผลิตและรับมือความผันผวนของภูมิอากาศในอนาคต

Regenerative Agriculture จากเรื่องสิ่งแวดล้อมสู่กลยุทธ์ Supply Chain
ภายใต้บริบทดังกล่าว เนสท์เล่ ประเทศไทย ประกาศสานต่อการรับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าโดยตรงจากเกษตรกรไทยสำหรับฤดูการผลิต 2569/2570 พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกและส่งเสริม Regenerative Agriculture หรือเกษตรเชิงฟื้นฟู
แนวคิดสำคัญของเกษตรเชิงฟื้นฟูไม่ได้มองเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่พยายามฟื้นฟูระบบการผลิตทางการเกษตร ทั้งสุขภาพดิน ความหลากหลายทางชีวภาพและความสามารถของพื้นที่เกษตรในการรับมือกับ Climate Change
ในกรณีของกาแฟ เนสท์เล่ระบุว่าแนวทางที่ดำเนินการครอบคลุมทั้งการเพิ่มผลผลิต การสร้างความหลากหลายของผลผลิตในสวน การปรับปรุงสุขภาพดิน การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และการปลูกต้นไม้ในพื้นที่เพาะปลูกกาแฟ
จุดที่น่าสนใจในเชิงธุรกิจคือ Regenerative Agriculture จึงสามารถทำหน้าที่พร้อมกันสองด้าน คือ Climate Adaptation สำหรับเกษตรกร และ Supply-chain resilience สำหรับผู้ซื้อวัตถุดิบ
หากเกษตรกรสามารถรักษาหรือเพิ่มผลผลิตภายใต้สภาพภูมิอากาศที่ผันผวนได้ ความเสี่ยงด้านวัตถุดิบของผู้ผลิตก็มีโอกาสลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ดังกล่าวจำเป็นต้องวัดจากข้อมูลจริงระยะยาว ทั้งผลผลิตต่อไร่ ต้นทุน รายได้เกษตรกร คุณภาพดิน และ Biodiversity ไม่ใช่พิจารณาจากกิจกรรมหรือจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเพียงอย่างเดียว
ชุมพร ฐานโรบัสต้าสำคัญ แต่พื้นที่กาแฟกำลังเผชิญแรงกดดัน
จังหวัดชุมพรเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของกาแฟโรบัสต้าไทย และเป็นพื้นที่ที่เนสท์เล่ทำงานร่วมกับเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลทางการที่เผยแพร่โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดชุมพรเคยสะท้อนการลดลงของพื้นที่กาแฟอย่างชัดเจน โดยพื้นที่ยืนต้นลดจาก 57,728 ไร่ในปี 2566 เหลือ 40,488 ไร่ในปี 2567 ขณะที่พื้นที่ให้ผลลดจาก 54,737 ไร่เหลือ 38,404 ไร่
ตัวเลขดังกล่าวช่วยอธิบายว่าเหตุใดการรักษาเกษตรกรและพื้นที่ผลิตกาแฟเดิมจึงมีความสำคัญต่อ Supply Chain ไม่แพ้การเพิ่มผลผลิตต่อไร่
เธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ระบุว่า การเชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยีและตลาดเข้ากับภาคการผลิต จะช่วยให้เกษตรกรยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพผลผลิต พร้อมสร้างโอกาสเพิ่มรายได้และพัฒนาศักยภาพกาแฟชุมพร

จากการ “รับซื้อ” สู่การลงทุนกับเกษตรกรต้นน้ำ
อีกองค์ประกอบที่ทำให้โมเดลนี้ต่างจากความสัมพันธ์แบบผู้ซื้อ-ผู้ขายทั่วไป คือการเชื่อม Market Access กับ Capacity Building
เนสท์เล่ระบุว่าได้ทำงานกับเกษตรกรกาแฟไทยมานานกว่า 40 ปี โดยข้อมูลปัจจุบันบนเว็บไซต์บริษัทระบุว่า มีการกระจายต้นกล้ากาแฟให้เกษตรกรแล้ว 4.7 ล้านต้น และฝึกอบรมเกษตรกร 2,000 รายด้าน Regenerative Agriculture ขณะที่กาแฟที่บริษัทรับซื้อจากเกษตรกรไทยได้รับการรับรองตามมาตรฐาน 4C
สำหรับฤดูการผลิต 2569/70 บริษัทระบุว่าจะเดินหน้ารับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าโดยตรงจากเกษตรกรไทย พร้อมพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ
สลิลลา สีหพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ระบุว่า เป้าหมายของความร่วมมือไม่ได้จำกัดอยู่ที่การรับซื้อผลผลิต แต่รวมถึงการเพิ่มศักยภาพเกษตรกรและการปรับตัวต่อ Climate Change ผ่านการประยุกต์ใช้เกษตรเชิงฟื้นฟูในสวนกาแฟ
ล่าสุด บริษัทยังจัด NESCAFÉ Farmer Day เพื่อถ่ายทอดเทคนิคการเพาะปลูกและ Regenerative Agriculture ให้แก่เกษตรกรกว่า 300 รายจากหลายจังหวัดภาคใต้ รวมถึงสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างเกษตรกร
แนวทางดังกล่าวต่อยอดจาก NESCAFÉ Plan 2030 ที่ดำเนินการในไทยมาก่อนหน้านี้ โดยเนสท์เล่เคยร่วมกับ PUR Projet ตั้งเป้าปลูกและดูแลต้นไม้ 800,000 ต้น ระหว่างปี 2565-2569 ในสวนกาแฟจังหวัดระนองและชุมพร พร้อมติดตามต้นไม้ตลอดอายุโครงการ 20 ปี
ขณะที่ความร่วมมือระหว่าง GIZ และเนสท์เล่ในโครงการ Coffee+ และ Coffee++ ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ปี 2561 มีเกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกโรบัสต้าในภาคใต้ได้รับประโยชน์กว่า 2,200 ราย โดยโครงการครอบคลุมการเพิ่มผลผลิต รายได้ การบริหารจัดการฟาร์ม และการนำ Regenerative Agriculture เข้ามาเพิ่ม Climate Resilience
Sustainability Impact: ต้องวัดมากกว่าจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วม
ในมุม Sustainability Intelligence ประเด็นที่ควรติดตามต่อจาก MOU ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าเนสท์เล่จะรับซื้อกาแฟจากเกษตรกรจำนวนเท่าใด แต่คือ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในระดับฟาร์ม
ตัวชี้วัดสำคัญควรครอบคลุมตั้งแต่ ผลผลิตต่อไร่ รายได้สุทธิเกษตรกร ต้นทุนการผลิต สุขภาพดิน การใช้น้ำ การใช้ปุ๋ย การกักเก็บคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงอัตราการอยู่รอดของต้นไม้ที่ปลูก
เพราะ Regenerative Agriculture จะมีความหมายต่อ Sustainability ของ Supply Chain ก็ต่อเมื่อสามารถพิสูจน์ได้ว่าช่วยให้ระบบเกษตร ฟื้นตัวและรับมือ Climate Risk ได้ดีขึ้น พร้อมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม
Supply Gap จะทำให้ “เกษตรกรต้นน้ำ” มีความสำคัญมากขึ้น
โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมกาแฟไทยในระยะต่อไป อยู่ที่การเพิ่ม Productivity โดยไม่แลกกับการเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ
เมื่อผลผลิตภายในประเทศยังต่ำกว่าความต้องการมาก การแข่งขันในอนาคตอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างแบรนด์ปลายน้ำ แต่จะขยับมาถึงความสามารถของแต่ละบริษัทในการสร้าง Supply Chain ที่มีวัตถุดิบเพียงพอ คุณภาพสม่ำเสมอ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และรับมือ Climate Change ได้


