Climate Change ปัจจัยเสี่ยงทางธุรกิจของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำ ทั้งปริมาณวัตถุดิบอย่างปลาป่นและถั่วเหลือง ต้นทุนการผลิต ไปจนถึงความสามารถในการแข่งขันของฟาร์มกุ้งและการเข้าถึงตลาดพรีเมียมทั่วโลก TFM รับมือด้วยการกระจายแหล่งโปรตีน พัฒนาโปรตีนทางเลือก ยกระดับ Responsible Sourcing นำ AI เข้ามาช่วยบริหารฟาร์ม เพื่อลดทั้งต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
Climate Risk กำลังกลายเป็นต้นทุนใหม่ของอาหารสัตว์น้ำ
พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ TFM ในเครือ Thai Union Group ระบุว่า ภาวะ Global Warming รวมถึงปรากฏการณ์ El Niño มีส่วนสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรประมงและปริมาณวัตถุดิบ ส่งผลให้ราคาปลาป่น (Fishmeal) และวัตถุดิบโปรตีนมีความผันผวน
สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะโรงงานอาหารสัตว์ เพราะอาหารเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของการเลี้ยงสัตว์น้ำ หากต้นทุน Feed เพิ่มขึ้น เกษตรกรต้องบริหารต้นทุนต่อหน่วยอย่างเข้มข้นขึ้น และท้ายที่สุดอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของกุ้งไทยในตลาดโลก
ข้อมูลล่าสุดของ TFM สะท้อนแรงกดดันดังกล่าว โดยบริษัทระบุว่าต้นทุนปลาป่นในไตรมาส 1/2026 เพิ่มขึ้นมากกว่า 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้บริษัทจะยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 20% ได้

จากปลาป่นสู่ Alternative Protein กระจายความเสี่ยงวัตถุดิบ
หนึ่งในแนวทางรับมือคือการไม่พึ่งพาโปรตีนจากแหล่งเดียว พีระศักดิ์ กล่าวว่า TFM กำลังศึกษาการใช้โปรตีนจากสัตว์น้ำประเภทอื่น รวมถึงส่วนต่างๆ ของสัตว์น้ำ โปรตีนจากไก่ และโปรตีนจากพืช เพื่อเป็นทางเลือกในสูตรอาหาร
อย่างไรก็ตาม หลักคิดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การ “เปลี่ยนปลาป่น” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้โปรตีนทางเลือกตอบโจทย์ 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ประสิทธิภาพ ต้นทุน และความยั่งยืน
เพราะหากโปรตีนทางเลือกมีราคาถูกกว่าแต่ทำให้ประสิทธิภาพการเลี้ยงลดลง ต้นทุนที่เกิดขึ้นอาจถูกส่งต่อไปยังเกษตรกรผ่านอัตราการเจริญเติบโต อัตราการใช้อาหาร หรือระยะเวลาการเลี้ยงที่เปลี่ยนแปลง
ในทางกลับกัน หากทุกธุรกิจหันไปใช้วัตถุดิบชนิดเดียวกัน ความต้องการที่เพิ่มขึ้นก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านราคาในวัตถุดิบตัวใหม่ได้เช่นกัน
ดังนั้นโจทย์ของอาหารสัตว์น้ำในอนาคตจึงไม่ใช่แค่ “หาโปรตีนที่ถูกกว่า” แต่เป็นการสร้าง Portfolio ของวัตถุดิบที่มีความยืดหยุ่น ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่บริหารจัดการได้
Responsible Sourcing กลายเป็นเงื่อนไขการแข่งขัน
Aquaculture Stewardship Council หรือ สภาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างรับผิดชอบ (ASC) ระบุว่า Feed Standard มีเป้าหมายจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมจากการผลิตอาหารสัตว์น้ำ โดยกำหนดหลักการเกี่ยวกับการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ วัตถุดิบจากทะเล และวัตถุดิบจากพืช
มาตรฐานฉบับ V1.2 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 ยังเพิ่มความสำคัญของข้อมูลก๊าซเรือนกระจกและการตรวจสอบความเสี่ยงของวัตถุดิบ โดยเฉพาะวัตถุดิบจากพืชที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน
สำหรับวัตถุดิบทางทะเล MarinTrust เป็นหนึ่งในมาตรฐานที่ใช้แสดงแนวทางการจัดหาและผลิต Marine Ingredients อย่างรับผิดชอบ โดยครอบคลุมประเด็นแหล่งประมงที่ไม่เกี่ยวข้องกับ IUU การจัดการทรัพยากร ความปลอดภัย คุณภาพ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
นี่ทำให้ Traceability ไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง Compliance แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการขายสินค้าในตลาดที่ต้องการมาตรฐานสูง
ASC Feed Certification สะท้อนการเปลี่ยนจากโรงงานสู่ Supply Chain
Thai Union Feedmill ได้รับ ASC Feed Standard Certificate ให้กับโรงงานมหาชัยในปี 2024 และได้รับการระบุโดยบริษัทว่าเป็นโรงงานอาหารสัตว์น้ำแห่งแรกในเอเชียที่ได้รับมาตรฐานดังกล่าว
การรับรองดังกล่าวมีความสำคัญในเชิง Supply Chain เพราะ ASC Feed Standard ไม่ได้มองเฉพาะกระบวนการผลิตในโรงงาน แต่ครอบคลุมการจัดการวัตถุดิบที่เข้าสู่การผลิตอาหารสัตว์น้ำด้วย
ในบริบทของตลาดโลก สิ่งนี้สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมที่ลูกค้าไม่ได้มองเพียง “อาหารกุ้งมีคุณภาพหรือไม่” แต่ต้องการเห็นว่าคุณภาพนั้นมาพร้อมกับที่มาของวัตถุดิบที่ตรวจสอบได้ และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมได้รับการบริหารอย่างไร
Low-Carbon Shrimp เชื่อมต้นทุนฟาร์มกับ Carbon Footprint
พีระศักดิ์ ระบุว่าโครงการกุ้งลดคาร์บอนมีการนำ Solar Rooftop และเครื่องให้อาหารอัตโนมัติมาใช้ ขณะเดียวกันมีการทดลองนำ AI และระบบตรวจวัดแบบ Real-time มาช่วยติดตามออกซิเจน แคลเซียม แร่ธาตุ และอุณหภูมิน้ำ
เป้าหมายจึงไม่ได้มีเพียงการลด Carbon Footprint แต่รวมถึงการเปลี่ยนวิธีบริหารต้นทุนของเกษตรกร ตัวอย่างเช่น หากระบบสามารถบอกได้ว่าฟาร์มจำเป็นต้องเปิดเครื่องเติมออกซิเจนหรือจัดการแร่ธาตุเมื่อใด เกษตรกรก็ไม่จำเป็นต้องเดินระบบตลอดเวลาโดยอาศัยการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว
ผู้บริหารระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดต้นทุนได้ไม่ต่ำกว่า 5% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ควรมีข้อมูล Baseline และขนาดกลุ่มฟาร์มประกอบเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้เป็น KPI เชิงอุตสาหกรรม
ก่อนหน้านี้ Thai Union ระบุว่า Shrimp Decarbonization Project มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเลี้ยงกุ้งผ่านการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการผลิตกุ้งคาร์บอนต่ำ โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ SeaChange® 2030
ธุรกิจอาหารสัตว์น้ำกำลังเปลี่ยนจาก “ขาย Feed” เป็น “ขาย Efficiency”
อีกจุดที่เห็นได้ชัดจากแนวทางของ TFM คือการขยับบทบาทจากผู้ผลิตอาหารไปสู่ Technical Partner ของเกษตรกร
บริษัทระบุว่าในตลาดต่างประเทศมีการส่งทีมเทคนิคและทีมวิชาการด้านโรคเข้าไปสนับสนุนฟาร์ม ทั้งเรื่อง Feeding Program การบริหารจัดการฟาร์ม และการควบคุมต้นทุน
โมเดลนี้มีนัยสำคัญทางธุรกิจ เพราะเมื่อการแข่งขันด้านสินค้าเริ่มสูงขึ้น ความแตกต่างไม่ได้อยู่เพียงสูตรอาหาร แต่รวมถึง ผลลัพธ์ที่อาหารสามารถสร้างให้ฟาร์ม
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของ TFM ในปี 2026 ที่ประกาศกลยุทธ์ “Efficiency – Low Carbon – Premium Market” และตั้งเป้ารายได้ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2030 พร้อมขยายธุรกิจไปอินโดนีเซียและเอกวาดอร์

จากตลาดไทยสู่ตลาดพรีเมียม ความยั่งยืนต้องวัดได้
การขยายตลาดต่างประเทศทำให้เรื่อง Sustainability มีความเกี่ยวข้องกับรายได้โดยตรงมากขึ้น
ผู้บริหาร TFM ระบุว่าปัจจุบันรายได้ประมาณ 90% ยังมาจากประเทศไทย ขณะที่บริษัทตั้งเป้าขยายธุรกิจต่างประเทศและเพิ่มกำลังการผลิตในระยะยาว โดยการลงทุนในเอกวาดอร์เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ดังกล่าว
ในระดับ Thai Union Group เอง SeaChange® 2030 กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 42% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050
รายงาน Sustainability Report 2025 ของบริษัทระบุว่า Scope 1 และ 2 ลดลง 29% เมื่อเทียบกับฐานปี 2021 ขณะที่ Scope 3 ในปี 2025 อยู่ที่ 3,828,892 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าการบรรลุ Net Zero ไม่สามารถแก้ด้วยการลดการใช้พลังงานภายในโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงไปถึงวัตถุดิบ การขนส่ง การผลิตอาหารสัตว์ และฟาร์ม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Value Chain
เกมต่อไปคือ “Resilient Aquaculture”
ทิศทางของอาหารสัตว์น้ำจึงกำลังเปลี่ยนจากการบริหารสูตรอาหารไปสู่การบริหาร Resilience ของทั้งระบบ
โจทย์สำคัญในระยะต่อไปมีอย่างน้อย 4 เรื่อง
หนึ่ง — วัตถุดิบ: การสร้างแหล่งโปรตีนหลายทางเพื่อลดความเสี่ยงจาก Commodity Price และ Climate Risk
สอง — ฟาร์ม: การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อาหาร พลังงาน และทรัพยากร เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงพร้อมกับ Carbon Footprint
สาม — Data: การใช้ AI และ Real-time Monitoring เพื่อเปลี่ยนการบริหารฟาร์มจากประสบการณ์ไปสู่การตัดสินใจบนข้อมูล
สี่ — Market Access: การทำให้ Traceability, Responsible Sourcing และ Carbon Data สามารถตรวจสอบและนำไปใช้ตอบโจทย์ลูกค้าต่างประเทศได้
ท้ายที่สุด ความยั่งยืนของอาหารสัตว์น้ำจึงไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนวัตถุดิบเพียงชนิดเดียว หรือการติดตั้ง Solar Rooftop เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการทำให้ คุณภาพ ต้นทุน ความมั่นคงของวัตถุดิบ และการลดคาร์บอนเดินไปด้วยกันตลอด Supply Chain
นี่อาจเป็นการเปลี่ยนเกมสำคัญของอุตสาหกรรมกุ้งไทย จากการแข่งขันด้วย “ต้นทุนต่ำ” ไปสู่การแข่งขันด้วย Efficiency + Traceability + Low Carbon + Quality ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาด Seafood ระดับโลก




