แสนสิริ – พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ยกระดับการบริหารความเสี่ยงจาก Climate Change นำระบบ Real-Time Dashboard เชื่อมโยงข้อมูลกว่า 400 โครงการทั่วประเทศ พร้อมจัดตั้ง War Room ตลอด 24 ชั่วโมง และปรับแนวทางบริหารโครงการตั้งแต่การเลือกที่ดิน การออกแบบอาคาร ไปจนถึงการดูแลผู้อยู่อาศัยเมื่อเกิดน้ำท่วม
ภูมิอากาศแปรปรวน ท้าทายความพร้อมธุรกิจอสังหาฯ
สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของพื้นที่อยู่อาศัยในเมือง ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวบ้านหรืออาคาร แต่ยังครอบคลุมถึงพื้นที่ส่วนกลาง ระบบสาธารณูปโภค และการเดินทางเข้า-ออกโครงการที่อาจหยุดชะงัก ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยโดยตรง
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องบริหารจัดการอย่างจริงจัง เพราะแม้เหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 จะเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยเกิดการปรับตัว แต่สถานการณ์น้ำท่วมในระยะหลังยังแสดงให้เห็นว่า ไม่มีรูปแบบที่อยู่อาศัยใดปลอดภัยจากภัยธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ หากขาดการเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างและระบบบริหารจัดการ
แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และพลัส พร็อพเพอร์ตี้ จึงยกระดับแนวทางบริหารความเสี่ยง นำบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา มาพัฒนา Protocol การทำงานและมาตรการรับมือให้สามารถปฏิบัติได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ ภายใต้แนวคิด No One Left Behind ที่ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 4 กลุ่ม ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และสังคม

เปิด War Room 24 ชั่วโมง ระดมเครือข่ายรับมือวิกฤต
เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งสององค์กรใช้ War Room หรือห้องปฏิบัติการเฉพาะกิจเป็นศูนย์กลางประสานงานตั้งแต่วันแรก โดยผู้บริหารลงพื้นที่ร่วมกับทีมปฏิบัติงาน ขณะที่ผู้จัดการโครงการและทีมงานประจำพื้นที่ดูแลลูกบ้านตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระดมกำลังสนับสนุนจากส่วนกลาง
การรับมือไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะทรัพยากรภายในองค์กร แต่ยังอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรทางธุรกิจและซัพพลายเออร์ เพื่อจัดหาเครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย อุปกรณ์ป้องกันน้ำ รวมถึงรถขนาดใหญ่สำหรับรับ-ส่งประชาชนและนำส่งอาหารกับน้ำดื่มให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่ เช่น ร่มเกล้า ลาดกระบัง และรามคำแหง
หลังสถานการณ์น้ำลด ยังมีการเตรียมแผนฟื้นฟูพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งการทำ Big Cleaning ฉีดล้างโคลน และฆ่าเชื้อบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อให้โครงการสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ
อีกประเด็นที่องค์กรให้ความสำคัญคือการสื่อสารกับลูกบ้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแจ้งสถานการณ์ การดำเนินงานของทีมบริหาร และแนวทางปฏิบัติตัวระหว่างเกิดน้ำท่วม เพื่อลดความกังวลและช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม

Real-Time Dashboard เชื่อมข้อมูลกว่า 400 โครงการ ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า
นอกจากการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุแล้ว การประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่แสนสิริและพลัสฯ นำมาใช้ โดยพัฒนา Real-Time Dashboard เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากโครงการกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ สำหรับติดตามและวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม
ข้อมูลที่นำมาพิจารณาครอบคลุมทั้งระดับความสูงของพื้นที่จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ระยะห่างจากแหล่งน้ำ ประวัติอุทกภัย และจุดอ่อนด้านวิศวกรรมของแต่ละโครงการ ช่วยให้ทีมงานสามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมมาตรการรับมือก่อนที่น้ำจะเข้าถึงพื้นที่
ระบบยังมี Emergency Alert สำหรับให้ทีมงานหน้างานแจ้งขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน พร้อมระบบแจ้งเตือนแบบ Real-time เพื่อประสานทีมเข้าดำเนินการหรือให้ความช่วยเหลือได้ทันที
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยง การทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของแต่ละอาคารยังมีความสำคัญไม่แพ้กัน ตั้งแต่สภาพแวดล้อมโดยรอบโครงการ ระยะห่างจากแม่น้ำหรือคลอง จุดต่ำภายในพื้นที่ ไปจนถึงตำแหน่งห้องเครื่องและระบบระบายน้ำ
การเตรียมความพร้อมจึงต้องครอบคลุมระบบสำคัญของอาคาร โดยเฉพาะระบบน้ำและไฟฟ้าที่มักมีห้องเครื่องอยู่บริเวณชั้นล่าง ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันน้ำเข้า เช่น กระสอบทราย กำแพงกั้นน้ำ และการปิดกั้นทางเข้าห้องเครื่องเมื่อประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยง

ขณะเดียวกัน ระบบลิฟต์โดยสารควรหยุดใช้งานทันทีเมื่อน้ำเข้าถึงตัวระบบ และต้องให้วิศวกรตรวจสอบความปลอดภัยก่อนเปิดใช้งานอีกครั้ง ส่วนพื้นที่จอดรถใต้ดินและระบบจอดรถอัตโนมัติจำเป็นต้องมีแผนอพยพรถไปยังพื้นที่สูงก่อนน้ำเข้าถึงระบบ
อีกจุดที่ไม่ควรมองข้ามคือระบบดับเพลิง เพราะหากได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม อาจกระทบต่อความสามารถในการรับมือเหตุเพลิงไหม้ภายหลัง จึงต้องมีการเตรียมแนวทางรองรับและระบบสำรองตามความจำเป็น
เปลี่ยนวิธีคิดตั้งแต่ซื้อที่ดินถึงออกแบบโครงการ
ความเสี่ยงจากน้ำท่วมไม่ได้ส่งผลเพียงต่อการบริหารจัดการอาคาร แต่ยังอาจมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในระยะยาว เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความสามารถในการรับมือภัยธรรมชาติมากขึ้น
แสนสิริจึงกำหนดให้ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในวาระความเสี่ยงสำคัญ ที่คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงต้องพิจารณา โดยนำมาผนวกในกระบวนการตั้งแต่การจัดซื้อที่ดินไปจนถึงการออกแบบโครงการ

สำหรับการเลือกซื้อที่ดิน ต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านอุทกภัยและหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เป็นทางรับน้ำตามธรรมชาติ ขณะที่งานวิศวกรรมและการออกแบบต้องปรับให้เหมาะกับความเสี่ยงของที่ตั้งและประเภทโครงการ
ในโครงการแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม แนวทางสำคัญคือการยกระดับตำแหน่งระบบวิศวกรรมที่จำเป็นให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้ระบบน้ำ ไฟฟ้า และลิฟต์สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงปรับการออกแบบรั้วรอบโครงการและกำแพงดินให้คำนึงถึงการป้องกันน้ำท่วมควบคู่กับการใช้งานและความสวยงาม
ส่วนโครงการแนวราบให้ความสำคัญกับแนวป้องกันน้ำรอบโครงการ การถมดินยกระดับ การวางระบบระบายน้ำประสิทธิภาพสูง ตลอดจนการติดตั้งประตูระบายน้ำอัตโนมัติและเครื่องสูบน้ำสำรอง
ด้านพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งรับผิดชอบงานบริหารจัดการโครงการ เตรียมอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมตามระดับความเสี่ยงของแต่ละแห่ง อาทิ กระสอบทราย ปั๊มน้ำ ประตูกั้นน้ำ และกำแพงกั้นน้ำ พร้อมวางแผนเส้นทางโลจิสติกส์สำหรับการนำรถเข้าช่วยเหลือและจัดส่งถุงยังชีพ เนื่องจากเส้นทางสัญจรอาจไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติเมื่อเกิดน้ำท่วม

ความพร้อมรับภัยธรรมชาติ กลายเป็นโจทย์ระยะยาวของอสังหาฯ
บทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่อาจพิจารณาเพียงทำเล รูปแบบอาคาร หรือความสวยงามของโครงการอีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและความสามารถในการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุควบคู่กัน
สำหรับแสนสิริและพลัส พร็อพเพอร์ตี้ การรับมือจึงครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงก่อนพัฒนาโครงการ การออกแบบระบบวิศวกรรม การติดตามสถานการณ์ด้วยเทคโนโลยี ไปจนถึงการช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่หลังเกิดเหตุ
โจทย์สำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากนี้ จึงไม่ใช่เพียงการสร้างที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต แต่ยังรวมถึงการสร้างระบบบริหารจัดการที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนด้านภูมิอากาศ เพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและลดผลกระทบต่อชุมชนในระยะยาว

