ตลาดมังคุดไทย เจอโจทย์สำคัญทั้งด้านปริมาณผลผลิต ความต้องการซื้อ และการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ระบุ ปี 2569 มังคุดไทยพึ่งพาการส่งออกสูง 86% ขณะที่บริโภคในประเทศ 14% ทำให้การสร้างช่องทางตลาดใหม่และการเพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูปมีบทบาทต่อการบริหารผลผลิตและรายได้เกษตรกร ล่าสุด SCG และดอยคำ สนับสนุนผลิตภัณฑ์ “น้ำมังคุดแท้ 100% ตราดอยคำ” ต่อยอดจากผลผลิตของเกษตรกรไทย พร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้สภากาชาดไทยเพื่อใช้ในกิจกรรมสาธารณกุศล
ตลาดมังคุดไทยยังต้องกระจายความเสี่ยง
โจทย์ของมังคุดไทยไม่ได้อยู่เพียงที่การเพิ่มผลผลิต แต่รวมถึงการทำให้ผลผลิตสามารถเข้าสู่ตลาดได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และมีช่องทางรองรับมากกว่าตลาดใดตลาดหนึ่ง
ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ผลผลิตมังคุดทั่วประเทศในปี 2569 คาดอยู่ที่ประมาณ 318,000 ตัน ลดลง 6% ขณะที่ผลผลิตภาคตะวันออกอยู่ที่ประมาณ 175,000 ตัน ลดลง 33% โดยผลผลิตภาคตะวันออก 58% จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน ขณะที่สัดส่วนการส่งออกของมังคุดไทยอยู่ที่ 86% ของตลาดทั้งหมด
สถานการณ์ในภาคใต้ก็สะท้อนอีกด้านของความเสี่ยง โดยปี 2569 มีผลผลิตมังคุดประมาณ 139,396 ตัน และช่วงปลายฤดูกาลต้องเผชิญแรงกดดันจากผลผลิตที่ทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น ประกอบกับตลาดส่งออก โดยเฉพาะจีนชะลอตัว และกำลังซื้อผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้ราคาปรับตัวตามกลไกตลาด
โจทย์จึงไม่ใช่เพียง “ขายมังคุดให้ได้” แต่คือการสร้างโครงสร้างตลาดที่ช่วยให้ผลผลิตสามารถถูกนำไปใช้ได้หลากหลายรูปแบบ

“แปรรูป” คืออีกกลไกเพิ่มมูลค่าผลผลิต
การนำผลผลิตทางการเกษตรเข้าสู่กระบวนการแปรรูปช่วยเปลี่ยนผลไม้สดให้กลายเป็นสินค้าที่สามารถจัดการด้านอายุการเก็บรักษา ช่องทางจำหน่าย และรูปแบบการบริโภคได้มากขึ้น
กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าการแปรรูปเป็นหนึ่งในแนวทางเพิ่มมูลค่าผลผลิตมังคุด ขณะเดียวกันตัวอย่างกลุ่มเกษตรกรในนครศรีธรรมราชได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากมังคุดหลายรูปแบบ เช่น คราฟต์มังคุด ไวน์มังคุด และเยลลี่มังคุด เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและเพิ่มช่องทางตลาด
ในกรณีของดอยคำ ผลผลิตมังคุดถูกนำมาต่อยอดเป็น “น้ำมังคุด 100%” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดอยคำระบุว่าไม่ปรุงแต่ง และจำหน่ายในขนาด 250 มิลลิลิตร
นี่ทำให้บทบาทของภาคธุรกิจไม่ได้หยุดอยู่ที่การรับซื้อวัตถุดิบ แต่สามารถอยู่ในห่วงโซ่ตั้งแต่การสร้างตลาด การแปรรูป ไปจนถึงการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ช่องทางการบริโภค

SCG–ดอยคำ เชื่อมผลผลิตเกษตรกับตลาดและสังคม
ความร่วมมือครั้งนี้ SCG CBM สนับสนุนผลิตภัณฑ์ “น้ำมังคุดแท้ 100% ตราดอยคำ” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดจากผลผลิตมังคุดของเกษตรกรไทย โดยมีเป้าหมายตามข้อมูลของบริษัทในการสนับสนุนตลาด กระจายรายได้ และเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรผู้ปลูกมังคุด
ขณะเดียวกัน SCG ยังส่งมอบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้แก่สภากาชาดไทย เพื่อใช้ในกิจกรรมสาธารณกุศลและสนับสนุนภารกิจด้านการดูแลประชาชน
ในมุมของ Supply Chain โมเดลนี้จึงเชื่อมผู้เล่น 3 ส่วนเข้าด้วยกัน ได้แก่ เกษตรกร → ผู้แปรรูป/ภาคธุรกิจ → สังคม โดยมูลค่าของผลผลิตไม่ได้จบลงที่ตลาดผลไม้สด แต่ถูกต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และนำไปใช้ในกิจกรรมทางสังคม
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในครั้งนี้ยังไม่ได้ระบุปริมาณการรับซื้อจากเกษตรกร จำนวนเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ หรือมูลค่าผลกระทบด้านรายได้ จึงยังไม่ควรสรุปว่าความร่วมมือดังกล่าวสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในระดับใด
จาก CSR สู่โจทย์ Social Impact ที่วัดผลได้
ประเด็นที่น่าติดตามต่อจากความร่วมมือครั้งนี้จึงอยู่ที่ “ขนาดของผลกระทบ” มากกว่ากิจกรรมการส่งมอบผลิตภัณฑ์
หากภาคธุรกิจต้องการพัฒนาความร่วมมือในลักษณะ Creating Shared Value ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว ตัวชี้วัดสำคัญจะครอบคลุมตั้งแต่ปริมาณผลผลิตที่รับซื้อ จำนวนเกษตรกรที่เข้าสู่ห่วงโซ่ มูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป ราคาที่เกษตรกรได้รับ ไปจนถึงความต่อเนื่องของตลาด

กรณีมังคุดยังสะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย เพราะภาครัฐเองกำลังผลักดันทั้งการกระจายตลาด การส่งออก การบริโภคภายในประเทศ และการแปรรูป เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านผลผลิตและรักษารายได้ของเกษตรกร
ดังนั้น การมีภาคธุรกิจเข้ามาเชื่อม “Demand” กับผลผลิตทางการเกษตรจึงเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยเติมช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับตลาดปลายทาง แต่ประสิทธิผลในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับว่าความต้องการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างมูลค่ากลับไปถึงเกษตรกรได้มากน้อยเพียงใด
จาก “สนับสนุนสินค้า” สู่การวัดผลตลอดห่วงโซ่
สิ่งที่ควรจับตาต่อไปคือ SCG และดอยคำจะต่อยอดความร่วมมือจากการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ไปสู่การสร้างตลาดให้ผลผลิตมังคุดในระดับใด และสามารถเปิดเผยข้อมูลผลกระทบต่อเกษตรกรได้มากขึ้นหรือไม่
สำหรับภาคธุรกิจ กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าแนวคิด Sustainable Business ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ที่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่สามารถเชื่อมไปถึง การสร้างตลาดให้เกษตรกร การเพิ่มมูลค่าผลผลิต และการกระจายคุณค่าตลอดห่วงโซ่อุปทาน
หากมีข้อมูลเรื่องปริมาณรับซื้อ จำนวนเกษตรกร มูลค่าการสนับสนุน หรือผลลัพธ์ด้านรายได้เพิ่มเติม ความร่วมมือรูปแบบนี้จะสามารถพัฒนาไปสู่กรณีศึกษาด้าน Social Impact และ Sustainable Supply Chain ที่วัดผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น




