GC – SCGC ควบรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในไทย ผ่านบริษัทร่วมทุน ระบุ GC ถือหุ้น 56% SCGC ถือหุ้น 44% ตั้งเป้าสร้างประโยชน์จากการดำเนินงานร่วมกัน 150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายใน 3 ปี ปีแรกเห็นผลทันทีอย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมรวมกำลังการผลิตโอเลฟินส์ประมาณ 7.1 ล้านตันต่อปี เพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน การบริหารวัตถุดิบ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ท่ามกลางการแข่งขันและกำลังการผลิตส่วนเกินในตลาดปิโตรเคมีโลก
รวมธุรกิจต้นน้ำ-ปลายน้ำ หวังเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ประกาศแผนควบรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย เพื่อเพิ่มขนาดธุรกิจและประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในตลาดโลก
บริษัทร่วมทุนที่วางแผนจัดตั้งขึ้นจะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์รวมประมาณ 7.1 ล้านตันต่อปี และมีเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิต พร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน
หัวใจสำคัญของแผนนี้คือการนำจุดแข็งของทั้งสองบริษัทมาสนับสนุนกัน ตั้งแต่ความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบและฐานการผลิต ไปจนถึงเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนเครือข่ายลูกค้าและตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการบริหารต้นทุนและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า การผนึกกำลังมุ่งต่อยอดฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในมาบตาพุดสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียน เชื่อมโยงฐานการผลิตเข้ากับความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้งสองบริษัท เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำ รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและ SME ให้เพิ่มมูลค่าสินค้าและโอกาสแข่งขันในตลาดส่งออก
ตั้งเป้า Synergy 150–200 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในประมาณ 3 ปี
ทั้งสองบริษัทประเมินว่า การดำเนินธุรกิจร่วมกัน หรือ Synergy จะสร้างประโยชน์เพิ่มขึ้นประมาณ 150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยคาดว่าจะทยอยรับรู้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพภายในประมาณ 3 ปี ตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายจากการดำเนินงานร่วมกัน ไม่ใช่กำไรที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นในแต่ละปี

แหล่งที่มาของประโยชน์แบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน การเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตผลิตภัณฑ์และความเป็นผู้นำตลาด ตลอดจนการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและกระบวนการผลิต
การมีฐานการผลิตอยู่ใกล้กันในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาบริหารจัดการวัตถุดิบและกระบวนการผลิตร่วมกัน รวมถึงใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบท่อส่งวัตถุดิบ ระบบสาธารณูปโภค และระบบสนับสนุนการผลิต ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติในการดำเนินงาน
การผนึกกำลัง SCGC ร่วมทุนกับ GC เราใช้เวลาศึกษาความพร้อมตลอด 6 เดือน หลังรวมกันจะกลายเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์ อันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 10 ของโลก
“จุดแข็งคือการรวมสัญญาสั่งซื้อวัตถุดิบ (Feedstock) ร่วมกับ ปตท./GC การ Optimization โรงงานร่วมกัน การลดความซ้ำซ้อนด้าน R&D และการบริหารจัดการ Supply Chain คาดว่าจะเกิด Synergy Value อยู่ที่ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยปีแรกจะเห็นผลทันทีอย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” – ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าว

การเพิ่มประสิทธิภาพดังกล่าวมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายจากกำลังการผลิตส่วนเกินและความผันผวนของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม การรวมธุรกิจไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงจากวัฏจักรตลาดหมดไป ผลลัพธ์จริงยังขึ้นอยู่กับการดำเนินงานและสภาวะตลาดในแต่ละช่วง
ผสานความเชี่ยวชาญ GC และ SCGC เพิ่มโอกาสพัฒนาสินค้ามูลค่าสูง
GC มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารวัตถุดิบที่หลากหลาย ทั้งแนฟทา LPG โพรเพน และอีเทน รวมถึงมีธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันซึ่งช่วยสนับสนุนความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบและการรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานและปิโตรเคมี
ขณะที่ SCGC มีจุดแข็งด้านผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products: HVA) เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าเพื่อเปลี่ยนโจทย์การใช้งานให้เป็นสินค้าที่พร้อมออกสู่ตลาด ผ่าน i2P Center (Ideas to Products) หรือศูนย์นวัตกรรมครบวงจร

การรวมจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายเพิ่มโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ขยายฐานลูกค้า และสร้างโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น ยานยนต์ พลังงานแสงอาทิตย์ วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเฉพาะทาง
ศักดิ์ชัย ระบุว่า การผสานจุดแข็งด้านวัตถุดิบ ฐานการผลิต เทคโนโลยี และนวัตกรรม มีเป้าหมายสร้างธุรกิจที่แข่งขันได้ พร้อมเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับความท้าทายและความผันผวนของตลาดโลก
นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว เครือข่ายตลาดและฐานลูกค้าทั่วโลกของทั้งสองบริษัทยังเป็นอีกองค์ประกอบที่คาดว่าจะช่วยให้ธุรกิจตอบสนองความต้องการของตลาดได้ยืดหยุ่นขึ้น โดยเฉพาะตลาดอาเซียนที่ทั้งสองบริษัทมองว่ายังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว

GC ถือหุ้น 56% SCGC ถือหุ้น 44% คาดตั้ง JV ครึ่งหลังปี 2570
แผนการปรับโครงสร้างกำหนดให้ GC ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุน 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% ผ่านการแลกเปลี่ยนหุ้นโดยไม่มีการชำระค่าตอบแทนเป็นเงินสด ขอบเขตธุรกรรมครอบคลุมสินทรัพย์และธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง
ทั้งสองบริษัทวางแผนเสนอขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นในเดือนธันวาคม 2569 ก่อนดำเนินการตามเงื่อนไขบังคับ ซึ่งรวมถึงการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 หากได้รับอนุมัติและดำเนินการตามเงื่อนไขครบถ้วน คาดว่าจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2570
“คือว่าเราจะเอาบริษัท ไทยโพลิเอททีลีน จำกัด (TPE) ที่ SCGC ถือหุ้นอยู่เป็นตัวตั้ง GC ก็จะตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา แล้วทั้ง 2 บริษัทก็จะมาควบรวมกัน ตั้งเป็นบริษัทใหม่ ตามสัดส่วน 44% และ 56%”

การรวมธุรกิจ GC และ SCGC จึงเป็นความพยายามเพิ่มขนาดและประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย โดยมีเป้าหมายทั้งด้านกำลังการผลิตและประโยชน์จากการดำเนินงานร่วมกัน สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือความคืบหน้าของการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน และความสามารถในการเปลี่ยนเป้าหมาย Synergy ให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจจริงภายใต้ภาวะตลาดที่ผันผวน




