SCGP บริหารต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกจาก 37% สู่ 40% พร้อมปรับการบริหารฐานการผลิตในอาเซียนและขยายกำลังการผลิตในไทยกับเวียดนาม รองรับความต้องการของตลาด เสริมความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงาน วัตถุดิบ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ขณะผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรเพิ่มขึ้น 106% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
บริหารต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน รับแรงกดดันพลังงานและวัตถุดิบ
วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เผชิญความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและวัตถุดิบ ตลอดจนอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
SCGP จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีฐานลูกค้าหลักในอุตสาหกรรมสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งยังคงเติบโต ขณะที่ธุรกิจในอินโดนีเซียสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่องจากการบริหารต้นทุน ประกอบกับการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับราคาในภูมิภาค
อีกแนวทางสำคัญคือการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานการผลิตในระดับภูมิภาค (Regional Optimization) เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งมอบโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า

ภาพรวมอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา ความต้องการบรรจุภัณฑ์ชะลอตัวในช่วงวันหยุดไตรมาสแรกของเวียดนามและอินโดนีเซีย ก่อนเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 และกลับสู่ระดับปกติในไตรมาส 3 อย่างไรก็ตาม การบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวันยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของตลาดอาเซียน
เพิ่มเชื้อเพลิงทางเลือกเป็น 37% ตั้งเป้า 40% ในปี 2569
ส่วนการดำเนินงานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม SCGP เพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกเป็น 37% และมุ่งสู่เป้าหมาย 40% ภายในปี 2569 ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของธุรกิจ
ล่าสุด บริษัทสยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด ใน SCGP ได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2026 และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2026 ฉบับใหม่ จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) หรือ MASCI ตามข้อมูลในเอกสารต้นฉบับ โดยมาตรฐานดังกล่าวมุ่งเน้นการบริหารคุณภาพ การดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานการทำงาน เพื่อส่งมอบคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

ปรับฐานการผลิตในอาเซียน เพิ่มกำลังผลิตรองรับตลาด
นอกเหนือจากการบริหารต้นทุน SCGP ยังเพิ่มขีดความสามารถการผลิตในภูมิภาค โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ได้ขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกทางตอนใต้ของเวียดนามอีก 26,800 ตันต่อปี
ในประเทศไทย บริษัทลงทุนเพิ่มฐานการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัมและกระดาษทำผิวกล่องลูกฟูกคุณภาพสูงในจังหวัดกาญจนบุรี รวมกำลังการผลิต 400,000 ตันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตในภูมิภาค สนับสนุนการใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
นอกจากนี้ SCGP เข้าลงทุนในบริษัท จินจงฟา อุตสาหกรรมกระดาษ จำกัด (JZF) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษในจังหวัดชลบุรี ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอีก 28,000 ตันต่อปี เพื่อขยายฐานลูกค้าจีนและตลาดผลไม้ส่งออก ขณะเดียวกันบริษัทยังมองหาโอกาสลงทุนเพิ่มเติมในอาเซียน ควบคู่กับการขยายธุรกิจในเวียดนามและอินเดีย
กำไร 9 เดือนเพิ่ม 106% แม้รายได้จากการขายทรงตัว
สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2569 ของ SCGP มีรายได้จากการขายรวม 94,326 ล้านบาท คงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 15,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% และกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 5,896 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106%
ไตรมาส 3 ปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 32,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน EBITDA อยู่ที่ 5,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% และกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 2,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113%
บริษัทระบุว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซียที่ทำกำไรได้ต่อเนื่อง แม้ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานปรับตัวสูงขึ้น

จับตาความต้องการบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 4 และต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง
SCGP ประเมินว่า ความต้องการบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 4 ปี 2569 มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากการผลิตสินค้าเพื่อรองรับเทศกาลปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ทั้งปีใหม่ ตรุษจีน เทศกาลเต๊ดในเวียดนาม และฮารีรายาในอินโดนีเซีย
แม้ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานยังอยู่ในระดับสูง แต่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งช่วยให้บริษัทวางแผนการผลิตและบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม วันหยุดปลายปี ภาระหนี้ครัวเรือน เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ อาจจำกัดการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ทิศทางธุรกิจในช่วงต่อไปจึงต้องติดตามทั้งความต้องการบรรจุภัณฑ์ ความสามารถในการบริหารต้นทุน และการดำเนินงานตามแผนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขยายฐานการผลิตในอาเซียน ควบคู่กับเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกเป็น 40% ภายในปี 2569




