กรุงเทพฯ เสนอ WorldPride 2030 เป็นเวทีขยายเสียงของชุมชน LGBTQIA+ ในเอเชีย พร้อมวางแผนสนับสนุนนักเคลื่อนไหวอย่างน้อย 150 คน สร้างเครือข่าย Pride ระดับภูมิภาค และต่อยอดความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนในระยะยาว โดยมุ่งให้ประโยชน์จากการจัดงานขยายออกไปไกลกว่ากรุงเทพฯ หากได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ
WorldPride 2030 กับเป้าหมายเปิดพื้นที่ให้ LGBTQIA+ ในเอเชีย
กรุงเทพฯ ประกาศแนวทางเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 โดยมุ่งให้ชุมชน LGBTQIA+ จากทั่วเอเชียมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของงาน เปิดพื้นที่ให้นักเคลื่อนไหวและองค์กรในภูมิภาคเข้าร่วมการสนทนาระดับนานาชาติ ตลอดจนเชื่อมโยงความร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลก
ข้อเสนอดังกล่าวจัดทำโดย Bangkok Pride ในฐานะผู้ยื่นข้อเสนอและเจ้าภาพตามแผนที่นำเสนอ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อให้เครือข่าย LGBTQIA+ ในเอเชียเข้าถึงการสนับสนุนและทรัพยากรที่จำเป็นต่อการผลักดันความเท่าเทียมได้ต่อเนื่องหลังจบงาน
เรย์มอนด์ ฟาง (Raymond Phang) ผู้ร่วมก่อตั้ง ShanghaiPRIDE กล่าวว่า การนำ WorldPride มาสู่เอเชียเป็นครั้งแรกจะมีความหมายมากกว่าการเฉลิมฉลอง เพราะเป็นโอกาสให้ชาว LGBTQ+ ในเอเชียได้เห็นตัวแทนของตนบนเวทีระดับโลก และทำให้โลกได้รับฟังเรื่องราว ความหลากหลาย และความท้าทายของชุมชนในภูมิภาค
เขายังกล่าวถึงความหวังที่ต้องการให้ WorldPride 2030 ในกรุงเทพฯ สะท้อนความก้าวหน้าของเอเชีย พร้อมเตือนให้เห็นว่ายังมีงานอีกมากที่ต้องทำเพื่อผลักดันความเสมอภาค การยอมรับ และสิทธิมนุษยชน
เสนอทุนเต็มจำนวนอย่างน้อย 150 ที่นั่ง เปิดทางให้นักเคลื่อนไหว
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของข้อเสนอคือโครงการ Bangkok WorldPride Activist Fellowship ซึ่งวางแผนจัดสรรทุนสนับสนุนเต็มจำนวนอย่างน้อย 150 ที่นั่ง สำหรับนักเคลื่อนไหวที่ทำงานอยู่แนวหน้า โดยอย่างน้อย 70% จะจัดสรรให้ผู้เข้าร่วมจากประเทศและภูมิภาคในกลุ่ม Global South
เป้าหมายของมาตรการนี้คือช่วยลดอุปสรรคด้านค่าใช้จ่ายที่พักและการรับรองสิทธิการเข้าร่วมงาน (Accreditation) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น
อีกข้อเสนอหนึ่งคือการจัด Human Rights Forum เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยเปิดรับมุมมองจากผู้ทำงานในภูมิภาค เพื่อเป็นเวทีหลักของกรอบความร่วมมือที่เรียกว่า Bangkok Action 2030 ซึ่งมุ่งประเด็นสำคัญ ได้แก่
- การรับรองสถานะทางกฎหมายและครอบครัว
- สิทธิในการกำหนดเกี่ยวกับร่างกายของตนเอง
- การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
- ความเสมอภาคด้านสุขภาพ
- สิทธิทางดิจิทัล
ทั้ง Fellowship, Human Rights Forum และ Bangkok Action 2030 ยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอที่นำเสนอไว้ ไม่ใช่การยืนยันว่าโครงการทั้งหมดได้รับอนุมัติหรือเริ่มดำเนินการแล้ว
เชื่อมเครือข่าย Pride เอเชีย พร้อมสร้างกลไกสนับสนุนระยะยาว
กรุงเทพฯ ยังเสนอจัดตั้ง Pride City Network Asia community hub โดยต่อยอดจากเครือข่ายผู้จัดงานท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐที่มีอยู่ในประเทศไทย เพื่อสร้างโอกาสให้กลุ่มและองค์กร Pride ในภูมิภาคเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันได้มากขึ้น
สำหรับแผนระยะยาว ข้อเสนอระบุว่าจะนำส่วนหนึ่งของเงินส่วนเกินจากการดำเนินงานมาจัดตั้ง Pride City Network Fund เป็นกองทุนถาวร เพื่อให้ทุนขนาดเล็ก สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพองค์กร และช่วยเหลือด้านการย้ายถิ่นฐานฉุกเฉินสำหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วเอเชีย
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์และคลังเอกสารด้านรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และลักษณะทางเพศ (SOGIESC Museum and Archive) เพื่ออนุรักษ์ประวัติศาสตร์ของกลุ่มเควียร์ในเอเชียและทำให้เรื่องราวเหล่านี้เป็นที่รับรู้มากขึ้น
ไทยต่อยอดเส้นทางความเท่าเทียม หลังสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้
ข้อเสนอ WorldPride 2030 เชื่อมโยงกับพัฒนาการด้านความเท่าเทียมในประเทศไทย โดยกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2025 ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับรองการสมรสของบุคคลเพศเดียวกัน
เมื่อถึงปี 2030 ประเทศไทยจะครบรอบ 5 ปีของการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ขณะที่ภูมิทัศน์ด้านสิทธิและความเท่าเทียมทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่นั้น
แอน ชุมาภรณ์ (Ann Chumaporn) หัวหน้าทีมหลักของ WorldPride 2030 เมืองกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ กล่าวว่า ในช่วงที่สิทธิความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิ LGBTQIA+ กำลังเผชิญแรงต้านอย่างหนักทั่วโลก การรักษาสถานะเดิมอาจไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องเดินหน้าด้วยความกล้าหาญและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ประสบการณ์การผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทยแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นได้เมื่อชุมชนมีบทบาทเป็นแกนกลาง พร้อมระบุว่าการนำ WorldPride 2030 มาสู่กรุงเทพฯ มีเป้าหมายเปิดพื้นที่สำคัญให้เอเชีย โดยเฉพาะนักเคลื่อนไหวที่ทำงานแนวหน้า ให้สามารถเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองได้
จับตาสถานะการคัดเลือกและแผนสานต่อหลังปี 2030
ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือสถานะการคัดเลือกเจ้าภาพ WorldPride 2030 รายละเอียดการจัดสรรทุน Fellowship และความคืบหน้าของกรอบ Bangkok Action 2030 รวมถึงแผนจัดตั้งกองทุนและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ LGBTQIA+ ในเอเชีย
หากข้อเสนอได้รับเลือกและดำเนินการตามแผน เป้าหมายของกรุงเทพฯ คือทำให้ชุมชน LGBTQIA+ ทั่วเอเชียออกจากงานพร้อมเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งขึ้น เข้าถึงการสนับสนุนระหว่างประเทศได้มากขึ้น และมีทรัพยากรสำหรับผลักดันความเท่าเทียมต่อไปในระยะยาว

