WHAUP เดินหน้าขยายธุรกิจน้ำและพลังงาน รับทิศทาง PDP 2026 และ Direct PPA พร้อมพัฒนาโซลูชันพลังงานสะอาดให้ AAT รวม 14 MW รองรับไฟฟ้า 25% ของโรงงาน
ทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และการพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ กำลังเปิดโอกาสให้ธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงานต่อยอดการลงทุน WHAUP ได้ขยายธุรกิจน้ำและไฟฟ้าในไทยและเวียดนาม พร้อมเตรียมความพร้อมรับกลไก Direct PPA และความต้องการพลังงานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการพัฒนาโซลูชันพลังงานสะอาดให้โรงงาน AAT ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์รวม 14 เมกะวัตต์ รองรับการใช้ไฟฟ้าประมาณ 25% ของโรงงาน
WHAUP วางทิศทางธุรกิจรับ PDP 2026 ต่อยอดโอกาส Direct PPA
บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP วางทิศทางการเติบโตของธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน โดยให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจน้ำและไฟฟ้า ควบคู่กับการพัฒนาโซลูชันพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่กำลังปรับตัวสู่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

หนึ่งในโอกาสสำคัญมาจากทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและการพัฒนาระบบพลังงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่
ขณะเดียวกัน กลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงานกับผู้ใช้พลังงาน (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าภายใต้หลักเกณฑ์ Third-Party Access (TPA) เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ WHAUP มองเห็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ เนื่องจากจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานสะอาดให้แก่ภาคอุตสาหกรรม และเปิดโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนระยะยาว
อัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHAUP กล่าวว่า บริษัทมีความพร้อมรองรับโอกาสจากทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศ ด้วยความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนหลายรูปแบบ ทั้ง Solar Rooftop, Floating Solar และ Solar Farm รวมถึงความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานและฐานลูกค้าอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม การต่อยอดโอกาสจาก Direct PPA และโครงการพลังงานหมุนเวียนยังต้องขึ้นอยู่กับความชัดเจนของหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจในปี 2569 WHAUP ตั้งเป้ายอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวม 170 ล้านลูกบาศก์เมตร และกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ลงนามแล้วสะสมตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 1,124 เมกะวัตต์ ในจำนวนนี้เป็นพลังงานหมุนเวียน 596 เมกะวัตต์
บริษัทมีแผนขยายธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงานทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม พร้อมต่อยอดบริการไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะ Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงขยายฐานลูกค้าไปยังภาคอุตสาหกรรมทั้งภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรม
พัฒนาโซลูชันพลังงานสะอาดให้ AAT หนุนเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์
การขยายธุรกิจพลังงานสะอาดของ WHAUP ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้า แต่ยังมุ่งนำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม การลงทุน และการบริหารจัดการพลังงาน มาพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์การดำเนินงานของลูกค้าอุตสาหกรรมแต่ละประเภท โดยความร่วมมือกับบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AAT เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการนำพลังงานสะอาดเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง

AAT เป็นผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์จากการร่วมทุนระหว่างฟอร์ดและมาสด้า ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) โดยมีความร่วมมือกับ WHA Group ในการใช้บริการสาธารณูปโภคด้านน้ำ ก่อนต่อยอดมาสู่การพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับ WHAUP
โครงการดังกล่าวประกอบด้วย Solar Rooftop ขนาด 6 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) และ Floating Solar ขนาด 8 เมกะวัตต์ ซึ่งส่งไฟฟ้าเข้าสู่กระบวนการผลิตโดยตรง รวมกำลังการผลิตติดตั้งทั้งสิ้น 14 เมกะวัตต์
WHAUP เป็นผู้ลงทุน พัฒนา และบริหารจัดการระบบ ทำให้ AAT สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดโดยไม่ต้องลงทุนระบบเอง ขณะที่ไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวสามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของโรงงานได้ประมาณ 25% ช่วยสนับสนุนการบริหารต้นทุนพลังงานและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัท
อัครินทร์ ล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนศักยภาพของ WHA Group Ecosystem ในการส่งมอบบริการครบวงจรให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนิคมอุตสาหกรรมและบริการสาธารณูปโภค ไปจนถึงการต่อยอดโซลูชันพลังงานสะอาดที่ออกแบบให้เหมาะสมกับพื้นที่และความต้องการของโรงงาน

ด้าน Mr. Silvio Illi ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
AAT จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการร่วมกับ WHAUP ทำให้ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม 14 เมกะวัตต์ รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของโรงงานประมาณ 25% และมีเป้าหมายระยะยาวในการใช้พลังงานสะอาด 100%
ความร่วมมือดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างของการนำโซลูชันพลังงานสะอาดมาสนับสนุนกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ ตั้งแต่การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของโรงงาน

ขยายโซลูชันน้ำหมุนเวียน เสริมความมั่นคงทรัพยากรอุตสาหกรรม
นอกจากธุรกิจพลังงาน WHAUP ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคด้านน้ำ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรม โดยครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาและผลิตน้ำอุตสาหกรรม การบำบัดน้ำเสีย ไปจนถึงการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Water Reclamation)
โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานการลงทุนสำคัญของประเทศ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพมีความสำคัญต่อความต่อเนื่องของกระบวนการผลิตและความมั่นคงด้านทรัพยากรของภาคอุตสาหกรรม
WHAUP พัฒนาโรงงานบำบัดน้ำหมุนเวียนเพื่อกลับมาใช้ใหม่ (Water Reclamation Plant) ภายในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 (WHA ESIE 1) โดยนำเทคโนโลยีการบำบัดน้ำขั้นสูงมาใช้ยกระดับคุณภาพน้ำ เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ยังมีการผลิตน้ำมูลค่าเพิ่ม (Value-added Water) และน้ำปราศจากแร่ธาตุ (Demineralized Water) เพื่อรองรับความต้องการเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท ช่วยลดการพึ่งพาน้ำจากแหล่งธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
อัครินทร์ ระบุว่า น้ำและพลังงานเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีความต้องการใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันทั้งสองด้านควบคู่กัน เพื่อช่วยให้ลูกค้าบริหารจัดการต้นทุน ลดความเสี่ยงด้านทรัพยากร และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ

ต่อยอด BESS–Energy Trading สร้างโอกาสธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต
นอกเหนือจากการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและบริการด้านน้ำ WHAUP ยังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารจัดการพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้แก่ลูกค้า
เทคโนโลยีที่บริษัทให้ความสำคัญประกอบด้วย ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และระบบซื้อขายพลังงานระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเอง (Peer-to-Peer Energy Trading) รวมถึงบริการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Reduction Solutions)
บริการดังกล่าวครอบคลุมการจัดหาใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) และแพลตฟอร์ม CO2ZERO เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อัครินทร์ กล่าวว่า WHAUP มุ่งนำความเชี่ยวชาญด้านสาธารณูปโภคและพลังงาน ผสานกับความแข็งแกร่งของ WHA Group Ecosystem และเทคโนโลยีภายใต้ WHA Intelligence มาพัฒนาโซลูชันที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าทั้งด้านธุรกิจและความยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ภายใต้วิสัยทัศน์ WHA: Shape the Future for Thailand

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการขยายบทบาทของ WHAUP จากธุรกิจสาธารณูปโภคและการผลิตไฟฟ้า ไปสู่การพัฒนาโซลูชันด้านน้ำและพลังงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมีทั้งโอกาสจากนโยบายพลังงานของประเทศ การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และความต้องการใช้พลังงานสะอาดของภาคการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อยอดธุรกิจระยะยาว ขณะที่ความร่วมมือกับ AAT แสดงให้เห็นถึงการนำโซลูชันเหล่านี้ไปใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม




