NEO – GC ทดลองเชื่อม “ธนาคารขยะรีไซเคิล ชุมชนบึงคอไห” เข้ากับโรงงานรีไซเคิลและห่วงโซ่การผลิต ดึง PET และ HDPE จากครัวเรือนกลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ พร้อมสร้างรายได้ เงินออม และสวัสดิการให้ชุมชน
ธนาคารขยะ“ขายของเก่า”เชื่อมวัสดุกลับ Supply Chain
ประเทศไทยมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นราว 2.88 ล้านตันในปี 2567 แต่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์เพียง 25% สะท้อนช่องว่างสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ไม่ได้อยู่แค่การผลิตบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ แต่อยู่ที่การสร้างระบบเก็บกลับหลังการบริโภค นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของ Circular Economy ที่ไม่ได้อยู่เพียงการชักชวนผู้บริโภคให้แยกขยะ แต่ต้องมีระบบรองรับหลังจากการคัดแยก เพื่อให้วัสดุเดินทางกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้จริง
โมเดล “ธนาคารขยะรีไซเคิล ชุมชนบึงคอไห” ในอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี จึงน่าสนใจในมิติของการสร้าง Closed-Loop Circular Supply Chain โดย NEO Corporate เชื่อมการดำเนินงานของชุมชนเข้าสู่ NEO Circular Waste Hub ขณะที่ PTT Global Chemical (GC) นำแพลตฟอร์ม GC YOUเทิร์น เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้และระบบข้อมูล ตั้งแต่การคัดแยก รวบรวม จนถึงการส่งต่อพลาสติกหลังการใช้งาน

องค์การบริหารส่วนตำบลบึงคอไห สนับสนุนสถานที่และการประสานงาน ขณะที่ชมรมผู้สูงอายุบึงคอไหและคณะกรรมการธนาคารขยะทำหน้าที่รับซื้อ ชั่งน้ำหนัก คัดแยก และบันทึกข้อมูล
พลาสติกเป้าหมายสำคัญมีทั้งขวด PET และ HDPE ซึ่งจะถูกส่งต่อไปยัง ENVICCO โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลในเครือ GC Group เพื่อแปรรูปเป็น Post-Consumer Recycled Resin หรือ PCR ก่อนนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตบรรจุภัณฑ์ใหม่ของ NEO เช่น ผลิตภัณฑ์ BeNice ส่วนวัสดุอื่น เช่น เหล็กและขวดแก้ว จะเข้าสู่ผู้รับซื้อหรือผู้รีไซเคิลตามประเภทวัสดุ
นี่คือจุดต่างระหว่างการ “เก็บขยะไปขาย” กับการสร้าง Circular Supply Chain เพราะวัสดุหลังการบริโภคถูกพยายามเชื่อมกลับไปหาผู้ผลิตอีกครั้ง

Circular Economy ไทยติดโจทย์ใหญ่ พลาสติกกลับเข้าระบบเพียง 25%
ความสำคัญของโมเดลนี้ชัดขึ้นเมื่อเทียบกับภาพรวมประเทศ ข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีขยะพลาสติกประมาณ 2.88 ล้านตัน และมีการนำกลับมาใช้ประโยชน์เพียง 25% ขณะที่ประเทศไทยผลิตพลาสติกราว 9 ล้านตันต่อปี และประมาณ 36% เป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
ดังนั้น แม้ภาคธุรกิจจะสามารถออกแบบขวดให้รีไซเคิลได้หรือเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล แต่หากไม่มีระบบคัดแยก เก็บรวบรวม และส่งกลับที่มีประสิทธิภาพ วัตถุดิบจำนวนมากก็อาจไม่กลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล
ในฝั่งปลายทาง ENVICCO ระบุว่ามีกำลังผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลรวม 45,000 ตันต่อปี และใช้ feedstock ที่รวบรวมจากขยะภายในประเทศไทย โดยโรงงานผลิต PCR จากพลาสติกหลังการบริโภคเพื่อป้อนกลับเข้าสู่ภาคการผลิต
จึงเกิดโจทย์ทางธุรกิจอีกด้านหนึ่งคือ การมี “โรงงานรีไซเคิล” อย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบรวบรวมวัตถุดิบหลังการบริโภคที่มีคุณภาพ ปริมาณสม่ำเสมอ และตรวจสอบแหล่งที่มาได้

จาก Virgin Plastic สู่ PCR เมื่อขยะกลายเป็นวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์
สำหรับธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค พลาสติกหลังการใช้งานกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ของเสีย” ไปเป็น secondary raw material หรือวัตถุดิบรอบสอง
PCR หรือ Post-Consumer Recycled Resin คือเม็ดพลาสติกที่ผลิตจากพลาสติกซึ่งผ่านการใช้งานโดยผู้บริโภคแล้ว ถูกเก็บกลับ คัดแยก และรีไซเคิลเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอีกครั้ง การเพิ่ม PCR ในบรรจุภัณฑ์จึงช่วยลดความต้องการ Virgin Plastic หรือพลาสติกที่ผลิตจากวัตถุดิบใหม่
ในกรณีของ NEO บริษัทมีการใช้ rHDPE กับบรรจุภัณฑ์ BeNice มาก่อนหน้านี้ และข้อมูลล่าสุดของบริษัทระบุว่าสามารถลดการใช้ Virgin Plastic ในบรรจุภัณฑ์ได้ 24% สูงกว่าเป้าหมายเดิม 20% ขณะที่สัดส่วนบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้อยู่ที่ 82%
NEO ยังตั้งเป้าออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2030 และระบุการใช้วัสดุหลังการบริโภคเป็นหนึ่งในแนวทางจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3

ในมุมธุรกิจ นั่นทำให้ระบบเก็บกลับไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรม CSR แต่มีโอกาสกลายเป็นส่วนหนึ่งของ material sourcing strategy หากสามารถสร้างปริมาณ คุณภาพ และ traceability ของวัตถุดิบได้เพียงพอ
ธนาคารขยะสร้าง “เงินออม” พร้อมดึงผู้สูงอายุเข้าสู่ Circular Economy
โมเดลบึงคอไหยังเพิ่มมิติทางสังคมเข้าไปใน Circular Economy
รายได้จากการจำหน่ายวัสดุรีไซเคิลจะถูกบันทึกเป็นเงินออมและสามารถต่อยอดเป็นสวัสดิการของสมาชิก โดยชมรมผู้สูงอายุบึงคอไหและคณะกรรมการธนาคารขยะมีบทบาทโดยตรงในการบริหารจัดการ
กัสมา ธรฤทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาบรรจุภัณฑ์และพัฒนาองค์กรเพื่อความยั่งยืน NEO ระบุสาระสำคัญว่า เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการลดขยะ แต่ต้องการสร้างโครงสร้างที่ทำให้ Circular Economy เชื่อมประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
ด้านกิจชัย เฉลิมสุขสันต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม GC มองว่าการจัดการพลาสติกหลังการใช้งานไม่สามารถเกิดขึ้นจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง และระบุว่าบึงคอไหเป็น “Proof Point” แรกของความร่วมมือที่ต้องการนำไปต่อยอดพื้นที่อื่น
ขณะที่ยงยุทธ หว่างปัญญา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบึงคอไห ตั้งเป้าขยายการมีส่วนร่วมจากครัวเรือนไปสู่โรงเรียน วัด และเครือข่ายในพื้นที่ ส่วนสุดรัก แจ้งรู้สุข ประธานธนาคารขยะรีไซเคิลชุมชนบึงคอไห และผู้แทนชมรมผู้สูงอายุ มองว่าระบบดังกล่าวทำให้ขยะกลายเป็นรายได้และเงินออม พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุเข้ามามีบทบาทในการสร้างคุณค่าให้ชุมชน

EPR กำลังเปลี่ยน “ความรับผิดชอบต่อขยะ” ให้กลายเป็นโจทย์ของผู้ผลิต
อีกเหตุผลที่โมเดลนี้ควรถูกมองไกลกว่ากิจกรรมชุมชน คือทิศทางกฎหมาย Extended Producer Responsibility (EPR) ของประเทศไทย
EPR คือหลักการที่ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตออกไปจากช่วงการผลิตและจำหน่ายสินค้า ให้ครอบคลุมถึงบรรจุภัณฑ์หลังจากผู้บริโภคใช้งานแล้ว ซึ่งอาจรวมถึงระบบเก็บกลับ การคัดแยก การรีไซเคิล และการรายงานข้อมูล
กรมควบคุมมลพิษได้พัฒนาร่าง พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างระบบจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต โดยใช้หลัก EPR เป็นกลไกสำคัญ และมุ่งลดภาระการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมผลักดันให้ผู้ผลิตออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เอื้อต่อ Circular Economy มากขึ้น
ข้อมูลภาครัฐล่าสุดยังสะท้อนว่าหน่วยงานท้องถิ่นกำลังได้รับการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งยิ่งทำให้การเชื่อม ผู้ผลิต–Recycler–ท้องถิ่น–ชุมชน มีความสำคัญในเชิงโครงสร้างมากขึ้น
ดังนั้น สำหรับผู้ผลิตสินค้า FMCG การสร้างระบบ collection และฐานข้อมูลของวัสดุหลังการบริโภคตั้งแต่วันนี้ อาจไม่ได้ตอบโจทย์เพียง ESG แต่เป็นการเรียนรู้ระบบที่อาจมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจภายใต้ EPR ในอนาคตด้วย

ตัวชี้วัดจะเป็นบทพิสูจน์ว่า Closed Loop ขยายได้จริงหรือไม่
ก้าวต่อไปของ NEO และเครือข่ายคือการพัฒนาธนาคารขยะบึงคอไหเป็นศูนย์การเรียนรู้และชุมชนต้นแบบ ก่อนขยายไปยังโรงเรียน วัด และชุมชนข้างเคียง พร้อมเพิ่มปริมาณวัสดุรีไซเคิลที่กลับเข้าสู่กระบวนการผลิต และพัฒนาระบบให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถพึ่งพาตนเองในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าโมเดลนี้เป็น Closed-Loop Circular Supply Chain ที่สามารถ Scale ได้จริง ไม่ใช่เพียงจำนวนจุดรับขยะ แต่คือ KPI หลังดำเนินโครงการ ได้แก่ จำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วม ปริมาณ PET และ HDPE ที่เก็บกลับได้ อัตราวัสดุที่เข้าสู่ recycling จริง สัดส่วน PCR ที่ย้อนกลับไปสู่บรรจุภัณฑ์ใหม่ ต้นทุนต่อหน่วยของระบบ รวมถึงรายได้ เงินออม และสวัสดิการที่กลับคืนสู่ชุมชน




