GC กางยุทธศาสตร์ฝ่าความผันผวนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เร่งสร้างการเติบโตบทใหม่ ตั้งเป้าปรับพอร์ต Commodity-Specialty จาก 80:20 เป็น 70:30 ภายในปี 2573 พร้อมปลดล็อกศักยภาพ allnex และ Green & Bio ปั้นธุรกิจมูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำ ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกความแข็งแกร่งด้วย Adjusted EBITDA 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากไตรมาสก่อน และกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท พร้อมวาง “มาบตาพุด” เป็นฐานการเติบโตอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในเอเชียแปซิฟิก
ขณะที่เศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน ความผันผวนของซัพพลายเชน เงินเฟ้อ ไปจนถึงมาตรการทางการค้า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กำลังเดินหน้าปรับเกมธุรกิจครั้งสำคัญ จากการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจปิโตรเคมีที่เป็นฐานเดิม ไปสู่การเพิ่มน้ำหนักธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ หรือ Specialty และ Green & Bio เพื่อสร้างพอร์ตธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำมากขึ้น
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวไม่เพียงเป็นการตั้งรับความผันผวนในระยะสั้น แต่เป็นการวางโครงสร้างการเติบโตของ GC ในช่วงปี 2569-2573 โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือการปรับสมดุลพอร์ตระหว่างธุรกิจ Commodity และ Specialty จากสัดส่วนประมาณ 80:20 ในปัจจุบัน ไปสู่ 70:30 ภายในปี 2573

Q2/69 กำไร 1.22 หมื่นล้าน สะท้อนผลปรับโครงสร้างธุรกิจ
ผลของการเตรียมความพร้อมและการดำเนินกลยุทธ์ต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขผลประกอบการ โดยไตรมาส 2 ปี 2569 GC มี Adjusted EBITDA 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท
ขณะที่ครึ่งแรกปี 2569 บริษัทมี Adjusted EBITDA รวม 41,777 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 15,440 ล้านบาท
ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC มองว่า ความผันผวนและความไม่แน่นอนจะยังเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในระยะข้างหน้า ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ต้องสร้างองค์กรให้มีความยืดหยุ่น สามารถมองเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง
GC จึงวางรากฐานทั้งโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อเชื่อมความสามารถเหล่านี้เข้าด้วยกันและใช้เป็นฐานของการเติบโตบทใหม่

Integrated Value Chain จุดแข็งรับความผันผวนปิโตรเคมี
หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ Integrated Value Chain หรือโครงสร้างธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบกับความสามารถในการเลือกใช้วัตถุดิบได้ทั้งก๊าซและของเหลว ทำให้ GC สามารถเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบและบริหารต้นทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด
ขณะเดียวกัน โครงการนำเข้าอีเทนจากสหรัฐอเมริกายังคงเป็นไปตามแผน โดยบริษัทคาดว่าจะเริ่มนำเข้าในปี 2572
อีกด้านหนึ่ง GC กำลังยกระดับประสิทธิภาพองค์กรผ่านแนวทาง Holistic Optimization ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารซัพพลายเชน กระบวนการผลิต การขาย การตลาด ไปจนถึงกระบวนการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนผ่าน Digital 3 Smarts ได้แก่ Smart Plant, Smart Sales & Marketing และ Smart Work Process
ผลลัพธ์เริ่มปรากฏชัดในปี 2568 เมื่อ GC สามารถเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายรวมกันได้กว่า 7,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 5,500 ล้านบาท ส่วนปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายอีก 4,000 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินงานยังเป็นไปตามแผน
บริษัทจะขยาย Holistic Optimization ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร หรือ Company-wide Enhancement โดยตั้งเป้าสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2573

ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ 80:20 สู่ 70:30
หมากสำคัญของ GC ในช่วงปี 2569-2573 คือการปรับสมดุลพอร์ตธุรกิจ ลดการพึ่งพาธุรกิจ Commodity และเพิ่มสัดส่วน Specialty เพื่อสร้างฐานรายได้จากธุรกิจมูลค่าสูงมากขึ้น
เป้าหมายคือขยับสัดส่วน Commodity : Specialty จากประมาณ 80:20 เป็น 70:30 ภายในปี 2573 การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นพร้อมกันใน 4 กลุ่มธุรกิจสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจต้นน้ำและผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง ที่จะต่อยอดศักยภาพโรงกลั่นชีวภาพและศึกษาการบูรณาการโรงกลั่นกับปิโตรเคมี, ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์, ธุรกิจ Specialty และธุรกิจ Green & Bio
จับตา JV “GC-SCGC” ลุ้นขึ้น Top 10 โลก
อีกหนึ่ง Strategic Move ที่ต้องจับตาคือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจร่วมทุนระหว่าง GC กับ SCG Chemicals หรือ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
หากการร่วมทุนเกิดขึ้นตามแผน ธุรกิจใหม่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำของอาเซียน และมีกำลังการผลิตอยู่ในระดับ Top 10 ของโลก พร้อมสนับสนุนความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทยและภูมิภาค
GC คาดว่าจะได้ข้อสรุปจากการศึกษาความเป็นไปได้ดังกล่าวในช่วง ปลายไตรมาส 3 ปี 2569

ปลดล็อก allnex เครื่องยนต์ Specialty ของ GC
ในฝั่งธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ GC วางบทบาท allnex ให้เป็นหนึ่งในฐานสำคัญของการขยายธุรกิจ Specialty โดยผลการดำเนินงานของ allnex ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ทำได้ดีกว่าแผน สะท้อนความคืบหน้าของกลยุทธ์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว
แนวทางสำคัญครอบคลุมทั้งการปรับโครงสร้างต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ การบริหารพอร์ตโดยมุ่งไปยังเทคโนโลยีที่ allnex มีความเป็นผู้นำและมีความสามารถในการแข่งขันสูง ตลอดจนการขยายไปสู่ธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถต่อยอดจากจุดแข็งเดิม
หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทยคือ การขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะกลายเป็นฐานผลิต SCA แห่งแรกของ allnex นอกยุโรป
SCA เป็นนวัตกรรมที่ช่วยป้องกันสีหรือสารเคลือบไหลย้อยระหว่างการใช้งาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ การนำฐานผลิตมายังประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่ยังเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้าง Ecosystem ที่อยู่ใกล้ตลาดและลูกค้าในเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น รวมทั้งช่วยกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงของซัพพลายเชน
นอกจากนี้ allnex ยังขยายฐานในเอเชียผ่าน China Hub ที่เจียซิง (Jiaxing) ซึ่งเป็นฐานการผลิตและโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ allnex และ India Hub ที่มหัท (Mahad) ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิต

Green & Bio จากธุรกิจทางเลือกสู่ Growth Engine ใหม่
อีกเสาหลักที่ GC วางไว้สำหรับการเติบโตในอนาคตคือ Green & Bio ซึ่งบริษัทพัฒนาความสามารถต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ เทคโนโลยี นวัตกรรม ไปจนถึงซัพพลายเชน
ปัจจุบันพอร์ตผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีภัณฑ์ชีวภาพ ไบโอพลาสติก โอลีโอเคมิคอล และพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง
หนึ่งในการลงทุนสำคัญคือ NatureWorks กับโรงงานผลิตไบโอพลาสติก PLA แบบครบวงจรแห่งใหม่ที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ซึ่งเชื่อมโยงวัตถุดิบภาคการเกษตรของไทยเข้ากับเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
นอกจากนี้ ยังมี Global Green Chemicals หรือ GGC และ Emery Oleochemicals ที่นำองค์ความรู้ด้านเคมีภัณฑ์จากพืชไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
ขณะที่ ENVICCO ซึ่งผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงและเกรดสัมผัสอาหาร สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต
จากฐานธุรกิจเหล่านี้ GC เตรียมขยับต่อไปยัง Bio Specialty ผ่านนวัตกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อสร้าง Sustainable Solutions สำหรับลูกค้า และยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

MTP Transformation เปลี่ยน “มาบตาพุด” เป็นฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ภาพใหญ่กว่านั้นคือยุทธศาสตร์ MTP Transformation ซึ่ง GC ต้องการต่อยอดมาบตาพุดจากฐานปิโตรเคมีเดิม ไปสู่ฐานการผลิตสำหรับธุรกิจมูลค่าสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
จุดแข็งของมาบตาพุดอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายอุตสาหกรรมที่มีความพร้อม ประกอบกับฐานธุรกิจของ GC ที่ครอบคลุมตั้งแต่เคมีภัณฑ์ทั่วไป เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ไปจนถึง Green & Bio
โครงสร้างดังกล่าวเปิดทางให้ GC สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีและพันธมิตรระดับโลกเข้ากับฐานการผลิตของไทย เพื่อรองรับความต้องการของตลาดปลายทาง และเพิ่มบทบาทประเทศไทยในอุตสาหกรรมเคมีแห่งอนาคตของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ณะรงค์ศักดิ์ ย้ำว่า การเติบโตบทใหม่ของ GC จะไม่ได้มาจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการเชื่อมจุดแข็งหลายด้านเข้าด้วยกัน ทั้งธุรกิจที่มีอยู่ เทคโนโลยี นวัตกรรม บุคลากร เครือข่ายระดับโลก และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้องค์กรแข็งแกร่งในปัจจุบันและพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต

“คน” อีกจิ๊กซอว์ของการเปลี่ยน GC
นอกเหนือจากการลงทุนและเทคโนโลยี GC ยังวาง “คน” เป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation – องค์กรนวัตกรรมทำจริง
แนวคิดดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้พนักงานทุกระดับเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย โดยภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี มีข้อเสนอจากพนักงานมากกว่า 1,000 ไอเดีย
ทั้งหมดสะท้อนภาพของ GC ที่กำลังเปลี่ยนโจทย์จาก “จะรับมืออย่างไรกับ Down Cycle ของปิโตรเคมี” ไปสู่คำถามใหม่ว่า จะใช้ฐานธุรกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรมและเครือข่ายที่มีอยู่ สร้างการเติบโตรอบใหม่อย่างไร
และหากการปรับพอร์ตจาก Commodity ไปสู่ Specialty และ Green & Bio เดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ปี 2573 อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนโครงสร้าง GC จากผู้เล่นปิโตรเคมีแบบดั้งเดิม ไปสู่พอร์ตธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำมากขึ้น

