HPV ยังเป็นโจทย์ใหญ่ด้านสาธารณสุขไทย หลังมะเร็งปากมดลูกมีผู้ป่วยรายใหม่ 8,662 ราย เสียชีวิต 4,576 รายต่อปี สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จับมือ กทม. เปิดแคมเปญ “HPV ไม่เป็นไร…ไม่ได้” ทลายกำแพงความอาย–ความเข้าใจผิด ชู 3 แนวทางป้องกัน “ลดพฤติกรรมเสี่ยง–ฉีดวัคซีน HPV–ตรวจคัดกรอง” พร้อมย้ำ HPV ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว
เชื้อไวรัส HPV หรือ Human Papillomavirus อาจเป็นภัยสุขภาพที่หลายคนยังมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV กำลังสะท้อนอีกภาพหนึ่ง โดยเฉพาะ “มะเร็งปากมดลูก” ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย
ข้อมูล GLOBOCAN 2022 ระบุว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับ 2 ในสตรีไทย มีผู้ป่วยรายใหม่ 8,662 ราย และเสียชีวิต 4,576 รายต่อปี ขณะที่ HPV ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับมะเร็งปากมดลูก แต่ยังเชื่อมโยงกับมะเร็งอีกหลายชนิดทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งศีรษะและคอ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด รวมถึงหูดหงอนไก่
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถรับมือกับ HPV ได้มากน้อยเพียงใด แต่อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ “กำแพงทางความคิด” ทั้งความเข้าใจผิด ความเขินอายที่จะพูดเรื่องเพศสัมพันธ์ ความกังวลว่าจะถูกตีตราหรือตัดสินจากสังคม หรือ Social Stigma ตลอดจนความไม่กล้าเข้ารับการตรวจคัดกรอง ซึ่งอาจทำให้บางคนพลาดโอกาสป้องกันหรือตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

สถานเสาวภา–กทม. เปิดแคมเปญ “HPV ไม่เป็นไร…ไม่ได้”
สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร เปิดตัวแคมเปญ “HPV ไม่เป็นไร…ไม่ได้” พร้อมกิจกรรม “เต้นให้ฟิต หยุดคิดว่า HPV ไม่เป็นไร” ณ สวนลุมพินี เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งต่อองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับเชื้อ HPV รวมถึงแนวทางป้องกันผ่านการลดพฤติกรรมเสี่ยง การตรวจคัดกรอง และการฉีดวัคซีน
หัวใจสำคัญของแคมเปญ คือการพยายามเปลี่ยนความคิดจากคำว่า “ไม่เป็นไร” ให้กลายเป็นการลงมือดูแลสุขภาพ เพราะ “ความอาย” ไม่ควรเป็นอุปสรรคของการป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคที่ในระยะแรกอาจไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน
ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย ระบุว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญคือสังคมไทยจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในภาวะ “รู้จัก แต่ไม่รู้จริง” เกี่ยวกับเชื้อ HPV และมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว
ทั้งผู้ชายและผู้หญิงมีโอกาสได้รับเชื้อ HPV ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ขณะที่เชื้อสามารถแฝงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานโดยไม่แสดงอาการ ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตัวเองมีความเสี่ยง สถานเสาวภาจึงต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมผลักดันให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการป้องกัน การตรวจคัดกรอง และการฉีดวัคซีนอย่างครอบคลุม

HPV ติดต่ออย่างไร? ถุงยางช่วยลดความเสี่ยง แต่ป้องกันไม่ได้ 100%
พญ.สุดา พันธุ์รินทร์ หัวหน้าฝ่ายบริการและวิจัยคลินิก สถานเสาวภา สภากาชาดไทย อธิบายว่า HPV ติดต่อได้ง่ายกว่าที่หลายคนเข้าใจ แม้เคยมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวก็มีโอกาสได้รับเชื้อ โดยสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนังระหว่างกิจกรรมทางเพศ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
แม้การใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่สามารถป้องกัน HPV ได้อย่างสมบูรณ์ ขณะที่ความเชื่อเรื่องการติดเชื้อ HPV จากการใช้ห้องน้ำสาธารณะนั้นแทบไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ เนื่องจากการแพร่เชื้อเกิดจากการสัมผัสโดยตรงเป็นหลัก
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับแหล่งข้อมูลด้าน HPV ที่ระบุว่า เชื้อสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดทางเพศ และถุงยางไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100%

3 เกราะป้องกัน HPV ก่อนพัฒนาไปสู่โรคร้าย
เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถกำจัดเชื้อ HPV ออกจากร่างกายได้โดยตรง การป้องกันก่อนเกิดโรคจึงมีความสำคัญ โดยมี 3 แนวทางหลัก
1. ลดพฤติกรรมเสี่ยง
หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคนเพื่อลดโอกาสสัมผัสเชื้อ และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ แม้ถุงยางจะไม่สามารถป้องกัน HPV ได้ทั้งหมด แต่สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้
2. ฉีดวัคซีน HPV
วัคซีน HPV เป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV โดยข้อมูลจากแคมเปญระบุถึงการป้องกันมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV 5 ชนิด ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด รวมถึงหูดหงอนไก่ และสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไปทั้งชายและหญิง
องค์การอนามัยโลก หรือ WHO กำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักของการฉีดวัคซีน HPV เป็นเด็กหญิงอายุ 9–14 ปี ก่อนเริ่มมีกิจกรรมทางเพศ และระบุว่าสามารถพิจารณากลุ่มเป้าหมายรอง เช่น เด็กชายและผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้นได้ตามความเหมาะสมและทรัพยากรของแต่ละประเทศ

3. ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสม่ำเสมอ
การตรวจคัดกรองช่วยค้นหาความผิดปกติก่อนพัฒนาไปสู่มะเร็ง จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการตัดวงจรของโรค โดยเฉพาะเมื่อ HPV สามารถอยู่ในร่างกายโดยที่ผู้ติดเชื้ออาจไม่ทราบ
เปลี่ยนลานแอโรบิกสวนลุมฯ เป็นพื้นที่ทลายความอายเรื่อง HPV
เพื่อเปลี่ยน “ความรู้” ไปสู่ “การลงมือป้องกัน” แคมเปญ “HPV ไม่เป็นไร…ไม่ได้” จึงจัดกิจกรรมนำร่อง “เต้นให้ฟิต หยุดคิดว่า HPV ไม่เป็นไร” ณ สวนลุมพินี เปลี่ยนพื้นที่ลานแอโรบิกให้กลายเป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องสุขภาพและการป้องกัน HPV
ภายในงานมีบูธให้ความรู้เกี่ยวกับ HPV พร้อมบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง หรือ HPV DNA Self-Sampling รวมถึงกิจกรรมรณรงค์ที่มีนักแสดง เอมี่ กลิ่นประทุม มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริง
เอมี่ ตรวจพบเซลล์ผิดปกติที่อาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูกในช่วงที่เข้าวงการใหม่ ๆ ความกลัว ความกังวล และความอาย ทำให้ต้องเผชิญกับความเครียดและติดตามอาการนานถึง 7 ปี ก่อนตัดสินใจรักษาด้วยการผ่าตัดเนื้อเยื่อที่ผิดปกติออก
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ต้องการสื่อสารว่า HPV ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่เรื่องน่าอาย โดยเฉพาะเมื่อโรคอาจไม่แสดงอาการ ขณะที่ปัจจุบันมีทั้งวัคซีนและนวัตกรรมตรวจคัดกรองที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการป้องกันและค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก

เช็กสิทธิ “ตรวจ HPV DNA ฟรี” ใครใช้ได้บ้าง?
อีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรอง คือสิทธิภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์ของแคมเปญ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ให้สิทธิผู้หญิงไทยอายุ 30–59 ปี รวมถึงผู้หญิงอายุ 15–29 ปีที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test ฟรี 1 ครั้งทุก 5 ปี โดยสามารถตรวจสอบสิทธิและจองคิวผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในเมนู “กระเป๋าสุขภาพ” หรือ Health Wallet
ข้อมูลจาก HPV KNOW NOW ยังเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิการตรวจฟรีสำหรับผู้หญิงอายุ 30–59 ปี และกลุ่มเสี่ยงอายุ 15–29 ปีเช่นกัน
สามารถตรวจสอบข้อมูลและค้นหาสถานพยาบาลที่ให้บริการได้ที่ HPV KNOW NOW รวมถึงศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อ HPV และแนวทางการป้องกันเพิ่มเติมผ่าน HPV Thailand
สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้วิธีเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจ HPV ด้วยตัวเอง สามารถรับชม วิดีโอสาธิต HPV Self-Sampling ได้เพิ่มเติม

ความร่วมมือระหว่างสถานเสาวภา สภากาชาดไทย กรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่ายครั้งนี้ จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างการรับรู้เรื่อง HPV แต่กำลังพยายามเปลี่ยน “ความรู้” ให้กลายเป็น “พฤติกรรมป้องกัน” ตั้งแต่การลดความเสี่ยง การฉีดวัคซีน ไปจนถึงการตรวจคัดกรอง
เพราะในวันที่เครื่องมือป้องกันมีอยู่มากขึ้น ความอาย ความเข้าใจผิด และคำว่า “ไม่เป็นไร” อาจกลายเป็นกำแพงที่ทำให้การป้องกันเกิดขึ้นช้าเกินไป

