อิเกีย ประเทศไทย เผยกลยุทธ์เติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจท้าทาย ปรับโมเดลลงทุนจากสโตร์ขนาดใหญ่สู่ Small Format เชื่อมเครือข่ายโลจิสติกส์และออนไลน์ มุ่งขยายการเข้าถึงลูกค้า พร้อมเดินหน้าธุรกิจระยะยาวที่คำนึงถึงความยั่งยืนและความร่วมมือกับพันธมิตร
อิเกีย ประเทศไทย เดินหน้าขยายธุรกิจในตลาดไทย แม้ภาวะเศรษฐกิจยังมีความท้าทาย โดยปรับรูปแบบการลงทุนจากสโตร์ขนาดใหญ่ที่ใช้เงินลงทุนสูง มาเป็นสาขาขนาดเล็กที่มีความยืดหยุ่นและใช้เงินลงทุนต่ำกว่า เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในพื้นที่ใหม่ได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอให้ตลาดพร้อมสำหรับการเปิดสโตร์ขนาดใหญ่
ลีโอนี่ ฮอสกิ้น ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทย และเวียดนาม ให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทต้องการขยายการเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศไทยเพื่อพัฒนารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ พร้อมปรับตัวตามพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งด้านการซื้อสินค้าออนไลน์ ความสะดวกในการเดินทาง และความต้องการประสบการณ์เลือกซื้อสินค้าจริง

ปรับโมเดลลงทุน ใช้ Small Format เปิดตลาดใหม่ก่อนขยายขนาด
การขยายสาขาของอิเกียในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบสโตร์ขนาดใหญ่แบบเดิม แต่พัฒนาโมเดล Small Format เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในจังหวัดต่าง ๆ ได้มากขึ้น โดยสาขาขนาดเล็ก เช่น เชียงใหม่และขอนแก่น มีพื้นที่ประมาณ 800–850 ตารางเมตร ขณะที่สาขาภูเก็ตมีพื้นที่ประมาณ 2,000–3,000 ตารางเมตร
ผู้บริหารอิเกีย ระบุว่า การเปิดสโตร์ขนาดเล็กเป็นแนวทางที่ช่วยให้บริษัทเข้าไปพบลูกค้าได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอการลงทุนในสโตร์ขนาดใหญ่ซึ่งมีต้นทุนสูงและใช้เวลานานกว่าจะดำเนินการได้
โมเดลนี้ยังเปิดโอกาสให้บริษัทเริ่มต้นจากพื้นที่ขนาดเล็ก ก่อนพิจารณาขยายเป็นสโตร์ขนาดกลางหรือใหญ่ตามการเติบโตของตลาดและความต้องการในแต่ละพื้นที่ โดยภูเก็ตเป็นหนึ่งในตัวอย่างตลาดที่บริษัทเห็นโอกาสในการขยายขนาดสาขา
สำหรับแผนการลงทุนในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ผู้บริหารระบุว่า มีความหวังว่าจะเปิดสาขาใหม่อย่างน้อย 1 แห่ง และอาจถึง 2 แห่ง โดยภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่กล่าวถึงแล้ว ส่วนทำเลอื่นยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ
ในระยะยาว บริษัทมีความฝันที่จะขยายสโตร์ขนาดเล็กให้ได้ประมาณ 10 แห่งหรือมากกว่า แต่จำนวนและระยะเวลาขึ้นอยู่กับโอกาสทางธุรกิจและความพร้อมของระบบขนส่งในแต่ละพื้นที่

ขยายสาขาต้องเดินคู่กับระบบโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการให้บริการ
การเปิดสาขาขนาดเล็กช่วยลดต้นทุนการลงทุนหน้าร้าน แต่ยังมีโจทย์สำคัญด้านโลจิสติกส์และการจัดส่งสินค้า เนื่องจากสาขาขนาดเล็กไม่มีคลังสินค้าในตัว และสินค้าของอิเกียจำนวนมากเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ที่ต้องใช้ระบบขนส่งและการจัดการเฉพาะ
บริษัทจึงพัฒนาเครือข่าย Trunk Line หรือเส้นทางขนส่งหลัก เพื่อเชื่อมโยงสาขาและพื้นที่ให้บริการเข้าด้วยกัน โดยมีเส้นทางครอบคลุมภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ พร้อมมองหาแนวทางลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพ Fulfillment ในระยะต่อไป
อิเกียทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านการขนส่งและบริการ ได้แก่ M World ซึ่งเป็นพันธมิตรตั้งแต่วันแรกในการจัดส่งและประกอบสินค้า รวมถึง BNN/EV สำหรับการจัดส่งด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และไปรษณีย์ไทยสำหรับการจัดส่งพัสดุ
ในช่วงปี 2570 บริษัทมีแผนขยายความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย เพื่อพัฒนาจุดรับสินค้า (Collection Point) ในพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการในรูปแบบปัจจุบัน ช่วยเพิ่มทางเลือกในการรับสินค้าและลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งให้ลูกค้า
ผู้บริหารย้ำว่า การขยายธุรกิจต้องคำนึงถึงความสามารถในการดำเนินงานระยะยาว โดยเฉพาะต้นทุน Fulfillment ที่สูงขึ้นจากการแข่งขันออนไลน์ บริษัทจึงไม่ได้มุ่งเพิ่มยอดขายด้วยการลงทุนที่ไม่คำนึงถึงต้นทุน แต่พยายามพัฒนาระบบและรูปแบบการให้บริการให้เหมาะสมกับธุรกิจ

ออนไลน์โตต่อเนื่อง แต่ยังต้องรักษาประสบการณ์หน้าร้าน
อิเกียเริ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยช่วงปี 2561–2562 โดยมีสัดส่วนยอดขายออนไลน์ประมาณ 3% ก่อนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องปีละประมาณ 2–3 จุดเปอร์เซ็นต์ จนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 26% และเคยขึ้นไปถึง 28–30%
ผู้บริหารมองว่าการแข่งขันออนไลน์มีความรุนแรง โดยเฉพาะต้นทุนการจัดส่งสินค้าเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าสินค้าทั่วไป ทั้งด้านการขนส่ง ความเสี่ยงต่อความเสียหาย และการจัดการหลังการขาย
บริษัทจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างช่องทางออนไลน์กับหน้าร้าน โดยยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ Touch and Feel การสัมผัสสินค้าจริง การเห็นตัวอย่างการจัดวางห้อง และบริการให้คำปรึกษาด้านการวางแผนพื้นที่
นอกจากสโตร์ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจแล้ว สาขาขนาดเล็กยังช่วยให้ลูกค้าในพื้นที่ต่างจังหวัดเข้าถึงสินค้าและบริการวางแผนการตกแต่งได้ง่ายขึ้น ขณะที่บริษัทกำลังพัฒนาบริการ Planning Service และ Interior Design Service ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อช่วยให้ลูกค้าที่ไม่คุ้นเคยกับการตกแต่งบ้านสามารถวางแผนและเห็นภาพการใช้งานจริงได้

ความยั่งยืนและนวัตกรรม เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจ
ด้านความยั่งยืน อิเกียให้ความสำคัญกับการออกแบบสินค้าและกระบวนการดำเนินงานที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดย แอนนา ฮัมมาร์เกรน เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย กล่าวถึงนวัตกรรม Flat-pack หรือบรรจุภัณฑ์แบบแบน ซึ่งช่วยให้ขนส่งสินค้าได้สะดวกขึ้น พร้อมเชื่อมโยงกับแนวคิดการออกแบบที่เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างด้วยราคาที่เหมาะสม
ความร่วมมือระหว่างอิเกียกับสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนยังมีการดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงการลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่ร่วมกันสนับสนุนในปีที่ผ่านมา
อีกตัวอย่างของการเชื่อมโยงนวัตกรรมกับความร่วมมือในท้องถิ่น คือการทำงานร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงและดอยตุงในการพัฒนาคอลเล็กชันงานหัตถกรรมและสิ่งทอจากภูมิปัญญาไทย ซึ่งช่วยให้งานฝีมือท้องถิ่นสามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้มองเพียงการขยายยอดขาย แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือและคุณค่าในระยะยาว ทั้งกับพันธมิตร ชุมชน และผู้บริโภค
บุคลากรและพันธมิตร รากฐานการเติบโตระยะยาว
ในโอกาสครบรอบ 15 ปีของอิเกียในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Growing Together” เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทยกล่าวขอบคุณพนักงานที่เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จ พร้อมสะท้อนความร่วมมือระหว่างอิเกียกับประเทศไทยในฐานะพันธมิตรระยะยาว
สำหรับการดำเนินธุรกิจในอนาคต การทำงานร่วมกับพันธมิตรมีบทบาทสำคัญต่อการขยายสาขา โดยเฉพาะโมเดล Small Format ที่ต้องอาศัยเครือข่ายขนส่งและบริการหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงความร่วมมือในการสร้าง Micro-destination หรือพื้นที่ที่รวบรวมบริการและกิจกรรมหลากหลาย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับผู้บริโภคในแต่ละชุมชน
ผู้บริหารยังระบุว่า การเติบโตของอิเกียในประเทศไทยเกิดจากความเข้าใจตลาดและวิถีชีวิตของผู้คน ซึ่งบริษัทเรียนรู้อย่างต่อเนื่องผ่านการเยี่ยมบ้านลูกค้า (Home Visit) และการปรับตัวตามสถานการณ์ ทั้งขนาดสาขา รูปแบบการดำเนินงาน และช่องทางการขาย

ไทยยังมีโอกาสเติบโต ขณะที่รังสิตเป็นแผนระยะยาว
ผู้บริหารอิเกียมองว่าประเทศไทยยังมีโอกาสขยายธุรกิจได้อีกในระยะยาว โดยปัจจุบันมี 6 สาขา และมีความได้เปรียบจากความเข้าใจของผู้บริโภคไทยต่อแนวคิดเรื่องบ้านและการใช้ชีวิตของอิเกีย
สำหรับโครงการรังสิต บริษัทมีที่ดินอยู่แล้วและมองเป็นโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต โดยอาจเป็นสาขาที่ 3 ในพื้นที่กรุงเทพฯ พร้อมความสามารถด้าน Fulfillment เพื่อสนับสนุนการให้บริการในพื้นที่อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระบุว่าโครงการดังกล่าวยังอยู่ในระยะยาว โดยกรอบเวลาที่มองไว้คือหลังปี 2573 และยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์
ด้านภูเก็ต บริษัทมีแผนขยายสาขาในช่วงประมาณปี 2572 แต่ยังไม่ยืนยันกำหนดการแน่นอน ขณะที่ทำเลอื่น ๆ ที่เคยมีการกล่าวถึงยังอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาความเหมาะสม
การเติบโตของอิเกียในประเทศไทยจึงเป็นการขยายธุรกิจผ่านหลายรูปแบบ ทั้งสโตร์ขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ช่องทางออนไลน์ รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์และพันธมิตร โดยมีเป้าหมายเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น พร้อมรักษาประสิทธิภาพต้นทุนและความสามารถในการดำเนินธุรกิจระยะยาว




