บางจาก คอร์ปอเรชั่น รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 กำไรพุ่ง 99% จากไตรมาสก่อน โดยมี SAF เป็นเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ หลังเริ่มผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต
การเริ่มผลิตและจำหน่าย น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกลุ่มบริษัทบางจากในปี 2569 เมื่อธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตเริ่มสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้จริง พร้อมก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ขององค์กร ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
ไตรมาส 2 ปี 2569 นับเป็นไตรมาสแรกที่กลุ่มบริษัทบางจากรับรู้ EBITDA จากธุรกิจ SAF หลังหน่วยผลิตเดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 พันบาร์เรลต่อวัน (KBD) และมียอดจำหน่ายรวม 39 ล้านลิตร โดยได้รับแรงสนับสนุนจากส่วนต่างราคาระหว่าง SAF กับน้ำมันพืชใช้แล้ว (SAF-UCO Spread) ที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธุรกิจ SAF เริ่มสร้างผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ได้ทันที และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัททั้งในไตรมาสนี้และในระยะยาว
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้แนวโน้มตลาดพลังงานโลกในช่วงครึ่งปีหลังยังคงเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากความผันผวนของราคาพลังงาน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมัน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่การที่ SAF เริ่มสร้าง EBITDA ได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการดำเนินงาน สะท้อนศักยภาพของธุรกิจพลังงานสะอาดที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มบริษัทในระยะยาว
SAF หนุนผลประกอบการไตรมาส 2 เติบโตโดดเด่น
แรงหนุนจากธุรกิจ SAF ประกอบกับการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-Market) ส่งผลให้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil Hedging) ลดลงเหลือ 879 ล้านบาท พร้อมรับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง 4,415 ล้านบาท
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ไตรมาส 2 ปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมี รายได้จากการขายและการให้บริการ 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากไตรมาสก่อน มี EBITDA 25,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% และ กำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 12,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 99% หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 8.34 บาท

ทุกกลุ่มธุรกิจร่วมหนุนการเติบโต
นอกจาก SAF แล้ว ผลประกอบการยังได้รับแรงสนับสนุนจากทุกกลุ่มธุรกิจหลักของบริษัท โดยกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นได้รับอานิสงส์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าค่าการกลั่นพื้นฐานและกำลังการผลิตเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อย ขณะที่ธุรกิจการตลาดมีค่าการตลาดสุทธิปรับเพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยปริมาณจำหน่ายที่ลดลง
ด้านธุรกิจพลังงานชีวภาพได้รับแรงหนุนจากยอดจำหน่ายไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF ส่วนธุรกิจพลังงานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน แม้ปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าจะลดลงตามฤดูกาล แต่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติได้รับแรงหนุนจากราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้น
ธุรกิจโรงกลั่นมีรายได้ 152,272 ล้านบาท และมี EBITDA 14,029 ล้านบาท โดยผลขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการกลับรายการ Mark-to-Market
ที่สำคัญ บริษัทเริ่มรับรู้ EBITDA ประมาณ 1,000 ล้านบาทจากหน่วยผลิต SAF หลังเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของโครงสร้างรายได้ในธุรกิจโรงกลั่น
การตลาดฟื้นตัว พร้อมขยายเครือข่ายค้าปลีก
ธุรกิจการตลาดมีรายได้ 123,847 ล้านบาท และ EBITDA 2,831 ล้านบาท โดยค่าการตลาดสุทธิฟื้นตัวมาอยู่ที่ 1.26 บาทต่อลิตร หลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมัน และทยอยปรับราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับตลาดโลก
ณ สิ้นไตรมาส กลุ่มบริษัทบางจากมีสถานีบริการ 2,191 แห่ง มีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 617 สถานี และมีส่วนแบ่งตลาดผ่านสถานีบริการ 27.9% พร้อมเดินหน้าขยายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์พรีเมียม น้ำมันดีเซล B20 และธุรกิจ Retail Experience อย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจพลังงานชีวภาพมีรายได้ 6,388 ล้านบาท และ EBITDA 794 ล้านบาท โดยธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล (B100) ได้รับแรงหนุนจากปริมาณจำหน่ายและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น หลังภาครัฐคงสัดส่วนผสมน้ำมันดีเซลพื้นฐานเป็น B7 ตลอดไตรมาส
พร้อมกันนี้ บริษัทเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ภายหลังการเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF เชิงพาณิชย์
เดินหน้าสร้าง Synergy และขยายธุรกิจต่างประเทศ
แม้อยู่ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทบางจากยังคงรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ผ่านการประสานการดำเนินงานของทุกกลุ่มธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทสามารถรับรู้ผลจาก Recurring Synergy และ Business Improvement รวมประมาณ 5,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 3,000 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ บริษัทย่อย Bangchak Hong Kong Holding Limited ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited (BHK) ซึ่งครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในฮ่องกง โดยจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและการเติบโตในตลาดต่างประเทศ
แม้ตลาดพลังงานโลกยังเต็มไปด้วยความผันผวน แต่การที่ธุรกิจ SAF สามารถสร้าง EBITDA ได้ตั้งแต่เริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ ประกอบกับความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักทุกกลุ่ม และการเดินหน้าสร้าง Synergy อย่างต่อเนื่อง สะท้อนทิศทางการเติบโตของกลุ่มบริษัทบางจากที่ไม่ได้พึ่งพารายได้จากธุรกิจน้ำมันเพียงอย่างเดียว หากแต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นบริษัทพลังงานแห่งอนาคตที่มีฐานรายได้หลากหลาย รองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานโลกในระยะยาว

