NIA ปรับเกณฑ์คัดเลือกบัญชีนวัตกรรมไทยใหม่ กำหนด 6 มิติ พิจารณาการสร้างคุณค่าจากนวัตกรรมในประเทศ ความใหม่และความแตกต่าง คุณภาพและความปลอดภัย รวมถึงศักยภาพตลาด ความพร้อมส่งมอบ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง พร้อมปรับอายุการขึ้นบัญชีเป็น 5 ปี ต่อได้ไม่เกิน 3 ปี หวังยกระดับความน่าเชื่อถือและผลักดันนวัตกรรมไทยจากบัญชีรายชื่อไปสู่การใช้งานและทำตลาดได้จริง
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เดินหน้าปรับกลไก “บัญชีนวัตกรรมไทย” ครั้งใหญ่ โดยให้ เกณฑ์คัดเลือก 6 มิติ เป็นแกนสำคัญในการพิจารณาผลิตภัณฑ์และบริการที่จะเข้าสู่ระบบ ตั้งแต่ความสามารถในการสร้างคุณค่าจากนวัตกรรมในประเทศไทย ความใหม่และความแตกต่าง ไปจนถึงคุณภาพ ความปลอดภัย ศักยภาพทางการตลาด ความพร้อมในการผลิตและส่งมอบ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง
แนวทางใหม่สะท้อนความพยายามของ NIA ที่ต้องการให้บัญชีนวัตกรรมไทยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็น “บัญชีรายชื่อ” ของผลิตภัณฑ์นวัตกรรม แต่เป็นกลไกที่เชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมไทยไปสู่การใช้ประโยชน์ การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการเข้าสู่ตลาดจริง โดยเฉพาะการใช้ตลาดภาครัฐเป็นตลาดเริ่มต้น ก่อนขยายไปสู่ภาคเอกชนและตลาดต่างประเทศ

6 มิติใหม่ คัดตั้งแต่ “สร้างในไทย” ถึง “สร้างผลกระทบ”
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวว่า หัวใจของเกณฑ์ใหม่อยู่ที่การกำหนดกรอบพิจารณา 6 มิติ ซึ่งผู้ยื่นต้องผ่านครบทุกมิติ ไม่ใช่เลือกผ่านเพียงบางข้อ โดย NIA อธิบายสาระสำคัญไว้ว่า นวัตกรรมที่จะเข้าสู่บัญชีต้อง “สร้างในไทย ใหม่จริง ดีและปลอดภัย มีตลาด ส่งมอบได้ แล้วก็สร้างผลกระทบ”
1. การสร้างคุณค่าจากนวัตกรรม ต้องมี Value Creation ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ใช่นำสิทธิหรือองค์ความรู้จากต่างประเทศเข้ามาประกอบแล้วอ้างเป็นนวัตกรรมไทย
2. ระดับความใหม่และความแตกต่างของนวัตกรรม ต้องพิจารณาว่าสิ่งที่เสนอมีความใหม่และแตกต่างจริงหรือไม่ เพื่อให้คำว่า “นวัตกรรม” ในบัญชีสะท้อนความเป็นนวัตกรรมอย่างแท้จริง
3. คุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ต้องมีคุณภาพและผ่านมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีข้อกำกับด้านความปลอดภัยหรือมาตรฐานเฉพาะ

4. ศักยภาพด้านตลาดและการเติบโตเชิงพาณิชย์ ไม่ได้มองเฉพาะว่าผลิตภัณฑ์ดีหรือใหม่ แต่ต้องมองต่อว่ามีตลาดหรือไม่ มีศักยภาพในการขายและเติบโตทางธุรกิจอย่างไร รวมถึงสามารถพิจารณาแผนธุรกิจและการติดตามผลได้
5. ความพร้อมด้านการผลิตและการส่งมอบ นวัตกรรมต้องมีศักยภาพในการผลิต ส่งมอบ และรักษาความต่อเนื่องของสินค้าและบริการได้ ไม่ใช่ผ่านการคัดเลือกแล้วแต่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้
6. ศักยภาพในการสร้างผลกระทบ ต้องพิจารณาผลกระทบที่นวัตกรรมนั้นสามารถสร้างได้ ทั้งในมิติที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ หรือสังคมตามบริบทของนวัตกรรมแต่ละประเภท
การกำหนดทั้ง 6 มิติทำให้การขึ้นบัญชีไม่ได้จบเพียงคำถามว่า “เป็นนวัตกรรมหรือไม่” แต่ขยับไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ นวัตกรรมนั้นสร้างคุณค่าได้จริงหรือไม่ มีตลาดหรือไม่ พร้อมใช้งานหรือไม่ และสร้างผลกระทบอะไรได้บ้าง

จาก “บัญชีรายชื่อ” สู่กลไกพิสูจน์ว่านวัตกรรมขายและใช้ได้จริง
เหตุผลสำคัญของการปรับเกณฑ์อยู่ที่บทบาทของบัญชีนวัตกรรมไทยในระยะต่อไป NIA ต้องการให้ภาครัฐเป็น “ตลาดเริ่มต้น” ที่ช่วยให้นวัตกรรมไทยมีโอกาสเข้าสู่การใช้งานจริง แต่ไม่ได้ต้องการให้ตลาดภาครัฐเป็นปลายทางของนวัตกรรมทั้งหมด
ที่ผ่านมา NIA ระบุว่ายังขาดข้อมูลติดตามว่า ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นบัญชีแล้วถูกนำไปใช้งานหรือสร้างยอดขายจริงมากน้อยเพียงใด จึงเตรียมสร้างระบบติดตามและประเมินผล เพื่อดูว่ากลไกดังกล่าวทำงานได้จริงหรือไม่
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อคุณภาพของบัญชีโดยตรง เพราะหากมีผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบจำนวนมาก แต่มีเพียงส่วนน้อยที่สามารถขายหรือถูกนำไปใช้งานจริง ก็สะท้อนว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนผลิตภัณฑ์ แต่เป็นเรื่อง การเชื่อมต่อระหว่างนวัตกรรมกับตลาด
NIA จึงต้องการใช้ข้อมูลการใช้งานจริงกลับมาเป็น Feedback เพื่อประเมินว่ากลุ่มอุตสาหกรรมใดเข้าสู่ตลาดได้ดี กลุ่มใดยังมีข้อจำกัด และจุดใดของระบบที่ต้องปรับปรุง โดยยังอยู่ระหว่างขอข้อมูลย้อนหลัง จึงยังไม่มีตัวเลขสรุปการใช้งานจริงของบัญชีในอดีตออกมาในขณะนี้

อายุบัญชีใหม่ 5+3 ปี ลดความเสี่ยง “นวัตกรรมหมดอายุ”
อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือระยะเวลาการขึ้นบัญชี จากระบบเดิมที่อยู่ได้ 8 ปี เป็น 5 ปีในช่วงแรก และสามารถต่ออายุได้ไม่เกิน 3 ปี สำหรับการต่ออายุจะมีการพิจารณาอีกครั้งว่านวัตกรรมนั้นยังมีความเป็นนวัตกรรมอยู่หรือไม่ รวมถึงดูอุตสาหกรรมเป้าหมายและ Impact ที่เกิดขึ้น
แนวคิดนี้เกิดจากความเร็วของเทคโนโลยีและตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมในวันที่ขึ้นบัญชีอาจสูญเสียความใหม่ในอีกไม่กี่ปีต่อมา
ดังนั้น การกำหนด 5+3 ปีจึงไม่ได้เป็นเพียงการลดระยะเวลาการขึ้นบัญชี แต่เป็นการสร้าง จุดตรวจสอบคุณภาพอีกครั้ง เพื่อคัดกรองว่านวัตกรรมใดยังตอบโจทย์ประเทศและยังมีความเป็นนวัตกรรม ขณะเดียวกันก็ลดความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์ซึ่งหมดความเป็นนวัตกรรมแล้วจะอยู่ในระบบต่อไปโดยอัตโนมัติ
ผอ.NIA ยังมองว่าช่วงเวลาที่ภาครัฐให้แต้มต่อแก่นวัตกรรมควรมีขอบเขต ไม่ควรเป็นสิทธิที่อยู่ “ตลอดไป” เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างตลาดที่สามารถแข่งขันได้ และขยายจากตลาดภาครัฐไปสู่ตลาดเอกชนและตลาด Global

ไม่ได้เข้มขึ้นแค่เกณฑ์ แต่ปรับกระบวนการให้ตรวจสอบได้
นอกจากเกณฑ์ 6 มิติแล้ว NIA ยังปรับกระบวนการพิจารณาให้มีขั้นตอนที่ชัดเจนขึ้น ผู้สมัครสามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ โดยมีการ Pre-screen เอกสารก่อนชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งยังอยู่ที่ 30,000 บาท จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญ 2 คน และคณะกรรมการคัดกรอง โดยกำหนดให้มีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเป็นประธาน ขณะที่ผู้อำนวยการ NIA เป็นเพียงหนึ่งในกรรมการ และมีการวางระบบจัดการกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)
กระบวนการดังกล่าวเชื่อมโยงกับการย้ายภารกิจบัญชีนวัตกรรมไทยจาก สวทช. มายัง NIA โดย NIA ให้เหตุผลว่าต้องการลดความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก สวทช. มีบทบาททั้งด้านการวิจัยและการทำงานวิจัยให้ภาคเอกชน ขณะที่ NIA ทำหน้าที่ส่งเสริมระบบนวัตกรรมและไม่ได้ทำวิจัยหรือมีบริษัทของตัวเอง
ตั้งเป้าพิจารณาไม่เกิน 90 วัน แต่ต้องพร้อมทั้งเอกสารและมาตรฐาน
สำหรับคำขอใหม่ตั้งแต่ 1 ตุลาคม NIA ระบุว่า หากเอกสารและหลักฐานประกอบครบถ้วน จะกำหนดกรอบการพิจารณาไว้ไม่เกิน 90 วัน ก่อนส่งต่อให้สำนักงบประมาณตรวจสอบด้านราคาและดำเนินการประกาศบัญชี ขณะที่ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องมือแพทย์และยาจะต้องผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ด้วย
กรอบ 90 วันนี้เป็นอีกจุดที่ NIA ต้องการแก้ปัญหาจากระบบเดิม โดยผู้บริหารระบุว่า แม้เดิมจะมีกรอบ 90 วัน แต่ในทางปฏิบัติบางกรณีใช้เวลานานกว่านั้นมาก จึงออกแบบกระบวนการใหม่ให้เร็วขึ้น โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือเอกสาร หลักฐาน และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องต้องพร้อม

ส่วนคำขอที่ยื่นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม รวมถึงคำขอที่อยู่ระหว่างการพิจารณา จะยังใช้หลักเกณฑ์เดิม ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนอยู่แล้วจะยังคงใช้เงื่อนไขเดิม เพื่อไม่ให้เกิดความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ยื่นในแต่ละช่วงเวลา
ตลาดภาครัฐยังสำคัญ แต่เป้าหมายถัดไปคือเอกชนและ Global Market
บัญชีนวัตกรรมไทยยังคงมีบทบาทในการเปิดทางให้นวัตกรรมเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยหากมีผู้ประกอบการเพียงรายเดียวสามารถใช้วิธีจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจงได้ ขณะที่กรณีมีหลายรายสามารถเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกได้ นอกจากนี้ NIA ยังกล่าวถึงหลักการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่กำหนดสัดส่วน 30% ซึ่งเป็นอีกกลไกที่ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ
แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่าคือทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่หยุดอยู่ที่ตลาดภาครัฐ NIA ระบุว่ากำลังหารือกับภาคเอกชน รวมถึงกลุ่มธุรกิจการแพทย์อย่าง BDMS และเปิดโอกาสให้นวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยในรูปแบบ Spin-off หรือ Startup เข้าสู่กลไกดังกล่าวได้ ขณะเดียวกันยังเตรียมใช้กลไก Sandbox และ Market Expansion เพื่อเชื่อมผู้พัฒนานวัตกรรมกับผู้ใช้งาน
นั่นทำให้บทบาทของตลาดภาครัฐถูกวางใหม่จาก “ตลาดปลายทาง” เป็น ตลาดแรกที่ช่วยพิสูจน์การใช้งานและสร้างโอกาสทางการตลาด ก่อนที่ผู้ประกอบการจะต้องแข่งขันและขยายไปยังตลาดอื่น
ทำให้ “ผ่าน 6 มิติ” แล้วไปถึงตลาดจริง
ปัจจุบันบัญชีนวัตกรรมไทยมีผลิตภัณฑ์ขึ้นทะเบียนอยู่ประมาณ 900 กว่ารายการ ตามข้อมูลที่ NIA อ้างอิงจาก สวทช. ขณะที่ยังมีคำขอค้างอยู่เกือบ 100 รายการ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและเคลียร์ข้อมูล จึงไม่ควรตีความเป็นตัวเลขสุดท้ายของระบบ
โครงสร้างของรายการที่มีอยู่ยังค่อนข้างกระจุกตัวในกลุ่มการแพทย์และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ซอฟต์แวร์ AgTech อาหาร และเกษตรยังมีสัดส่วนไม่มาก NIA จึงต้องการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมจากอุตสาหกรรมเหล่านี้เพิ่มขึ้น พร้อมเร่งสื่อสารให้ผู้ประกอบการเข้าใจว่าการเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทยมีประโยชน์อย่างไร
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของเกณฑ์ใหม่จึงไม่ได้วัดเพียงว่า NIA สามารถคัดกรองผลิตภัณฑ์ได้เข้มขึ้นแค่ไหน แต่ต้องวัดต่อว่า นวัตกรรมที่ผ่าน 6 มิติ สามารถเข้าสู่ตลาด ถูกนำไปใช้จริง สร้างมูลค่า และขยายจากตลาดภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนและตลาด Global ได้มากน้อยเพียงใด โดย NIA เปิดรับคำขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยผ่านเว็บไซต์ https://nid.nia.or.th/ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้น

เพราะหากบัญชีนวัตกรรมไทยต้องการเป็นมากกว่ารายชื่อสินค้า จุดวัดผลที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “มีนวัตกรรมอยู่ในบัญชีกี่รายการ” แต่คือ นวัตกรรมเหล่านั้นถูกนำไปใช้จริงและสร้างผลกระทบได้มากแค่ไหน



