ไทยติดอันดับ 44 ของโลก ขยับขึ้น 1 อันดับใน Global Innovation Index 2026 NIA เผย สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างที่ไทยต้องเร่งแก้ ทั้งกฎระเบียบ การศึกษา การลงทุน R&D และการเปลี่ยนนวัตกรรมสู่ผลผลิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเปลี่ยนบทบาท NIA จาก “ผู้ให้ทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” วางกลไกสนับสนุน Startup ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนถึง Scale-up
โจทย์ใหญ่ของระบบนวัตกรรมไทยวันนี้อาจไม่ใช่การสร้าง “นวัตกรรมให้มากขึ้น” เพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ เงินลงทุนด้าน R&D ความรู้ เทคโนโลยี และผู้ประกอบการ สามารถไหลผ่านระบบไปจนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ชี้ว่า สิ่งที่ไทยต้องกลับมาดูตั้งแต่ต้นทางคือประสิทธิผลของงบประมาณการศึกษาและการวิจัยและพัฒนา (R&D) ว่าเม็ดเงินที่ลงไปสร้างผลกระทบอะไรขึ้นมาบ้าง ก่อนเชื่อมต่อกับการปรับกฎระเบียบและโครงสร้างหน่วยงานให้ระบบทำงานได้คล่องตัวขึ้น
โจทย์ดังกล่าวสอดคล้องกับภาพจาก Global Innovation Index 2026 (GII 2026) ที่แม้ไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 44 จาก 139 เศรษฐกิจ แต่เมื่อแยกองค์ประกอบจะเห็นความแตกต่างระหว่างจุดแข็งด้านผลผลิตนวัตกรรมกับข้อจำกัดด้านปัจจัยและโครงสร้างที่ยังต้องเร่งพัฒนา

ช่องว่างเชิงโครงสร้าง ทำให้นวัตกรรมไปไม่สุดทาง
ในมุมของ NIA การแก้โจทย์นวัตกรรมไทยต้องเริ่มจากการมองทั้ง “ระบบ” มากกว่าการเพิ่มจำนวนโครงการหรือเม็ดเงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว
ประเด็นแรกคือ การศึกษาและทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นฐานของการสร้างนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการเทคโนโลยี ขณะที่ประเด็นที่สองคือ R&D ซึ่งต้องวัดให้ไกลกว่าจำนวนเงินที่ลงทุน แต่ต้องดูด้วยว่าเงินเหล่านั้นนำไปสู่ผลงาน เทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา หรือธุรกิจที่สร้างผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด
ดร.กริชผกา เสนอให้กลับมาตรวจสอบว่า งบประมาณด้านการศึกษาที่ลงไปถึงผู้เรียนจริงมากน้อยเพียงใด และเงินวิจัยและพัฒนาที่ลงทุนไปสร้าง Impact อะไรขึ้นมา ก่อนพิจารณาการปรับโครงสร้างองค์กร
อีกโจทย์สำคัญคือ กฎระเบียบ เพราะแม้จะมีเงินทุนและเทคโนโลยี แต่หากกฎเกณฑ์ทำให้การลงทุน การทดลอง การทำธุรกิจ หรือการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงติดขัด นวัตกรรมก็ไม่สามารถไหลจากต้นน้ำไปสู่ตลาดได้เต็มศักยภาพ
ดังนั้น การปรับกฎระเบียบจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลดขั้นตอนราชการ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถของระบบในการส่งต่อเงินทุน ความรู้ และเทคโนโลยีไปยังผู้ประกอบการและตลาด

ดร.กริชผกา ระบุว่า การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการดูข้อมูลว่าเงินไหลไปที่ใดและสร้างผลลัพธ์อย่างไร จากนั้นจึงพิจารณาว่ากฎหมาย กฎระเบียบ และโครงสร้างองค์กรส่วนใดควรได้รับการปรับ
GII 2026 สะท้อนว่าไทยสร้างผลผลิตได้ แต่ฐานระบบยังมีช่องว่าง
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านผล Global Innovation Index 2026 (GII) 2026 ซึ่งจัดทำโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)
ปีนี้ไทยอยู่อันดับ 44 จาก 139 เศรษฐกิจ ขยับขึ้น 1 อันดับจากอันดับ 45 ในปี 2025 โดยอยู่ในอันดับ 3 ของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง และอันดับ 10 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก และโอเชียเนีย แต่ตัวเลขอันดับรวมไม่ได้สะท้อนภาพทั้งหมด
ไทยอยู่ที่อันดับ 46 ด้าน Innovation Inputs เท่ากับปีก่อน ขณะที่ Innovation Outputs ขยับขึ้นมาอันดับ 41 จากอันดับ 43 ในปีก่อน แปลในเชิงโครงสร้างได้ว่าไทยมีความสามารถในการเปลี่ยนปัจจัยนำเข้าและทรัพยากรด้านนวัตกรรมให้เกิดผลผลิตได้ระดับหนึ่ง แต่ฐานปัจจัยสนับสนุนยังเป็นโจทย์ที่ต้องพัฒนา
เมื่อแยกรายด้าน WIPO ระบุว่า จุดแข็งของไทยอยู่ที่ Market Sophistication อันดับ 27, Knowledge and Technology Outputs อันดับ 38, Business Sophistication อันดับ 41 และ Creative Outputs อันดับ 44 ขณะที่ด้านที่อยู่ต่ำกว่าคะแนนรวม ได้แก่ Institutions อันดับ 80, Infrastructure อันดับ 58 และ Human Capital and Research อันดับ 55

โดยเฉพาะด้าน Institutions ที่ลดลงจากอันดับ 76 เป็น 80 เป็นสัญญาณที่ต้องจับตา เพราะสะท้อนว่าสภาพแวดล้อมเชิงสถาบันยังเป็นหนึ่งในข้อจำกัดของระบบนวัตกรรมไทย
ขณะเดียวกัน ผลผลิตด้านความรู้และเทคโนโลยีของไทยขยับขึ้นมาอันดับ 38 จากอันดับ 44 ในปีก่อน และการสร้างความรู้ขยับจากอันดับ 48 เป็น 35 สะท้อนว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในการสร้างผลผลิตจากฐานความรู้และเทคโนโลยี
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ควรถูกตีความเพียงว่า “ไทยขึ้นอันดับ GII” แต่ควรถามต่อว่า ทำอย่างไรให้ผลผลิตเหล่านี้ถูกนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจ ทรัพย์สินทางปัญญา ผลิตภัณฑ์ และตลาดที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น
จาก R&D สู่ตลาด ต้องปิดช่องว่างระหว่าง “มีเทคโนโลยี” กับ “สร้างธุรกิจ”
เมื่อโจทย์อยู่ที่การเปลี่ยนผลผลิตนวัตกรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ระบบสนับสนุนจึงต้องไม่หยุดอยู่ที่การให้ทุนเพื่อพัฒนาโครงการหรือสร้างต้นแบบ

NIA กำลังขยับไปสู่การเชื่อมองค์ประกอบหลายส่วนเข้าด้วยกัน ทั้ง ความรู้ เทคโนโลยี ผู้ประกอบการ เงินทุน และตลาด โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีศักยภาพสูง การเข้าถึงพื้นที่ทดสอบและทดลองใช้งานจริง การเชื่อมต่อกับ VC, CVC และนักลงทุนระดับโลก รวมถึงการทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่เพื่อช่วยให้โซลูชันของ Startup ถูกนำไปใช้จริง
นี่เป็นการเปลี่ยนโจทย์จาก “ทำอย่างไรให้เกิดนวัตกรรม” ไปสู่คำถามว่า “ทำอย่างไรให้นวัตกรรมเดินทางจากห้องวิจัยไปถึงตลาดและเติบโตเป็นธุรกิจได้”
เพราะหาก Startup สามารถสร้างเทคโนโลยีได้ แต่ไม่มีเงินทุนในช่วงต่อไป ไม่มีลูกค้าทดสอบ ไม่มีบริษัทขนาดใหญ่ช่วย Validate หรือไม่สามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศ นวัตกรรมนั้นก็อาจหยุดอยู่ที่ระดับต้นแบบหรือธุรกิจขนาดเล็ก
วางระบบทุนให้ Startup ไม่สะดุดเมื่อเปลี่ยนช่วงการเติบโต
อีกแนวทางที่ NIA กำลังผลักดันคือการเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ให้ทุน” ไปสู่ “ผู้ร่วมลงทุน” เพื่ออุดช่องว่างเงินทุนในแต่ละช่วงของการเติบโตของ Startup แนวคิดสำคัญคือไม่ใช้เครื่องมือทางการเงินแบบเดียวกับ Startup ทุกระยะ แต่สร้างกลไกที่ต่อเนื่องตั้งแต่ธุรกิจระยะเริ่มต้น ไปจนถึงธุรกิจที่กำลังขยายตัว

สำหรับ Startup ระยะ Seed ถึง Series A NIA วางกลไก Corporate Co-funding เพื่อร่วมลงทุนกับธุรกิจที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นและกำลังเติบโต โดยกำหนดกรอบธุรกิจที่มีรายได้ประมาณ 0.5–20 ล้านบาท
เมื่อธุรกิจขยับขึ้นสู่ Series A ถึง Pre-IPO จะมีกลไก NIA PE Trust เพื่อรองรับการร่วมลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ โดยกำหนดกรอบรายได้ประมาณ 20–100 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมี Holding Company สำหรับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านบริษัทโฮลดิ้งของสถาบันการศึกษาหรือภาคเอกชน รวมถึง Fund of Funds เพื่อเชื่อมต่อกับระบบกองทุนในวงกว้างขึ้น
ขณะที่จากรายละเอียดทิศทางการทำงานปี 2569–2570 ที่ NIA ให้ข้อมูลต่อสื่อ กลไกทุนยังถูกออกแบบให้ครอบคลุม Startup ตั้งแต่ระยะ “Baby” ที่ยังไม่ควรรับเงินลงทุนแบบแลกหุ้น ไปจนถึงธุรกิจที่เติบโตแล้ว โดยระยะเริ่มต้นสามารถใช้ทุนให้เปล่าเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจ ก่อนเชื่อมต่อไปยัง Holding หรือ Corporate Co-funding และเมื่อเติบโตขึ้นจึงเข้าสู่กลไกลงทุนขนาดใหญ่ขึ้น
ภาพที่ NIA ต้องการสร้างจึงเป็น Funding Continuum ที่ช่วยลดปัญหา Startup ต้องเริ่มหาแหล่งเงินทุนใหม่ทุกครั้งที่ธุรกิจเปลี่ยนระยะ
เงินทุนอย่างเดียวไม่พอ ต้องจับคู่กับ “ตลาด”
อีกส่วนที่น่าสนใจคือ NIA ต้องการขยับบทบาทจากการเป็นพื้นที่สำหรับ Pitching ไปสู่การเป็น Matching Point ระหว่าง Startup กับภาคอุตสาหกรรม
แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมทั้งการจับคู่ด้านเงินลงทุนและการจับคู่ด้านตลาด เพราะสำหรับ Startup เทคโนโลยี การมีเงินทุนเป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งของการเติบโต แต่การมีลูกค้า ผู้ใช้งานจริง และบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาร่วมทดสอบหรือใช้โซลูชัน เป็นอีกเงื่อนไขที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถ Scale ได้
NIA ระบุ 5 กลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ เกษตรและอาหาร สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เศรษฐกิจหมุนเวียน AI และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงระหว่าง Startup เทคโนโลยีกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
ในอีกด้านหนึ่ง NIA ยังได้รับบทบาทในการตรวจสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์และบริการที่จะเข้าสู่ บัญชีนวัตกรรมไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งถูกวางให้เป็นอีกกลไกสำหรับเชื่อมงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริง โดยภาครัฐสามารถทำหน้าที่เป็นตลาดเริ่มต้น ก่อนต่อยอดไปสู่ตลาดเอกชน

โจทย์ต่อไปคือวัดว่า “เงิน 1 บาทสร้างมูลค่าได้เท่าไร”
หากมองภาพรวมของระบบนวัตกรรมไทยจาก GII 2026 จะเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ “ไม่มีผลผลิตจากนวัตกรรม” แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่การทำให้ระบบต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำเชื่อมต่อกันมากขึ้น
- ต้นน้ำคือ การศึกษา ทุนมนุษย์ และ R&D
- กลางน้ำคือ กฎระเบียบ เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างธุรกิจ
- ส่วนปลายน้ำคือ ตลาด การใช้งานจริง การขยายธุรกิจ ทรัพย์สินทางปัญญา และมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ดร.กริชผกา มองว่า ประเทศไทยมีหลายสิ่งที่รู้แล้วว่าควรทำ แต่โจทย์สำคัญคือการทำให้เกิดขึ้นจริง และ NIA ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงระบบได้เพียงหน่วยงานเดียว จำเป็นต้องมีหน่วยงานรัฐและผู้กำกับดูแลเข้ามาร่วมปลดล็อก
ดังนั้น ตัวชี้วัดความสำเร็จของระบบนวัตกรรมไทยในระยะต่อไปอาจต้องขยับจากการถามว่า “ประเทศไทยอยู่อันดับเท่าไร” ไปสู่คำถามที่ลึกกว่า เช่น เงิน R&D สร้างผลกระทบมากน้อยเพียงใด งานวิจัยถูกนำไปใช้จริงแค่ไหน Startup เติบโตและระดมทุนต่อได้หรือไม่ และเทคโนโลยีไทยสามารถสร้างรายได้ ตลาด และความสามารถในการแข่งขันระดับโลกได้มากเพียงใด
เพราะท้ายที่สุด ช่องว่างของนวัตกรรมไทยไม่ได้อยู่ที่การไม่มีไอเดียหรือไม่มีเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ทั้งระบบตั้งแต่การศึกษา R&D กฎระเบียบ เงินทุน ไปจนถึงตลาด ทำงานต่อเนื่องกันจนเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง




