เปิดค่า Emission Factor ไทยฉบับล่าสุด ตัวแปรสำคัญคำนวณคาร์บอนเครดิต และการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ การประกาศค่า EF ล่าสุดโดย อบก. ช่วยให้การคำนวณคาร์บอนเครดิตของประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน และรองรับการเติบโตของตลาดคาร์บอน รวมถึงการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของไทยในอนาคต
การเดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยีหรือพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัย “เครื่องมือทางวิชาการ” ที่ใช้วัดผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแม่นยำ หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดคือ ค่า Emission Factor (EF) ซึ่งถูกใช้ในการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและการใช้ไฟฟ้าในโครงการลดการปล่อยคาร์บอน
ล่าสุด องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ได้ประกาศค่า Emission Factor สำหรับโครงการและกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก ฉบับใหม่ โดยมีผลประกาศใช้วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เพื่อใช้เป็นมาตรฐานสำหรับการคำนวณคาร์บอนในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย
Emission Factor คืออะไร ทำไมจึงสำคัญต่อคาร์บอนเครดิต
Emission Factor (EF) คือค่าที่ใช้แสดง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาต่อหน่วยกิจกรรม เช่น ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตหรือใช้ โดยมักมีหน่วยเป็น ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า / เมกะวัตต์ชั่วโมง (tCO₂/MWh)
ตัวเลขนี้มีบทบาทสำคัญในการคำนวณ 3 ส่วนหลัก ได้แก่
- Baseline Emissionปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีฐาน
- Project Emission ปริมาณการปล่อยก๊าซจริงจากโครงการ
- Emission Reduction ปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น
ค่าดังกล่าวจึงเป็นพื้นฐานของระบบ คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) และการรายงาน ESG / Net Zero

ระบบคาร์บอนเครดิตไทยใช้ Emission Factor อย่างไร
ประเทศไทยพัฒนากลไกการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจหลัก 2 ระบบ ได้แก่
1. โครงการ T-VER
Thailand Voluntary Emission Reduction Program
2. โครงการ LESS
Low Emission Support Scheme
ทั้งสองโครงการใช้ค่า Emission Factor ของไฟฟ้า ในการคำนวณปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกของกิจกรรม เช่น
- พลังงานหมุนเวียน
- การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน
- โครงการประหยัดไฟฟ้า
- การผลิตไฟฟ้าทดแทน
ค่า Emission Factor สำหรับโครงการ Premium T-VER
สำหรับ โครงการ Premium T-VER อบก.กำหนดให้ใช้ค่า EF ที่อิงกับแนวคิด Below Business as Usual (Below BAU) ซึ่งใช้ข้อมูลจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ในระบบสายส่งไฟฟ้า
ค่า EF สำหรับการผลิต/ใช้ไฟฟ้า

ค่าเหล่านี้ใช้เป็นตัวแปรสำคัญในการคำนวณคาร์บอนเครดิตสำหรับโครงการระดับพรีเมียม
ค่า Emission Factor สำหรับ Standard T-VER และ LESS
สำหรับโครงการ Standard T-VER และ LESS จะใช้ค่า EF จากระบบสายส่งไฟฟ้าและข้อมูลพลังงานฟอสซิลของประเทศ
1. สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้า (Supply Side)

ค่า EF นี้ใช้คำนวณ Baseline Emission สำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียน เช่น Solar Farm, Wind Power, Biomass Power
ที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อขายเข้าระบบสายส่ง
โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล

ใช้สำหรับการคำนวณ Baseline Emission ของโครงการที่เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าฟอสซิลประสิทธิภาพสูง การปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าเดิม
สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้า (Demand Side)
ค่า Emission Factor สำหรับการใช้ไฟฟ้า

ค่า EF นี้ถูกใช้ในหลายกรณี เช่น
1. โครงการพลังงานหมุนเวียนใช้เอง
เช่น Solar Rooftop, Private PPA
2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน
เช่น เครื่องทำน้ำเย็นประสิทธิภาพสูง ระบบปรับอากาศประหยัดพลังงาน
3. การคำนวณการปล่อยก๊าซจากการดำเนินโครงการ
ธุรกิจที่ต้องใช้ Emission Factor มากที่สุด

ค่า EF ไฟฟ้ามีผลต่อหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องการ
- ทำ Carbon Footprint Organization (CFO)
- พัฒนาโครงการ Carbon Credit
- รายงาน ESG / Sustainability Report
- ตั้งเป้า Net Zero / Carbon Neutrality
กลุ่มธุรกิจที่ใช้ค่า EF สูง ได้แก่ พลังงาน อุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ Data Center โลจิสติกส์ และ ธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าสูง
แนวโน้ม Emission Factor ไทยสะท้อนอะไร
การเปลี่ยนแปลงของค่า EF ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนแนวโน้มสำคัญของระบบพลังงานไทย ได้แก่
1. สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ทำให้ค่า EF โดยรวมมีแนวโน้มลดลง
2. ประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าดีขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ
3. การเตรียมตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะส่งผลต่อ การลงทุนพลังงานสะอาด ตลาดคาร์บอนเครดิต และมาตรฐาน ESG ของบริษัทจดทะเบียน
Emission Factor ของไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดของระบบคำนวณคาร์บอนในประเทศไทย โดยถูกใช้ในโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น T-VER และ LESS
การประกาศค่า EF ล่าสุดโดย อบก. ช่วยให้การคำนวณคาร์บอนเครดิตของประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน และรองรับการเติบโตของตลาดคาร์บอน รวมถึงการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของไทยในอนาคต

