โรงพยาบาลยันฮี สบโอกาส ทุ่มทุน 100 ล้าน เจาะตลาด LGBTQ+ Healthcare ผลักดันองค์กรสู่ยุทธศาสตร์ของ Medical Tourism ขยายบริการ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพและความหลากหลายทางเพศระยะยาว ทั้งไทยและต่างประเทศ เผยคู่แข่งเพียบ หากแแแต่เจาะตลาดด้านโซลูชั่นที่แตกต่าง
สนามการแข่งขันของธุรกิจโรงพยาบาล กำลังขยายสู่การพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ซึ่งเป็นตลาดสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก กรณีของ โรงพยาบาลยันฮี สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนด้าน LGBTQ+ Healthcare ไม่ใช่เพียงการเพิ่มบริการใหม่ แต่เป็นการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น LGBTQ+ Medical Hub ของเอเชีย พร้อมต่อยอดรายได้จาก Medical Tourism และอุตสาหกรรมสุขภาพระยะยาว
การแข่งขันเปลี่ยนจาก “ศัลยกรรม” สู่ “ระบบดูแลสุขภาพตลอดชีวิต”
โรงพยาบาลยันฮี จากศัลยกรรมความงามและศัลยกรรมตกแต่ง ได้ขยายทิศทางใหม่ไปสู่การพัฒนาระบบบริการสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศแบบครบวงจร ภายใต้ Yanhee Support Pride Center ภายใต้แนวคิด One Roof Service ครอบคลุม การประเมินสุขภาพจิต การรักษาด้วยฮอร์โมน การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ ศัลยกรรมเฉพาะทาง การปรับเสียง การติดตามสุขภาพระยะยาว รวมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตหลังการรักษา

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสุขภาพโลก จากการรักษาเฉพาะเหตุการณ์ ไปสู่การดูแลผู้รับบริการในทุกช่วงชีวิต
ต่างชาติคือแรงขับสำคัญของตลาด LGBTQ+ Healthcare ไทย
ข้อมูลของโรงพยาบาลระบุว่า ผู้รับบริการส่วนใหญ่ในบริการยืนยันเพศสภาพเป็นชาวต่างชาติ โดย
- การผ่าตัด Male to Female : 74% เป็นชาวต่างชาติ
- การผ่าตัด Female to Male : 55% เป็นชาวต่างชาติ
ประเทศหลักที่เดินทางเข้ารับบริการ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย

Pride Economy ไม่ได้สร้างรายได้จากการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว
หนึ่งในประเด็นสำคัญของตลาดนี้คือ รายได้ระยะยาว (Lifetime Healthcare Value) ผู้รับบริการที่เข้าสู่กระบวนการยืนยันเพศสภาพยังต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง เช่น การติดตามระดับฮอร์โมน การตรวจสุขภาพเฉพาะทาง การดูแลสุขภาพจิต การตรวจคัดกรองโรคตามช่วงอายุ และการติดตามอวัยวะที่ได้รับการผ่าตัด หมายความว่าผู้รับบริการหนึ่งรายสามารถสร้างรายได้ให้ระบบสุขภาพได้ต่อเนื่องหลายสิบปี ต่างจากการรักษาที่จบเพียงครั้งเดียว
นอกจากนี้ ยังสร้างเม็ดเงินต่อเนื่องให้กับ โรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร การท่องเที่ยว Wellness และบริการฟื้นฟูสุขภาพ จึงทำให้หลายประเทศเริ่มมอง Pride Economy เป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้าน Medical Tourism
เกมใหม่ของธุรกิจโรงพยาบาลไทย
1. การแข่งขันจะย้ายจาก “ราคา” ไปสู่ “ประสบการณ์ผู้รับบริการ”
ตลาด LGBTQ+ Healthcare ต้องอาศัยทีมแพทย์สหสาขา การติดตามระยะยาว และความเข้าใจความหลากหลายทางเพศ ทำให้การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ค่าผ่าตัดเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของระบบบริการทั้งหมด

2. Medical Tourism จะขยายจากศัลยกรรมสู่การรักษาระยะยาว
หากประเทศไทยสามารถรักษาผู้รับบริการต่างชาติให้กลับมาติดตามผลต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวมากกว่ารูปแบบ Medical Tourism แบบเดิมที่จบภายในทริปเดียว
3. ประเทศไทยมีแต้มต่อ แต่ยังเผชิญข้อจำกัด
แม้ประเทศไทยได้รับการยอมรับด้านศัลยกรรมยืนยันเพศสภาพ จากประสบการณ์ของแพทย์ไทยที่สั่งสมมายาวนาน แต่ยังมีความท้าทายหลายด้าน ได้แก่ บุคลากรเฉพาะทางยังไม่เพียงพอ จำนวนศัลยแพทย์และจิตแพทย์เฉพาะทางยังจำกัด ระบบประกันสุขภาพยังไม่รองรับบริการหลายประเภท และกฎหมายบางส่วนยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีความหลากหลายทางเพศ หากไม่เร่งพัฒนา ประเทศคู่แข่งในเอเชียอาจเข้ามาแบ่งส่วนแบ่งตลาดได้ในอนาคต
4 ปัจจัยที่ไทยต้องเร่งพัฒนา หากต้องการเป็น LGBTQ+ Medical Hub
พญ.สิรินทรา สัมฤทธิวนิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลยันฮี เสนอว่า ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการใน 4 ด้าน ได้แก่
- เพิ่มบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทาง
- สนับสนุนงานวิจัยและองค์ความรู้ด้าน LGBTQ+ Healthcare
- พัฒนาสภาพแวดล้อมทางกฎหมายและสังคมที่เอื้อต่อความเท่าเทียม
- เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและประกันสุขภาพให้ผู้ข้ามเพศเข้าถึงบริการได้มากขึ้น

ยันฮีลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ขยายบริการถึงปี 2570
โรงพยาบาลยันฮีประกาศแผนลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท ในช่วงปี 2566-2570 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงพื้นที่บริการ และขยายแพลตฟอร์มการดูแลสุขภาพสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ตลาด Medical Tourism ของไทยมีผู้เล่นหลักหลายราย ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลเลือกวางตำแหน่งธุรกิจแตกต่างกันอย่างชัดเจน (ดูรายละเอียดในตาราง)

ปัจจุบัน Kamol Hospital ถือเป็นคู่แข่งโดยตรงในตลาดศัลยกรรมยืนยันเพศ เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและสร้างแบรนด์ในตลาดนี้มานาน ขณะที่ Bumrungrad และ Bangkok Hospital แข่งขันผ่านความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายผู้ป่วยต่างชาติและบริการรักษาโรคซับซ้อน ส่วน Yanhee อยู่ในตำแหน่งที่แตกต่าง เพราะมีฐานลูกค้าศัลยกรรมความงามจำนวนมาก ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่บริการด้าน LGBTQ+ Healthcare ได้ง่ายกว่าโรงพยาบาลทั่วไป
จุดแข็งของยันฮี คือ “Cross Selling” มากกว่าการผ่าตัด
หากมองในเชิงธุรกิจ การขยายบริการ LGBTQ+ Healthcare ของยันฮี ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มบริการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเพิ่ม Lifetime Value ของผู้รับบริการ
ลูกค้าที่เดินทางมาผ่าตัดยืนยันเพศหนึ่งราย ยังมีความต้องการบริการต่อเนื่องอีกหลายประเภท เช่น ฮอร์โมนระยะยาว ศัลยกรรมตกแต่งเพิ่มเติม เวชศาสตร์ชะลอวัย ดูแลผิวพรรณ ทันตกรรม Wellness รวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปี
จุดแข็งนี้ทำให้ยันฮีสามารถสร้างรายได้จากผู้รับบริการรายเดิมได้ต่อเนื่อง ต่างจากโมเดลที่เน้นการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว
ในเชิงธุรกิจ นี่คือการเปลี่ยนจาก Procedure-based Revenue ไปสู่ Recurring Healthcare Revenue ซึ่งเป็นโมเดลที่โรงพยาบาลทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น

ความท้าทายของยันฮี ไม่ใช่คู่แข่งไทย แต่คือโรงพยาบาลระดับภูมิภาค
แม้ประเทศไทยยังได้รับการยอมรับในฐานะจุดหมายด้าน Medical Tourism แต่การแข่งขันกำลังเปลี่ยนไป
โรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น Bumrungrad, Bangkok Hospital (BDMS) และ Samitivej มีความได้เปรียบจากเครือข่ายผู้ป่วยต่างชาติ ระบบประกันสุขภาพ และการลงทุนด้านเทคโนโลยี ขณะที่โรงพยาบาลเฉพาะทางอย่าง Kamol Hospital มีภาพลักษณ์ที่แข็งแรงในตลาดศัลยกรรมยืนยันเพศสภาพโดยตรง
ดังนั้น หากยันฮีต้องการก้าวสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub ระดับภูมิภาค การแข่งขันในระยะต่อไปอาจไม่ได้อยู่ที่ “คุณภาพการผ่าตัด” เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง การสร้างเครือข่ายผู้ป่วยต่างประเทศ ความร่วมมือกับบริษัทประกันสุขภาพ Telemedicine และการติดตามผู้ป่วยหลังการรักษา การสร้างแบรนด์ในตลาดต่างประเทศ และการเผยแพร่งานวิจัยและผลงานวิชาการระดับนานาชาติ
การลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ของยันฮี จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการขยายศูนย์บริการใหม่ แต่เป็นการวางตำแหน่งองค์กรเพื่อเข้าสู่ตลาด LGBTQ+ Healthcare ซึ่งเป็นหนึ่งในเซ็กเมนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดของอุตสาหกรรม Medical Tourism ไทย
หากสามารถเปลี่ยนผู้รับบริการจาก “ลูกค้าศัลยกรรม” ไปสู่ “ผู้รับบริการสุขภาพตลอดชีวิต” ได้สำเร็จ ยันฮีจะมีความได้เปรียบในการสร้างรายได้ต่อราย (Lifetime Value) สูงขึ้น พร้อมต่อยอดไปยังธุรกิจ Wellness เวชศาสตร์ชะลอวัย และการดูแลสุขภาพระยะยาว ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด Medical Tourism กำลังมุ่งหน้าไป

