“เซ็นทรัล ทำ” ยกระดับสู่ Holistic Shared Value Ecosystem ปั้น วิสาหกิจชุมชนบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เป็นต้นแบบพัฒนาชุมชนคาร์บอนต่ำ ชูพืชมูลค่าสูงที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เกษตรอินทรีย์ ไบโอชาร์ และท่องเที่ยวดูดาว สร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน ฟื้นฟูดิน กักเก็บคาร์บอน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ซึ่งเป็นโครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ของการดำเนินงาน พร้อมยกระดับแนวทางการพัฒนาไปสู่ Holistic Shared Value Ecosystem หรือการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน
แนวทางดังกล่าวมุ่งสร้าง “คุณค่าร่วม” (Shared Value) ระหว่างธุรกิจ ชุมชน และระบบนิเวศ เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
หนึ่งในพื้นที่สำคัญของการพัฒนา คือ ตำบลนายางกลัก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งถูกพัฒนาให้เป็น ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน

ผลลัพธ์ 9 ปี “เซ็นทรัล ทำ” สร้างผลกระทบเชิงบวกทั่วประเทศ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่าน 6 แนวทางหลัก ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ในปี 2568 สามารถสร้างผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาส สนับสนุนโรงเรียน 203 แห่ง สร้างงานและอาชีพให้คนพิการ 1,395 คน พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในชุมชนกว่า 150,000 คน เสริมเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนกว่า 2,240 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารกว่า 27,300 ตัน ลดขยะเข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 93,490 ตัน เพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 15,000 ไร่ ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด ติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1,487 จุด ติดตั้งโซลาร์เซลล์ 259 แห่ง ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม 252,176 เมกะวัตต์ชั่วโมง

ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนถึงการบูรณาการความยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ
ยกระดับสู่การพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม 8 มิติ
ในปี 2569 โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ได้ยกระดับสู่โมเดล Holistic Shared Value Ecosystem ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาใน 8 มิติสำคัญ ได้แก่

- พัฒนาการศึกษา เด็ก เยาวชน และการดูแลคนพิการ
- ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสถานที่ผลิต
- ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพ
- เพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างแบรนด์สู่สากล
- พัฒนาศูนย์การเรียนรู้และขยายผลองค์ความรู้
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน
- ขับเคลื่อนชุมชนคาร์บอนต่ำ
- จัดการขยะอย่างเป็นระบบสู่เป้าหมาย Zero Waste

“สวนเทพพนา” ต้นแบบเกษตรคาร์บอนต่ำของไทย
หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบของโมเดลนี้คือ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แมกซิโกในประเทศไทย ซึ่งเป็นสายพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต
การพัฒนาเริ่มจากเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ก่อนต่อยอดสู่ ระบบเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิต เช่น การติดตั้ง ระบบโซลาร์เซลล์ จัดทำธนาคารน้ำใต้ดิน ใช้เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี ควบคุมโรคพืชเพื่อลดสารเคมี แนวทางนี้ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และยกระดับคุณภาพผลผลิตไปพร้อมกัน

นวัตกรรม “ไบโอชาร์” ฟื้นฟูดินและลดคาร์บอน
การพัฒนาเกษตรในพื้นที่ยังเน้นแนวคิด เกษตรคาร์บอนต่ำ
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ ไบโอชาร์ (Biochar) ซึ่งเป็นถ่านชีวภาพที่มีโครงสร้างรูพรุน สามารถ กักเก็บธาตุอาหารในดิน เพิ่มความชื้นในดิน ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และกักเก็บคาร์บอนในดิน แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิตและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

พร้อมกันนี้ ยังมีการใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำบาดาล เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
ได้รับมาตรฐาน Organic Thailand
ปัจจุบัน สวนเทพพนาได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand ซึ่งเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาตรฐานดังกล่าวยืนยันว่า

- ปลอดสารเคมีสังเคราะห์
- ไม่ใช้พืช GMO
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- และต้องผ่านการตรวจสอบตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงกระบวนการแปรรูป

ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์และท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
การพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่ที่เกษตรกรรมเท่านั้น แต่ยังต่อยอดสู่ การเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โครงการได้ก่อสร้าง ศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและผู้เข้าอบรม โดยในปี 2568 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 330,000 คน
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ กิจกรรมดูดาว (Dark Sky Tourism) โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็น Dark Sky Park ปี 2569 โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ แนวทางนี้ ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ธรรมชาติ พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ ทุ่งดอกกระเจียว ผาหำตั้ง ทุ่งคอสโมส แหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนหลักล้านบาทในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว 6,500 ไร่
ภายใต้โมเดล Green Restoration & Low-carbon Model ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน มีการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในจังหวัดชัยภูมิแล้วกว่า 6,500 ไร่ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น วนเกษตร เกษตรอินทรีย์ การอนุรักษ์ป่าชุมชน พร้อมส่งเสริมการปลูกพืชมูลค่าสูง เช่น อะโวคาโดแมคคาเดเมีย ทุเรียน กาแฟโรบัสต้า และพัฒนา ห่วงโซ่คุณค่าไม่เผา (No-burn Value Chain) เพื่อลดปัญหา PM2.5
การปลูกอะโวคาโดในพื้นที่ยังเชื่อมโยงกับแนวคิด เกษตรคาร์บอนต่ำ ผ่านการใช้นวัตกรรม ไบโอชา (Biochar) หรือถ่านชีวภาพ โดยไบโอชาเกิดจากการเผาชีวมวลที่อุณหภูมิประมาณ 450 องศาเซลเซียส ซึ่งช่วยให้ดินสามารถเก็บความชื้นและสารอาหารได้ยาวนานกว่า 100 ปี

นอกจากนี้ ไบโอชายังมีคุณสมบัติสำคัญคือการ ดูดซับคาร์บอนลงสู่ดิน โดยไบโอชา 1 กิโลกรัม สามารถลดคาร์บอนได้ประมาณ 2.5 กิโลกรัม และลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ได้ถึง 40%
นวัตกรรมนี้ยังถูกต่อยอดสู่การพัฒนา ถนนดูดซับคาร์บอน โดยผสมไบโอชากับยางมะตอย ซึ่งเริ่มมีการทดลองใช้แล้วที่โครงการในจังหวัดกระบี่
สร้างรายได้จริงให้ชุมชน
ในปี 2568 วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60 ล้านบาท พร้อมขยายเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย สะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจชุมชนที่เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

หัวใจสำคัญของการพัฒนาไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ แต่คือการ ปรับแนวคิดของเกษตรกร จากการทำเกษตรแบบใช้แรงงานหนักและรายได้ไม่แน่นอน สู่การทำเกษตรที่ใช้ นวัตกรรม ความรู้ และการออกแบบมูลค่า เพื่อให้เกษตรกร ทำงานน้อยลง แต่มีรายได้มากขึ้น พร้อมกับรักษาสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
เซ็นทรัลเชื่อ “ธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมสังคม”
พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเดินควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการ ‘เซ็นทรัล ทำ’ จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือการสร้างคุณค่าร่วมให้ทุกภาคส่วน

หัวใจของความสำเร็จคือการมองการพัฒนาในภาพรวม เชื่อมโยงเศรษฐกิจ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ในระบบเดียวกัน
Holistic Shared Value Ecosystem จึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจและความเข้มแข็งของชุมชนเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน”

