ก.ล.ต. ไขข้องข้องใจ Climate Transition Bond Guidelines หรือ CTBG มาตรฐานตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านใหม่จาก ICMA ที่นักลงทุนต้องรู้
ฝ่ายตราสารหนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นำเสนอบทวามให้ความรู้ เรื่อง Climate Transition Bond Guidelines (CTBG)
CTBG คืออะไร? เจาะลึกตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน
ทำความเข้าใจ Climate Transition Bond Guidelines (CTBG) มาตรฐานใหม่จาก ICMA สำหรับตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน พร้อมหลักการสำคัญ Use of Proceeds และแนวโน้มในประเทศไทย
ทำไม “การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน” ถึงสำคัญ
การควบคุมอุณหภูมิโลกให้เป็นไปตามเป้าหมายของความตกลงปารีส จำเป็นต้องอาศัย “การเปลี่ยนผ่าน” (Transition) อย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับโครงการและระดับองค์กร โดยเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทาง ได้แก่
- Taxonomy และ Technology Roadmap (ระดับโครงการ)
- ASEAN Transition Finance Guidance (ระดับองค์กร)
การอ้างอิงมาตรฐานเหล่านี้ช่วยให้การดำเนินงานสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน
ตลาดตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน โอกาสและข้อจำกัด
ตราสารหนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือระดมทุนด้านความยั่งยืนที่เติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากรายงาน ICMA ปี 2024 พบว่า:
- เงินทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ใน Green Bond
- มีเพียงส่วนน้อยที่ไหลไปยัง อุตสาหกรรมปล่อยก๊าซสูง (hard-to-abate sector)
ซึ่งกลุ่มหลังนี้กลับเป็นกลุ่มที่ “จำเป็นที่สุด” สำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ในปี 2025 มีการพัฒนา Climate Transition Bond Guidelines (CTBG) ขึ้นมา
Climate Transition Bond Guidelines (CTBG) คืออะไร
CTBG คือ “มาตรฐานใหม่” สำหรับตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน จัดทำโดย ICMA เพื่อ:
- แยกประเภทการระดมทุนเพื่อ transition ให้ชัดเจน
- เพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ
- เปิดโอกาสให้กิจกรรมเปลี่ยนผ่านเข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้น

CTBG ถูกพัฒนาต่อยอดจากมาตรฐานเดิม ได้แก่:
- Green Bond Principles
- Social Bond Principles
- Sustainability Bond Guidelines
- Sustainability-Linked Bond Principles
4 องค์ประกอบสำคัญโครงสร้างหลักของ CTBG
CTBG ยังคงใช้โครงสร้างเดียวกับมาตรฐาน GSSB โดยมี 4 องค์ประกอบ ได้แก่:
- Use of Proceeds
- Process for Project Evaluation and Selection
- Management of Proceeds
- Reporting
จุดแตกต่างสำคัญ อยู่ที่ “Use of Proceeds” ซึ่งเน้นกิจกรรมการเปลี่ยนผ่านโดยเฉพาะ
เจาะลึก Use of Proceeds: หัวใจของ CTBG
- ใช้เงินเพื่อ “โครงการเปลี่ยนผ่าน” เท่านั้น
ตัวอย่างโครงการ เช่น:
- การยุติกิจกรรมปล่อยคาร์บอนสูง (early phase-out / decommissioning)
- Carbon Capture and Storage (CCS)
- การเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติ
ต้องสามารถ “ลด/หลีกเลี่ยง/เลิกปล่อยก๊าซ” ได้อย่างมีนัยสำคัญ และวัดผลได้
2. ต้องมี Safeguards เพื่อความน่าเชื่อถือ
ผู้ระดมทุนต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน 5 ข้อของ ICMA
3. ต้องมีกลยุทธ์ระดับองค์กร
โครงการที่ใช้เงินต้อง “สอดคล้อง” กับ
- กลยุทธ์ด้านความยั่งยืน
- หรือแผน Climate Transition ขององค์กร
4. ต้องพิสูจน์ว่า “ยังไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า”
ต้องแสดงว่าเทคโนโลยี low-carbon ยังไม่สามารถใช้ได้ในบริบทปัจจุบัน
5. ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
เช่น:
- Taxonomy
- Decarbonization pathway
- นโยบายระดับประเทศ/สากล
6. ต้องดีกว่า Business-as-Usual (BAU)
โครงการต้องลดการปล่อยก๊าซได้ “มากกว่าปกติ” และวัดผลได้
7. ต้องเปิดเผย Carbon Lock-in Risk
ต้องระบุความเสี่ยงที่อาจทำให้
- การเปลี่ยนผ่านล่าช้า
- หรือถูกจำกัดในอนาคต
8. เงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับโครงการ Fossil Fuel
หากเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานหรือเชื้อเพลิงฟอสซิล ต้อง:
- กำหนดวันยุติโครงการ
- รายงานความคืบหน้าทุกปี
- ไม่ลงทุนเพิ่มในอนาคต
ความโปร่งใส: Climate Transition Bond Framework
ICMA แนะนำให้ผู้ออกตราสารจัดทำ:
- Climate Transition Bond Framework
โดยต้อง:
- ครอบคลุมองค์ประกอบทั้ง 4
- เปิดเผยข้อมูลให้นักลงทุนเข้าถึงได้
- ผ่านการตรวจสอบจากผู้ประเมินภายนอก
แนวโน้มในประเทศไทย
ประเทศไทยเริ่มนำแนวคิดนี้มาใช้เชิงนโยบายแล้ว โดย:
- วันที่ 31 มีนาคม 2569
คณะกรรมการกำกับตลาดทุนเห็นชอบหลักเกณฑ์- Transition Bond
- Thailand Amber Bond
เพื่อ:
- รองรับการลงทุนในกิจกรรมเปลี่ยนผ่าน
- สอดคล้องกับ Thailand Taxonomy
- เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล
เปิดรับฟังความคิดเห็นถึง 11 พฤษภาคม 256
CTBG เปลี่ยนเกมการลงทุนเพื่อความยั่งยืน

Climate Transition Bond Guidelines (CTBG) คือก้าวสำคัญที่ช่วย:
- เติมช่องว่างของ Green Bond
- สนับสนุนอุตสาหกรรมที่ “ลดคาร์บอนยาก”
- เพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ
- ขยายโอกาสการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
ในอนาคต เครื่องมือทางการเงินลักษณะนี้จะมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ Net Zero

