พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดบังคับใช้ปี 2570 เร่ง SMEs ไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมโอกาสเข้าถึงเงินทุนสีเขียวและตลาดโลก
พ.ร.บ. Climate Change จ่อใช้ปี 2570
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจ เมื่อ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2570 โดยภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงินเห็นตรงกันว่า การปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
เวทีเสวนา EARTH JUMP 2026: A Bridge to Empowered Actions ในหัวข้อ ‘กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ’ รวบรวมตัวแทนจากภาครัฐ หอการค้าไทย กรรมการเปลี่ยนแปลงสภภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และธนาคารกสิกรไทย สะท้อนภาพชัดว่า กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 3 ล้านราย และสร้าง GDP ประเทศราว 34-35% กำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า ขณะเดียวกันก็มีโอกาสใหม่จากเงินทุนสีเขียว เทคโนโลยีลดคาร์บอน และตลาดสินค้าที่ยั่งยืน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากประเด็นสิ่งแวดล้อมสู่โจทย์เศรษฐกิจ
ดร.พิรุณ สัยโชติพานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายระยะยาวผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) ไปจนถึงปี 2050 พร้อมเป้าหมายระยะกลางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30-40% ภายในปี 2030
ปัจจุบันประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้วประมาณ 13.5% สูงกว่าเป้าหมาย KPI ที่กำหนดไว้ 12% จากการดำเนินงานต่อเนื่องในช่วงปี 2564-2566

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายใหม่ในปี 2035 ที่ต้องลดการปล่อยก๊าซสุทธิลง 47% จากระดับปี 2019 จะเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยเครื่องมือเชิงนโยบายและกฎหมายเพิ่มเติม
“การออกแบบกฎหมายฉบับนี้ตั้งอยู่บนหลักสำคัญ 2 เรื่อง คือ ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ และทำอย่างไรให้ลดความสูญเสียจากภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ดร.พิรุณกล่าว
ภาษีคาร์บอนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
หนึ่งในประเด็นที่ภาคธุรกิจจับตาคือการจัดเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งภาครัฐยืนยันว่าออกแบบเพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่เพิ่มภาระต้นทุนจนกระทบความสามารถแข่งขัน
ดร.พิรุณ ยกตัวอย่างว่า หากมีการจัดเก็บ Carbon Tax ในภาคน้ำมัน และทุกฝ่ายส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปยังผู้บริโภค ราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 70 สตางค์ต่อลิตร แต่หากแบ่งรับภาระร่วมกันตลอดห่วงโซ่การผลิต ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริงอาจอยู่เพียง 20 สตางค์ต่อลิตร ขณะที่ภาษีคาร์บอนในถ่านหินระดับ 200 บาทต่อตัน จะสะท้อนมายังค่าไฟฟ้าเพียงประมาณ 4 สตางค์ต่อหน่วย เท่านั้น
SME ไทยยังขาดความชัดเจน แต่พร้อมปรับตัวหากเห็นโอกาส
พิชัย จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ว่ากำลังเผชิญศึกหนักจากกฎเหล็กการค้าระดับโลก ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ แนะต้องปรับตัวด่วนด้วยกลยุทธ์รัดเข็มขัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก่อนซ้ำรอยประวัติศาสตร์วิกฤตส่งออกปี 2550

ปัจจุบันความยั่งยืนกลายเป็นกติกาใหม่ของโลก ธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องให้ความสำคัญกับดัชนี DJSI ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยเฉพาะฝั่งยุโรปที่เน้นมาตรฐาน ESG อย่างเข้มงวด ทั้งยังต้องรับมือกับกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรง เช่น:
CBAM: มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน
EUDR: กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า

CSDDD: กฎหมายการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญ กำลังเผชิญกับ “ช่องว่างด้านความรู้” และภาระต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ หากปรับตัวไม่ทัน อาจซ้ำรอยปี 2550 ที่สินค้าไทยถูกตีกลับจากตลาดโลกจนต้องนำกลับมาขายราคาถูกในประเทศ
พิชัย ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า “การมีแค่กฎเกณฑ์ไม่เพียงพอ” แต่ต้องมีแรงสนับสนุนที่จับต้องได้ ซึ่งมองว่ามี 3 เสาหลักที่จะเปลี่ยนความยั่งยืนให้เป็นกำไรได้จริง:

- นโยบายรัฐที่ชัดเจน (Clear Roadmap): ภาครัฐต้องวางแผนยาว 3-10 ปี เพื่อให้ธุรกิจกล้าลงทุน
- ตลาดรองรับสีเขียว (Green Market): ต้องมีแรงจูงใจผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และเชื่อมโยง SMEs ให้ได้รับเทคโนโลยีจากบริษัทขนาดใหญ่
- Green Finance: สถาบันการเงินต้องยื่นมือเข้ามาสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว ไม่ใช่แค่ให้กู้ แต่ต้องให้ความรู้ควบคู่กัน
SMEs อย่าเพิ่งมองว่าเป็นเรื่องใหญ่เกินตัว ให้เริ่มจาก “จุดที่ทำได้ทันที” เช่น การลดความสูญเสียในกระบวนการทำงาน การจัดการไฟฟ้า-น้ำ ซึ่งนอกจากจะช่วยโลกแล้ว ยังช่วย “ลดต้นทุน” ได้ทันทีในระยะสั้น และเมื่อเริ่มมีกำไรค่อยต่อยอดสู่การติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือเปลี่ยนเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สภาอุตสาหกรรมชี้ Net Zero คือเรื่องความสามารถแข่งขัน
ปรีดา วัชรเธียรชัย รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบัน Net Zero ไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นเรื่องของการอยู่รอดทางธุรกิจ
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากกฎการค้าใหม่จำนวนมาก ทั้ง CBAM และมาตรการด้านคาร์บอนที่กำลังขยายตัวในหลายประเทศ

ภาคอุตสาหกรรมมองว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ และการลดของเสียในกระบวนการผลิต เป็นจุดเริ่มต้นที่จับต้องได้และสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้จริง
“เรื่อง Net Zero วันนี้ไม่ใช่เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย”

KBank เปิดเกม “Bridge to Action” ช่วย SME ก้าวสู่ธุรกิจสีเขียว
รุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า บทบาทของธนาคารไม่ใช่เพียงผู้ปล่อยสินเชื่อ แต่เป็น Financial Enabler ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในอนาคต
กสิกรไทยพบว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของ SMEs คือ “รู้ว่าต้องเปลี่ยน แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร”
เพื่อลดช่องว่างดังกล่าว ธนาคารจึงดำเนินยุทธศาสตร์ Bridge to Action ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่
1. ให้ความรู้และวิเคราะห์ความพร้อม
ช่วยประเมินสถานะธุรกิจและความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ
2. จัดหาโซลูชันด้านคาร์บอน
ช่วยผู้ประกอบการเริ่มต้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
3. เครื่องมือวัดผลด้านสิ่งแวดล้อม
ผ่านแพลตฟอร์ม K-Carbon และ K-Climate 1.5
4. เข้าถึง Green Finance

สนับสนุนแหล่งเงินทุนเพื่อการลงทุนด้านความยั่งยืน
รุ่งเรือง ระบุว่า ธุรกิจที่ปรับตัวสู่ความยั่งยืนมักมีอัตราหนี้เสีย (NPL) ต่ำกว่าธุรกิจทั่วไป เนื่องจากมีความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและสามารถแข่งขันในตลาดได้ดีกว่า
“ถ้าถาม SMEs ว่าอีก 10 ปีจะทำธุรกิจอย่างไร แล้วคำตอบคือทำเหมือนเดิม นั่นคือความเสี่ยงที่สุด”
กองทุนภูมิอากาศ เครื่องยนต์ใหม่ช่วย SME เข้าถึงเงินทุน
อีกหนึ่งกลไกสำคัญภายใต้ร่าง พ.ร.บ. คือการจัดตั้ง กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) เพื่อช่วยปิดช่องว่างด้านเงินทุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมลดคาร์บอนได้ง่ายขึ้น

ภาครัฐยังอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น
- เงินอุดหนุนการลงทุน 10%
- ระบบ First Loss Guarantee 20%
- เงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ
- การช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการนำเข้าเครื่องจักร

ปัจจุบันประเทศไทยได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากต่างประเทศแล้ว เช่น โครงการ LC3 จากเยอรมนี มูลค่า 25 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม
ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือโอกาสใหม่ของ SMEs
แม้กฎหมาย Climate Change Act ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่สัญญาณจากทุกภาคส่วนชัดเจนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังเกิดขึ้นแล้ว
สำหรับ SMEs จุดเริ่มต้นอาจไม่จำเป็นต้องเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากการลดการใช้พลังงาน ลดของเสีย ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และเรียนรู้การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของธุรกิจ
เพราะในโลกธุรกิจยุคใหม่ ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนที่ต้องจ่าย แต่กำลังกลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการเข้าถึงตลาด เงินทุน และโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว

