ThaiCBN และ Thailand PPWR Consortium สร้างกลไกสนับสนุนธุรกิจไทย เตรียมรับมือกฎ PPWR ของสหภาพยุโรป เร่งมือผู้ส่งออกจัดทำเอกสาร ปรับวัสดุบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการลงทุนออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ระบุ PPWR ไม่ใช่แค่กฎเรื่องบรรจุภัณฑ์ แต่เป็นต้นทุนและเงื่อนไขใหม่ของการส่งออกไทยไปยุโรป
ต้นทุนการปรับตัวส่งผลกระทบต่อธุรกิจ
กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป หรือ PPWR เพิ่มโจทย์ให้ผู้ส่งออกไทย ตั้งแต่การจัดทำเอกสารรับรอง การเลือกใช้วัสดุรีไซเคิล ไปจนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ต้นทุนการปรับตัวอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระดับ 2.2–3.9% ต่อปี ขึ้นอยู่กับลักษณะสินค้าและความจำเป็นในการปรับเปลี่ยน ขณะที่ ThaiCBN และ Thailand PPWR Consortium เร่งเชื่อมโยงองค์ความรู้และเครื่องมือสนับสนุน เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยเตรียมรับมือกับกฎใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ประธานคณะกรรมการบริหารเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN) กล่าวว่า ThaiCBN ร่วมกับ Thailand PPWR Consortium และพันธมิตร อาทิ MTEC สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย เซ็นทรัลพัฒนา และธนาคารกสิกรไทย ผนึกกำลังเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านบรรจุภัณฑ์ ความยั่งยืน และสภาพภูมิอากาศ เพื่อช่วยธุรกิจไทยปรับตัวและลดความเสี่ยงจากข้อกำหนดสิ่งแวดล้อมในตลาดโลก

ความร่วมมือมุ่งรับมือกฎ PPWR ของสหภาพยุโรป ที่ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย ลดวัสดุที่ไม่จำเป็น เพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิล และสนับสนุนการนำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
การปรับตัวตาม PPWR ไม่เพียงช่วยรักษาการเข้าถึงตลาดยุโรป แต่ยังเป็นโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง จนถึงการจัดการหลังใช้งาน
ทั้งนี้ ความร่วมมือจะสนับสนุนองค์ความรู้และเครื่องมือให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ประเมินความพร้อมและวางแผนปรับตัว ผ่านกิจกรรม PPWR Intensive Workshop วันที่ 13 พฤศจิกายน 2569 ในงาน SX 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเปลี่ยนความเข้าใจสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
PPWR เปลี่ยนโจทย์ส่งออก จากคุณภาพสินค้าไปสู่ความพร้อมของบรรจุภัณฑ์
ดร.กฤตย์ ศรีปะธานี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ให้ข้อมูลในการบรรยายหัวข้อ “ผลกระทบของ PPWR ต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทย” ว่า กฎระเบียบดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก แต่ยังเกี่ยวข้องกับวัสดุประเภทอื่น เช่น เหล็ก กระดาษ และแก้วด้วย
จากข้อมูลที่นำเสนอในเวที มูลค่าการส่งออกบรรจุภัณฑ์ของไทยไปยังสหภาพยุโรปอยู่ที่ประมาณ 2,900 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติกประมาณ 1,900 ล้านบาท ขณะที่สินค้าส่งออกไทยไป EU ที่มีบรรจุภัณฑ์เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดดังกล่าวมีมูลค่ารวมในระดับสูง และอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนการปรับตัวในหลายอุตสาหกรรม
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการเปลี่ยนวัสดุหีบห่อ แต่รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลของบรรจุภัณฑ์ การจัดทำเอกสารทางเทคนิค และการยืนยันว่าบรรจุภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ต้นทุนปรับตัวต่างกัน ตั้งแต่หลักหมื่นบาทถึงการลงทุนออกแบบใหม่
การประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทยแบ่งระดับผลกระทบตามความซับซ้อนในการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ โดยธุรกิจที่ใช้วัสดุมาตรฐานและไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบมาก อาจมีค่าใช้จ่ายด้านการทดสอบและจัดทำเอกสารประมาณ 10,000–30,000 บาท และส่งผลต่ออัตรากำไรในระดับประมาณ 0.1–0.6%
สำหรับธุรกิจที่ต้องเปลี่ยนจากพลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) มาใช้วัสดุรีไซเคิลตามสัดส่วนที่กำหนด ต้นทุนอาจเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลประเมินระบุผลกระทบต่ออัตรากำไรในระดับประมาณ 0.7–1.1% ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการผลิตและวัสดุที่ใช้
ส่วนกลุ่มที่ต้องออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ (Redesign) เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารหรือวัสดุกันกระแทกสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อาจเผชิญต้นทุนสูงขึ้นจากการออกแบบ การทดสอบ และการตรวจสอบความสอดคล้อง โดยมีผลกระทบต่ออัตรากำไรที่ประเมินไว้ประมาณ 1.4–2.2%
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการแต่ละรายอาจมีต้นทุนแตกต่างกันตามประเภทสินค้า ขนาดธุรกิจ และระดับการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น

ปี 2028–2030 จุดเปลี่ยนสำคัญของการออกแบบบรรจุภัณฑ์
ในระยะต่อไป ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการลดพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์ การใช้วัสดุรีไซเคิล และการออกแบบให้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลจากการบรรยายระบุว่า ภายในปี 2028 จะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับสัดส่วนพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์ (Empty Space Ratio) ซึ่งมุ่งลดพื้นที่ว่างให้เหลือไม่เกิน 50% ตามเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่ภายในปี 2030 จะมีข้อกำหนดด้านการใช้วัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) และการออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling) ที่มีความสำคัญมากขึ้น
แนวทางหลักที่ธุรกิจต้องพิจารณาประกอบด้วย
- Recycled Content: การเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะพลาสติก
- Design for Recycling: การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ง่าย ลดความซับซ้อนของวัสดุหลายชั้น
- Minimization: การลดปริมาณและขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความจำเป็นในการใช้งาน
การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ส่งออกและผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบไปจนถึงการออกแบบกระบวนการผลิต เพื่อให้บรรจุภัณฑ์ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและข้อกำหนดของตลาดปลายทาง

เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร เผชิญโจทย์แตกต่างกัน
ความซับซ้อนในการปรับตัวไม่ได้เท่ากันทุกอุตสาหกรรม โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า กลุ่มเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์เป็นกลุ่มที่ควรจับตา เนื่องจากมีสัดส่วนรวมประมาณ 59% ของการส่งออกไทยตามข้อมูลที่นำเสนอ และอาจมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์บางส่วน
ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารมีโจทย์เฉพาะด้านความปลอดภัยและการสัมผัสอาหาร (Food Contact) รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์หลายชั้นเพื่อป้องกันความเสียหายและรักษาคุณภาพสินค้า ทำให้การปรับเปลี่ยนวัสดุมีความซับซ้อนมากขึ้น
ในทางกลับกัน บรรจุภัณฑ์บางประเภท เช่น PET และ HDPE ที่มีการใช้งานและมาตรฐานค่อนข้างแพร่หลาย อาจมีแนวทางปรับตัวที่ง่ายกว่า ส่วนบรรจุภัณฑ์ชนิดซองหรือฟิล์มหลายชั้น (Flexible Bag or Film) อาจต้องใช้เวลาในการพัฒนาและทดสอบมากกว่า เนื่องจากต้องรักษาคุณสมบัติในการใช้งานควบคู่กับความสามารถในการรีไซเคิล

ThaiCBN ผนึก Consortium เชื่อมองค์ความรู้สู่การลงมือทำ
เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN) ร่วมกับ Thailand PPWR Consortium และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเตรียมความพร้อมรับ PPWR ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านบรรจุภัณฑ์ ความยั่งยืน และการจัดการสภาพภูมิอากาศ
ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ประธานคณะกรรมการบริหาร ThaiCBN ระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น พร้อมประเมินความเสี่ยงและวางแผนปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน ดร.นุจจรินทร์ รามัญกุล ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ในฐานะผู้แทน Thailand PPWR Consortium ให้ข้อมูลว่า PPWR ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบวัสดุ การจัดการสารเคมี การใช้วัสดุรีไซเคิล ไปจนถึงการประเมินและแสดงความสอดคล้องตามข้อกำหนด ซึ่งหลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการพัฒนาแนวทางและวิธีประเมิน
Thailand PPWR Consortium จึงทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ สถาบันวิจัย ห้องปฏิบัติการ และหน่วยตรวจสอบรับรอง โดยมีคณะทำงาน 3 ด้าน ได้แก่ การออกแบบบรรจุภัณฑ์และการนำไปปฏิบัติ การทดสอบและประเมินความสอดคล้อง และนโยบายและการสื่อสาร

ผู้ส่งออกและผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต้องเริ่มจากอะไร
สำหรับผู้ส่งออก ขั้นตอนแรกคือการตรวจสอบว่าบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในสินค้าของตนอยู่ในประเภทใด และจำเป็นต้องคงรูปแบบเดิม ปรับเปลี่ยน หรือออกแบบใหม่ จากนั้นประเมินต้นทุนและความสอดคล้อง พร้อมหารือกับลูกค้าในสหภาพยุโรปเกี่ยวกับเงื่อนไขการใช้งานและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น
ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต้องเริ่มจากการตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบและสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล รวมถึงพัฒนาข้อมูลและเอกสารที่สามารถส่งให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับการตรวจสอบจากผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน
ในมุมของการแข่งขัน ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาจพัฒนาความเชี่ยวชาญได้ 3 แนวทาง ได้แก่ การให้บริการด้านข้อมูลและเอกสารอย่างรวดเร็ว การพัฒนากำลังการผลิตและการจัดหาวัสดุรีไซเคิล และการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์เฉพาะทาง เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารหรือวัสดุป้องกันแรงกระแทกสำหรับอิเล็กทรอนิกส์

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่าง ThaiCBN และ Thailand PPWR Consortium จะต่อยอดสู่กิจกรรม PPWR Intensive Workshop ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2569 ภายในงาน Sustainability Expo (SX 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการประเมินประเด็นที่ต้องปรับปรุงและพัฒนาแนวทางจัดการบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับธุรกิจ
PPWR จึงเป็นมากกว่าข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์ แต่เป็นโจทย์ที่เชื่อมโยงต้นทุน การออกแบบสินค้า และความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออก ผู้ประกอบการที่เริ่มประเมินความพร้อมและวางแผนการปรับเปลี่ยนตั้งแต่เนิ่น ๆ ย่อมมีโอกาสบริหารจัดการต้นทุนและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบได้ดีกว่าในระยะยาว




