Melody of Life ยกระดับคอนเสิร์ตสู่เวทีความยั่งยืน เปิดโจทย์ลดคาร์บอนจากการเดินทางและขยะ พร้อมสำรวจโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ธุรกิจอีเวนต์นำไปต่อยอดได้
คอนเสิร์ตขนาดใหญ่ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเฉพาะจากเวที แสง สี เสียง หรือขยะหลังจบงาน แต่ยังรวมถึงการเดินทางของผู้ชมหลายแสนคน ซึ่งอาจกลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่สุดของงาน Melody of Life เทศกาลดนตรีที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้า CentralWorld จึงนำแนวคิดความยั่งยืนมาผสานกับดนตรี งานศิลปะ และการจัดการขยะ พร้อมเปิดโจทย์สำคัญของธุรกิจอีเวนต์ว่า จะเปลี่ยนการรวมตัวของผู้คนให้เป็นกลไกสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้อย่างไร
คุณเต้ง-พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ผู้มีบทบาทในการขับเคลื่อนโครงการ ระบุว่า Melody of Life ในปีก่อนหน้ามีการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 3,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยประมาณ 60% เกิดจากการเดินทางของผู้เข้าร่วมงาน
สำหรับงาน #MelodyOfLife ปีที่ผ่านมา สามารถรวบรวมและคัดแยกขยะได้ 2,081.07 กิโลกรัม หรือกว่า 2 ตัน โดยแบ่งเป็นขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ 1,424.68 กิโลกรัม (68.5%) เศษอาหาร 458.7 กิโลกรัม (22%) ขวด PET 134.1 กิโลกรัม (6.4%) และขยะรีไซเคิล 63.59 กิโลกรัม (3.1%) สำหรับขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ถูกส่งไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การจัดคอนเสิร์ตอย่างยั่งยืน ไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการลดพลาสติกหรือคัดแยกขยะภายในพื้นที่จัดงาน แต่ต้องพิจารณาผลกระทบตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การเดินทาง การใช้พลังงาน การจัดซื้อวัสดุ ไปจนถึงการจัดการของเสียหลังงานสิ้นสุด

คุณเต้ง-พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล
Melody of Life กับการเปลี่ยนคอนเสิร์ตให้เป็นพื้นที่สร้างความยั่งยืน
แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมของ Melody of Life ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมกระแส ESG แต่เป็นแนวทางที่ผู้จัดงานระบุว่าดำเนินการต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ศิลปิน นักศึกษา และภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วม
รูปแบบงานเปิดโอกาสให้วงดนตรีจากหลากหลายค่ายเข้าร่วมแสดงโดยไม่เก็บค่าเข้าชมจากผู้ชม ขณะเดียวกันยังมีกิจกรรมด้านศิลปะ การประกวดประติมากรรม และการสร้างผลงานจากวัสดุเหลือใช้ เพื่อให้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงข้อความรณรงค์ แต่เป็นประสบการณ์ที่ผู้ร่วมงานได้เห็นและลงมือทำจริง
ในมุมธุรกิจ แนวทางนี้ช่วยขยายบทบาทของเทศกาลดนตรีจากการเป็นพื้นที่ความบันเทิงไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงแบรนด์ ศิลปิน ผู้บริโภค และชุมชนเข้าด้วยกัน ซึ่งมีโอกาสสร้างคุณค่ามากกว่าการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว

Carbon Neutral Event: เมื่อการเดินทางเป็นโจทย์ใหญ่กว่าขยะ
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของงาน Melody of Life ในปีก่อนหน้าซึ่งระบุไว้ที่ประมาณ 3,000 ตัน CO₂e โดยประมาณ 60% มาจากการเดินทางของผู้เข้าร่วมงาน
ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการจัดงานสีเขียวที่เน้นเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในสถานที่จัดงาน เพราะแม้ผู้จัดจะลดการใช้พลาสติก ใช้วัสดุรีไซเคิล หรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานบนเวที แต่การเดินทางของผู้ชมจำนวนมากยังอาจเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญ
3 แนวทางที่ธุรกิจอีเวนต์ต้องพิจารณา
- วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่
การประเมินควรครอบคลุมการเดินทางของผู้ชม ศิลปิน และทีมงาน การใช้ไฟฟ้า การขนส่งอุปกรณ์ การผลิตวัสดุสำหรับงาน ตลอดจนการจัดการขยะ โดยกำหนดขอบเขตการประเมินให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลระหว่างการจัดงานแต่ละครั้งได้
- ลดการปล่อยก่อนชดเชยคาร์บอน
การสื่อสารเรื่อง Carbon Neutral Event ควรเริ่มจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลีกเลี่ยงได้ เช่น การส่งเสริมขนส่งสาธารณะ การวางแผนการเดินทางร่วมกัน การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และการลดวัสดุใช้ครั้งเดียว ก่อนพิจารณาการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือ

- เปิดเผยผลลัพธ์ให้ตรวจสอบได้
ผู้จัดงานควรเปิดเผยวิธีคำนวณ ขอบเขตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปริมาณที่ลดได้ และรายละเอียดการชดเชยอย่างโปร่งใส เพื่อให้ผู้ชมและพันธมิตรทางธุรกิจสามารถประเมินผลการดำเนินงานได้จริง
ผู้จัดงาน ระบุว่า กระบวนการชั่งน้ำหนักขยะ ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินทาง และการพิจารณาปลูกต้นไม้หรือซื้อคาร์บอนเครดิตผ่านองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)
เศรษฐกิจหมุนเวียน: เปลี่ยนขยะจากต้นทุนให้เป็นทรัพยากร
นอกจากการลดคาร์บอน Melody of Life ยังให้ความสำคัญกับการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ โดยมีการกล่าวถึงความร่วมมือกับ SCG, Central Tham และพันธมิตรในการพัฒนาวัสดุรีไซเคิล รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้มาเป็นส่วนหนึ่งของเวที บูธ และเฟอร์นิเจอร์
อีกหนึ่งกิจกรรมคือการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากขยะและวัสดุเหลือใช้ เช่น ป่าจำลอง กีตาร์ขนาดใหญ่ และประติมากรรม ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานเห็นศักยภาพของวัสดุที่เดิมอาจถูกมองว่าไร้มูลค่า

แนวทางนี้เชื่อมโยงกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งรักษามูลค่าของทรัพยากรให้อยู่ในระบบให้นานที่สุด ผ่านการลดการใช้ การนำกลับมาใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล
ในมุมของธุรกิจ การนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์สามารถช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ และสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตวัสดุรีไซเคิล นักออกแบบ และผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่า แต่การประเมินผลควรดูมากกว่าปริมาณวัสดุที่นำมาใช้ โดยต้องพิจารณาความสามารถในการรีไซเคิลจริงหลังจบงาน ต้นทุนตลอดวงจรชีวิต และผลกระทบจากการขนส่งหรือแปรรูปด้วย
ผู้จัดงาน ยังระบุว่า การคัดแยกขยะอย่างจริงจังช่วยลดขยะทั่วไปที่ต้องนำไปฝังกลบ ขณะที่วัสดุรีไซเคิลที่คัดแยกได้ถูกต้องมีปริมาณเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี หากต้องการใช้ผลลัพธ์นี้เป็นหลักฐานเชิงธุรกิจ ควรมีตัวเลขน้ำหนักขยะก่อนและหลังการดำเนินงาน รวมถึงสัดส่วนขยะที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง
สำหรับธุรกิจอีเวนต์ ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงการดึงดูดผู้ชมให้เข้าร่วมงานจำนวนมาก แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน
คอนเสิร์ตยั่งยืนต้องวัดผลได้มากกว่าการจัดการขยะ
กรณีของ Melody of Life สะท้อนศักยภาพของเทศกาลดนตรีในการเป็นพื้นที่ทดลองแนวทางความยั่งยืน ตั้งแต่การจัดการวัสดุเหลือใช้ การสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจ ไปจนถึงการพัฒนาเยาวชนและชุมชน
แต่ประเด็นที่ธุรกิจอีเวนต์ต้องให้ความสำคัญต่อจากนี้ คือการเปลี่ยนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินทาง ซึ่งข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ระบุว่าเป็นแหล่งปล่อยหลักของงาน

พิชัย กล่าวว่า Melody Of Life เป็นเทศกาลดนตรีรักษ์โลกที่จัดขึ้นต่อเนื่อง โดยเป้าหมายนอกจากสร้างความสุขจากเสียงเพลงให้ผู้ร่วมงานแล้ว ยังสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด Carbon Neutral โดยเริ่มง่ายๆ จากสิ่งที่ทุกคนสามารถร่วมกันทำได้ ตั้งแต่การลดใช้ทรัพยากร การคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง รวมทั้งการสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่านโครงการ Plant Together เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกคน และทุกการลงมือทำสามารถสร้างคุณค่าให้กับสิ่งแวดล้อม
งาน Melody Of Life ครั้งที่ 17 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 18 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่เที่ยงวันเป็นต้นไป ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมขับเคลื่อนเทศกาลดนตรีที่ชวนทุกคนมาร่วมสร้างความทรงจำดี ๆ ควบคู่กับการใส่ใจโลก และส่งต่อพื้นที่สีเขียวให้กับคนรุ่นต่อไปด้วยกัน
ประเด็นสำคัญสำหรับภาคธุรกิจ
- Carbon Management: ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ ไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่จัดงาน
- Circular Economy: วัดปริมาณขยะที่ลดลงและวัสดุที่กลับเข้าสู่ระบบจริง
- Partnership: สร้างความร่วมมือระหว่างผู้จัดงาน แบรนด์ ศิลปิน มหาวิทยาลัย และชุมชน
- Social Impact: ติดตามผลลัพธ์ด้านการพัฒนาเยาวชนและคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง
- Transparency: เปิดเผยข้อมูลและหลักฐานรองรับการกล่าวอ้างด้าน Carbon Neutral เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและลดความเสี่ยงด้าน Greenwashing
ท้ายที่สุด คอนเสิร์ตที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงงานที่ใช้วัสดุรีไซเคิลหรือรณรงค์ให้ผู้ชมรักษ์โลก แต่ต้องเป็นงานที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ทรัพยากรถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลง และคุณค่าที่เกิดขึ้นส่งต่อไปยังสังคมได้จริง




