อาเซียดเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ เมื่อการแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงการค้า การส่งออก หรือการดึงดูดเงินลงทุนอีกต่อไป แต่ต้องสร้างมูลค่าจากเทคโนโลยี AI ยกระดับทักษะแรงงาน และเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาคให้ลึกขึ้น เวที Southeast Asia Trade and Development Forum 2026 หรือ SEA Forum 2026 ของ ITD สะท้อนโจทย์เดียวกันว่า อาเซียนต้องเปลี่ยนจาก “ฐานการผลิต” ไปสู่ “พื้นที่สร้างมูลค่า องค์ความรู้ และนวัตกรรม”
FDI ยังโต แต่การลงทุนใหม่กำลังเปลี่ยนทิศ
ข้อมูลจากเวที SEA Forum 2026 ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของกระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ในอาเซียน
Richard Bolwijn ผู้อำนวยการ Investment Research, Investment and Enterprise Division จาก UN Trade and Development หรือ UNCTAD ระบุว่า FDI โลกฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 และเติบโต 6% แต่การเติบโตกระจายไม่เท่ากัน โดยประเทศรายได้สูงเติบโต 11% ประเทศรายได้ปานกลาง 2% และประเทศรายได้ต่ำลดลง 3%
สำหรับอาเซียน FDI เติบโต 10% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่การเติบโตส่วนใหญ่มาจากกำไรสะสมและการลงทุนเดิม ขณะที่ Greenfield Projects หรือการลงทุนโครงการใหม่ในภาคการผลิตลดลง 23% และการผลิตที่พึ่งพา Global Value Chains ลดลง 29%
อุตสาหกรรมยานยนต์ลดลง 40% เครื่องจักรธุรกิจลดลง 50% และเสื้อผ้าลดลง 60% โดยผลกระทบหนักที่สุดอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด หรือ LDCs ในอาเซียน
ประเทศไทยมีภาพแตกต่างออกไป โดย Greenfield Projects เพิ่มขึ้น 75% แต่การลงทุนใหม่ดังกล่าวกระจุกตัวอยู่ใน Data Centers, Cloud Services, Data Processing และ AI ขณะที่ภาคการผลิตดั้งเดิมลดลงในทิศทางเดียวกับภูมิภาค
โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “จะดึง FDI เพิ่มอย่างไร” แต่คือจะทำอย่างไรให้การลงทุนสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจเดิม แรงงาน และบริการในประเทศได้มากขึ้น
จากฐานผลิตสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าสูง
Dr. Stephen N. Ndegwa, Division Director for Thailand and Myanmar, World Bank Group มองว่าอาเซียนกำลังอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อ จากรูปแบบการเติบโตที่พึ่งพาการเปิดการค้า การลงทุนจากต่างประเทศ และการส่งออก ไปสู่การเติบโตที่ต้องยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย ระดับรายได้อยู่ที่ประมาณ 54% ของเกณฑ์ประเทศรายได้สูง และอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบนมาประมาณ 15 ปี การก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางจึงต้องเปลี่ยนจากการพึ่งพาการลงทุน ไปสู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและต่อยอดไปสู่การสร้างนวัตกรรมของตนเอง
หนึ่งในช่องว่างสำคัญคือ AI
ปัจจุบันบริษัทไทยประมาณ 12% ใช้ AI เทียบกับ 43% ในสหรัฐฯ ตัวเลขดังกล่าวถูกนำเสนอในเวทีเพื่อสะท้อนทั้งช่องว่างและโอกาสในการเร่งนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ และกระจายประโยชน์ไปสู่ภาคธุรกิจ แรงงาน และบริการ
World Bank เสนอ 3 กุญแจสำคัญสำหรับอนาคตอาเซียน ได้แก่ Upgrade การยกระดับอุตสาหกรรมและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ, Build Dynamism การสร้างสภาพแวดล้อมให้ธุรกิจแข่งขัน เติบโต และเข้าถึงเงินทุน และ Integrate Regionally การเชื่อมโยงอาเซียนให้ลึกขึ้น ทั้งมาตรฐาน การค้าดิจิทัล ทักษะแรงงาน และพลังงาน
DEFA ต้องขยับจากข้อตกลงสู่การใช้งานจริง
Dr. Denis Hew จาก Lee Kuan Yew School of Public Policy, National University of Singapore ระบุว่า ASEAN Digital Economy Framework Agreement หรือ DEFA จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค โดยหัวใจสำคัญคือการทำให้ระบบและมาตรฐานดิจิทัลสามารถทำงานร่วมกันได้ หรือ Interoperability พร้อมลดช่องว่างทางดิจิทัลและยกระดับทักษะ AI และ Digital Literacy ให้กับ MSMEs
ในช่วงอภิปราย Dr. Denis เสนอว่าอาเซียนไม่ควรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำ Harmonization แต่ควรเน้น Interoperability และใช้ความร่วมมือแบบกลุ่มย่อย หรือ ASEAN-X เพื่อทดลองโครงการนำร่องโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกประเทศดำเนินการพร้อมกัน
ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าการมีข้อตกลง เพราะอาเซียนยังมี “Implementation Gap” เมื่อข้อตกลงระดับภูมิภาคขึ้นอยู่กับการนำไปปฏิบัติในระดับประเทศ
ไม่เลือกข้าง แต่เพิ่มอำนาจต่อรองของอาเซียน
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจยังเป็นอีกตัวแปรที่อาเซียนต้องรับมือ Prof. Dr. Jay Rosengard จาก Harvard Kennedy School เสนอว่าอาเซียนควรรักษาความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ โดยไม่ตัดขาดจากทั้งสหรัฐฯ และจีน แต่ใช้พลังของการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง พร้อมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน

ด้าน ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการ UNCTAD และอดีตผู้อำนวยการใหญ่ WTO มองว่า อาเซียนควรรักษาความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างกับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ และใช้ความหลากหลายของภูมิภาคเป็นจุดแข็งในการสร้างความร่วมมือ มากกว่าปล่อยให้ความขัดแย้งภายนอกนำไปสู่การแบ่งแยกทางเศรษฐกิจ
โจทย์ของอาเซียนจึงไม่ได้มีเพียงการเลือกแหล่งลงทุน แต่รวมถึงการทำให้การลงทุนเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับผู้ประกอบการ และเพิ่มมูลค่าภายในภูมิภาค
SMEs ต้องได้ประโยชน์จากตลาดอาเซียนที่ใหญ่ขึ้น
การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ยาก หากประโยชน์กระจุกอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพียงบางกลุ่ม
Kyohei Yabu จาก JETRO เสนอให้อาเซียนมองตลาดในระดับภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนา ASEAN Regional Content Value แทนการกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างขนาดตลาดและเพิ่มอำนาจต่อรอง
ในเวทีมีการยกตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า หากอาเซียนรวมตลาดเข้าด้วยกันจะมีขนาดประมาณ 3 ล้านคันต่อปี ซึ่งจะสร้างพลังในการต่อรองและดึงดูดการลงทุนมากกว่าการพิจารณาตลาดของแต่ละประเทศแยกกัน
ขณะที่ Dr. Denis เสนอให้ลดข้อจำกัดของ SMEs ในการค้าข้ามพรมแดน ผ่านระบบ Unique Business Identification Number หรือ UBIN รวมถึงขยายการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ
Green Transition และ AI ต้องเดินไปพร้อมกัน
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงบนเวทีคือการเปลี่ยนผ่านสีเขียวไม่ได้แยกออกจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี
ดร. ศุภชัย มองว่า AI และ Green Transition จะเป็นตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเทคโนโลยีควรถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างการพัฒนาที่ครอบคลุม ขณะที่เศรษฐกิจสีเขียวสามารถเปิดโอกาสใหม่ด้านอุตสาหกรรม การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน
ฝั่งธุรกิจญี่ปุ่นเสนอให้ภูมิภาคเดินหน้าความร่วมมือด้าน Green and Circular Economy ควบคู่กับ Digital Economy & AI โดยมีข้อเสนอเชิงนโยบายให้จัดทำมาตรฐานขยะรีไซเคิลและสินค้าหมุนเวียน เพื่อให้การขนส่งและแปรรูปสินค้าชิ้นส่วนรีไซเคิลข้ามพรมแดนสามารถทำได้จริง
จาก “Voice” ต้องไปสู่ “Action”
บทสรุปสำคัญจาก SEA Forum 2026 จึงไม่ได้อยู่ที่การเสนอวิสัยทัศน์ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนสิ่งที่อาเซียนมีอยู่แล้วให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

ทั้ง DEFA, ATIGA และ ACIA จำเป็นต้องถูกผลักดันไปสู่การนำไปใช้จริงในระดับประเทศ ขณะเดียวกันภูมิภาคต้องสร้างระบบนิเวศด้านบริการเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เปิดกว้างต่อการลงทุนจากนอกภูมิภาค และลงทุนในทุนมนุษย์
ข้อเสนอจากเวที SEA Forum 2026 ยังชี้ไปถึงการจัดทำ AI Guidelines สำหรับภาคการผลิต การสร้าง Circular Economy Standards และการยกระดับระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญของอาเซียนอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างไรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า ภูมิภาคจะเปลี่ยนความผันผวนของเศรษฐกิจโลกให้กลายเป็นความสามารถในการสร้างมูลค่าของตัวเองได้มากเพียงใด
นี่คือการเปลี่ยนจาก “The Voice of ASEAN” ไปสู่ “Action” ที่เวที SEA Forum 2026 พยายามผลักดัน — จากการเป็นผู้รับผลของกติกา ไปสู่การมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาของภูมิภาค




