อุณหภูมิน้ำทะเลสูง เพิ่มความเสี่ยงระบบนิเวศทางทะเล ขณะที่ประเทศไทยยังต้องพัฒนาความรู้และข้อมูลสำหรับรับมือผลกระทบในแต่ละพื้นที่ นักวิชาการด้านทะเล – ผู้แทนภาคประมง รียกร้องรัฐบาลเพิ่มงบประมาณวิจัยทางทะเล พัฒนาระบบติดตามสภาพแวดล้อมระดับท้องถิ่น พร้อมเตรียมมาตรการรับมือปะการังฟอกขาวล่วงหน้า จำกัดความเสียหายก่อนลามถึงสัตว์น้ำ ชุมชนชายฝั่ง และเศรษฐกิจท่องเที่ยว
ทะเลร้อนขึ้นต่อเนื่อง เอลนีโญเพิ่มแรงกดดันต่อระบบนิเวศ
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน อธิบายในการเสวนาวิชาการ “รับมือคลื่นสึนามิความร้อน” ว่า ข้อมูลอุณหภูมิผิวน้ำทะเลรายวัน (Daily Sea Surface Temperature: SST) สะท้อนแนวโน้มอุณหภูมิน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น โดยแม้ในปีที่เอลนีโญไม่รุนแรง ภาวะโลกร้อนก็ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้น้ำทะเลอุ่นขึ้น

ดร.ธรณ์ ชี้ว่า รูปแบบอุณหภูมิน้ำทะเลในปี 2026 แตกต่างจากรูปแบบที่พบตามปกติ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงเดือนสิงหาคมสูงกว่าช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ยาก สะท้อนได้ว่า นี่เป็นแรงกดดันจากภาวะโลกร้อนร่วมกับเอลนีโญ
อย่างไรก็ตาม การประเมินสถานการณ์ของประเทศไทยไม่ควรพิจารณาจากความรุนแรงของเอลนีโญเพียงอย่างเดียว เนื่องจากปรากฏการณ์ Indian Ocean Dipole (IOD) หรือความแตกต่างของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดีย อาจเข้ามามีบทบาทต่อสภาพภูมิอากาศและรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของทะเลในภูมิภาคด้วย
ข้อมูลยังชี้ว่า อุณหภูมิน้ำทะเลไม่ได้เพิ่มขึ้นพร้อมกันทุกพื้นที่ การติดตามสถานการณ์จึงต้องพิจารณาความแตกต่างของแต่ละภูมิภาค กระแสน้ำ และปัจจัยแวดล้อมในพื้นที่ควบคู่กัน
ปะการังฟอกขาวไม่ได้กระทบแค่ปะการัง
ความเสี่ยงจากน้ำทะเลร้อนจัดไม่ได้จำกัดอยู่ที่ปะการัง แต่ยังเชื่อมโยงกับแหล่งอาศัยและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ รวมถึงหญ้าทะเล ป่าชายเลน และทรัพยากรประมง

ดร.ลลิตา ปัจฉิม นักวิจัยด้านปะการังจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่า หน่วยงานประเมินว่าปีถัดไปจะเกิดสถานการณ์ปะการังฟอกขาว โดยบทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีตแสดงให้เห็นว่า การสำรวจและกำหนดมาตรการอนุรักษ์หลังพบความเสียหายอาจนำไปสู่ความขัดแย้งกับธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล หากจำเป็นต้องจำกัดหรือปิดพื้นที่เพื่อปกป้องปะการัง
ผลกระทบยังเชื่อมโยงไปถึงชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรทะเล เพราะเมื่อแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำเสื่อมโทรม ย่อมมีความเสี่ยงต่อทรัพยากรประมงและรายได้ของผู้ที่เกี่ยวข้อง
ดร.ลลิตา กล่าวถึงความรู้ที่เพิ่มขึ้นจากงานวิจัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเน้นว่าปะการังแต่ละพื้นที่มีการตอบสนองและปรับตัวแตกต่างกัน การวางแผนจัดการทรัพยากรจึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมเฉพาะพื้นที่และปัจจัยใหม่ เช่น คลื่นความร้อนในทะเล (Marine Heatwave) และคุณภาพน้ำ

ข้อมูลระดับท้องถิ่นเป็นหัวใจของการเตรียมพร้อม
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยี ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสนอว่า การพยากรณ์ระดับประเทศหรือระดับภูมิภาคอาจไม่ละเอียดพอสำหรับการตัดสินใจในพื้นที่จริง เพราะสภาพอากาศและระบบนิเวศมีปัจจัยเฉพาะจุดเข้ามาเกี่ยวข้อง
ประเทศไทยมีสถานีตรวจวัดอุตุนิยมวิทยามาตรฐานไม่ถึง 70–100 สถานี และยังไม่ครอบคลุมทุกอำเภอ จึงควรสนับสนุนการตรวจวัดในระดับหมู่บ้าน ตำบล และพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่แบบจำลองระดับประเทศหรือระดับภูมิภาค
สำหรับการเตรียมพร้อมของชุมชน อาจารย์อานนท์เสนอให้สร้างความเข้มแข็งมากกว่าการรอพยากรณ์ที่แม่นยำเพียงอย่างเดียว โดยเตรียมเงินออม เครือข่ายช่วยเหลือ อาชีพสำรอง และแหล่งอาหารสำรอง พร้อมประสานหน่วยงานรัฐเพื่อขอความช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่
ด้านผู้เชี่ยวชาญอุตุนิยมวิทยาที่ร่วมเสวนาเสนอให้พัฒนาการพยากรณ์จากระดับภูมิภาคลงสู่ระดับตำบล โดยอาศัยข้อมูลตรวจวัด เทคโนโลยี และ AI ประกอบกัน ขณะที่เรดาร์ตรวจอากาศสามารถช่วยติดตามกลุ่มฝนแบบเรียลไทม์และประเมินทิศทางการเคลื่อนตัวในช่วง 1–2 ชั่วโมงข้างหน้าได้

ภาคประมงเรียกร้ององค์ความรู้ใหม่ รองรับทะเลที่เปลี่ยนไป
ผู้แทนภาคประมงที่ร่วมเสวนาระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ทะเลประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร แต่ยังขาดงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของอุณหภูมิน้ำทะเลต่อปลาและทรัพยากรประมงในหลายด้าน
ผู้แทนภาคประมงยังตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลทรัพยากรประมงและปลาทูบางส่วนที่ใช้ประกอบการอนุรักษ์เป็นข้อมูลเก่าตั้งแต่ปี 2504–2505 พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบวิจัยทรัพยากรทางทะเลในอ่าวไทย 100 ล้านบาท เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และการจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับประเด็นที่นักวิชาการหยิบยกขึ้นมาในการเสวนา ได้แก่ การทบทวนวิธีประเมินทรัพยากรประมงให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิทะเล คุณภาพน้ำ และระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง แทนการพึ่งพาข้อมูลหรือสมมติฐานเดิมเพียงอย่างเดียว

จี้รัฐบาลเพิ่มงบวิจัย พร้อมสงวนพื้นที่ทางทะเล
ข้อเรียกร้องสำคัญจาก ดร.ธรณ์ มี 2 ประเด็น ได้แก่ การปรับสัดส่วนงบประมาณให้ความสำคัญกับงานวิจัยทางทะเลและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และการไม่เปิดเกาะตาชัยเพื่อการท่องเที่ยว โดยเสนอให้คงพื้นที่ไว้เพื่อการอนุรักษ์และศึกษาวิจัย
ดร.ธรณ์ ตั้งข้อสังเกตว่า การเพิ่มงบลงทุนเพื่อจัดซื้อหรือก่อสร้างโดยลดความสำคัญของงบดำเนินงานวิจัย อาจไม่สอดคล้องกับความจำเป็นในการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของทะเล พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐแสดงความจริงจังด้วยการสนับสนุนงบวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล สิ่งแวดล้อม และการเกษตร
นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด “เรือโนอาห์” (Noah’s Ark) ซึ่งเป็นการจัดพื้นที่ร่วมกับโรงแรมเพื่อฝากเลี้ยงและเก็บรักษาปะการังพ่อแม่พันธุ์ในช่วงที่น้ำทะเลร้อนจัด เพื่อช่วยรักษาพันธุกรรมสำหรับการฟื้นฟูในอนาคต
ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีทรัพยากรทางทะเลชายฝั่ง (ทช.)ระบุว่า หน่วยงานต่าง ๆ กำลังดำเนินงานตามภารกิจของตน และข้อเสนอจากเวทีจะถูกนำไปพิจารณาประกอบกรอบงานวิจัยระดับประเทศต่อไป

จากคำเตือนสู่แผนรับมือที่ตรวจสอบได้
โจทย์สำคัญหลังการเสวนาคือการเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นมาตรการที่มีงบประมาณ ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาชัดเจน โดยเฉพาะการติดตามอุณหภูมิน้ำทะเลและปะการังฟอกขาว การพัฒนาข้อมูลระดับพื้นที่ และการช่วยให้ชุมชนชายฝั่งรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ก่อนเกิดความเสียหาย
สิ่งที่ควรติดตามต่อ ได้แก่ ผลการจัดสรรงบวิจัยทางทะเล แผนติดตามและจัดการปะการังฟอกขาว การพัฒนาระบบพยากรณ์ระดับท้องถิ่น ตลอดจนสถานะและมาตรการคุ้มครองพื้นที่เกาะตาชัย
ทั้งนี้ การคาดการณ์สถานการณ์ในปี 2027 ที่กล่าวถึงในเวทีเสวนาควรติดตามประกอบกับข้อมูลและประกาศล่าสุดจากหน่วยงานวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ก่อนสรุประดับความรุนแรงของสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่
การรับมือทะเลร้อนจึงไม่ใช่เพียงการรอให้เกิดปะการังฟอกขาวแล้วค่อยแก้ไข แต่ต้องอาศัยข้อมูลต่อเนื่อง งานวิจัยที่เพียงพอ และการเตรียมความพร้อมร่วมกันระหว่างภาครัฐ นักวิทยาศาสตร์ และชุมชนชายฝั่ง


