ทะเลไทยอาจเผชิญช่วงอุณหภูมิน้ำทะเลสูงในเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2570 เพิ่มความเสี่ยงต่อปะการังฟอกขาว นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลจึงเสนอให้รัฐบาลเตรียมแผนรับมือ 3 ระยะ ตั้งแต่การติดตามพื้นที่เสี่ยง การจัดการกิจกรรมทางทะเล ไปจนถึงการประเมินความเสียหายและฟื้นฟูแนวปะการัง โดยย้ำว่าการเตรียมพร้อมต้องเริ่มก่อนเกิดวิกฤต
ทะเลไทยจับตาความร้อนสะสมช่วงเมษายน–พฤษภาคม 2570
นักวิทยาศาสตร์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรทางทะเล ร่วมเสนอแนวทางรับมือความเสี่ยงจากเอลนีโญและอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ในเวทีเสวนา “รับมือคลื่นสึนามิความร้อน” (Heatwave Tsunami: Prepare · Protect · Preserve) ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยงในปี 2570
ดร.สมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์ ที่ปรึกษากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งด้านสมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ระบุว่า อุณหภูมิน้ำทะเลไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำทะเลของไทยมักมีอุณหภูมิสูงตามฤดูกาล โดยคาดว่าความร้อนจะเริ่มส่งผลในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนเมษายน และอาจต่อเนื่องไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม

ข้อมูลที่นำเสนอในเวทีเสวนาระบุว่า อุณหภูมิน้ำทะเลอาจสูงเกิน 30.5 องศาเซลเซียส ขณะที่อ่าวไทยตอนบนอาจมีความร้อนต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงและระยะเวลาของความร้อนยังขึ้นอยู่กับรูปแบบของเอลนีโญ กระแสน้ำ และการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูมรสุม
ดร.สมเกียรติยังอธิบายว่า เอลนีโญมีหลายรูปแบบ โดย Eastern Pacific El Niño และ Central Pacific Warm หรือ El Niño Modoki อาจส่งผลต่อภูมิภาคแตกต่างกัน รูปแบบของปรากฏการณ์จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินว่าอุณหภูมิน้ำทะเลจะสูงขึ้นเร็วเพียงใดและสะสมอยู่นานแค่ไหน
ระยะเวลาที่น้ำทะเลร้อนสำคัญพอ ๆ กับระดับอุณหภูมิ
ความเสี่ยงต่อปะการังไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงระยะเวลาที่น้ำทะเลร้อนสะสมด้วย ข้อมูลที่นำเสนอในงานระบุว่า ในปี 2553 อุณหภูมิน้ำในอ่าวไทยสูงเกิน 30.5 องศาเซลเซียสเป็นเวลาประมาณ 58 วัน และเกิดการฟอกขาวรุนแรง ส่วนปี 2567 น้ำทะเลร้อนเกินเกณฑ์เป็นเวลาประมาณ 91 วัน
ดร.ลลิตา ปัจฉิม นักวิจัยด้านปะการังจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ข้อมูลในเอกสารข่าวว่า ความรุนแรงของปะการังฟอกขาวแตกต่างกันตามชนิดของปะการังและพื้นที่ โดยยกตัวอย่างปี 2567 ที่เกาะแสมสารมีปะการังฟอกขาว 62% และตาย 33% ขณะที่เกาะล้านมีปะการังไม่ฟอกขาว 85%

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของการประเมินความเสี่ยงเป็นรายพื้นที่ ไม่ใช้มาตรการเดียวกันกับแนวปะการังทุกแห่ง โดยข้อเสนอจากเวทีเสวนารวมถึงการจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยง การค้นหาแนวปะการังที่มีความทนทาน และการใช้ข้อมูลภาคสนามประกอบการพยากรณ์
เสนอแผนรับมือ 3 ระยะ เริ่มตั้งแต่มกราคม 2570
อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย เสนอให้จัดทำแผนระดับชาติและเตรียมข้อมูล งบประมาณ การสื่อสาร และแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยง โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่
1. ก่อนปะการังฟอกขาว: มกราคม–มีนาคม 2570
ติดตามอุณหภูมิน้ำทะเล จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงและแหล่งหลบภัยของปะการัง พร้อมวางระบบเตือนภัยสำหรับอุทยานแห่งชาติ ผู้ประกอบการดำน้ำ และชุมชนประมง เพื่อให้แต่ละฝ่ายเตรียมความพร้อมได้ทันเวลา
2. ระหว่างปะการังฟอกขาว: เมษายน–มิถุนายน 2570
สำรวจและบันทึกสถานการณ์ด้วยมาตรฐานเดียวกัน กำหนดข้อจำกัดของกิจกรรมตามหลักฐานความเสียหาย ปรับจุดดำน้ำโดยไม่ผลักภาระไปยังพื้นที่อื่น และห้ามทิ้งสมอหรือสัมผัสปะการัง
3. หลังปะการังฟอกขาว: กรกฎาคม 2570–ธันวาคม 2571
ประเมินการตายและการฟื้นตัวของปะการังในช่วง 3–6 เดือน และติดตามอีกครั้งหลัง 12 เดือน พร้อมคุ้มครองแนวปะการังที่รอดชีวิต ฟื้นฟูพื้นที่ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

จ่อประสานหน่วยงาน จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล
สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทยเสนอให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานสถานการณ์ปะการังฟอกขาวภายใต้คณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานด้านทรัพยากรทางทะเล อุทยานแห่งชาติ ประมง ท่องเที่ยว งานวิจัย และงบประมาณ ลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และแยกงบประมาณสำหรับการเตรียมพร้อม การตอบสนองฉุกเฉิน และการฟื้นฟูระยะยาว
ภายใน 30 วัน สมาคมฯ จะร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมประมง และมูลนิธิเพื่อทะเล เริ่มงานเร่งด่วน 6 ด้าน ได้แก่ การจัดตั้งเครือข่ายนักวิจัยและระบบแบ่งปันข้อมูล การจัดทำรายงานความเสี่ยงแยกฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย การจัดทำแผนรับมือ 3 ระยะพร้อมเกณฑ์เตือนภัย การวางแผนรองรับธุรกิจดำน้ำและเรือนำเที่ยว การประเมินความเสี่ยงต่อประมงและชุมชนชายฝั่ง และการจัดทำกรอบงบประมาณฉุกเฉินควบคู่กับงบติดตามระยะยาว
ข้อสรุปจากเวทีเสวนาจะนำไปประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล โดยเป้าหมายสำคัญคือให้การเตรียมพร้อมเกิดขึ้นก่อนปะการังได้รับความเสียหาย และทำให้การตัดสินใจอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ควบคู่กับการสำรวจจริงในแต่ละพื้นที่
ประเด็นสำคัญต่อจากนี้คือการติดตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลและพัฒนาการของเอลนีโญ การยืนยันพื้นที่เสี่ยงในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ตลอดจนความคืบหน้าของแผนระดับชาติและงบประมาณรองรับ
การคาดการณ์ล่วงหน้าเป็นเครื่องมือช่วยเตรียมความพร้อม แต่ระดับความเสียหายจริงจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางทะเลและสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การลดแรงกดดันต่อแนวปะการัง และการวางระบบติดตามการฟื้นตัวจึงเป็นส่วนสำคัญของการรับมือระยะยาว




