GULF สนับสนุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ บ้านแหลมนาว จ.ระนอง ภายใต้โครงการ Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ 3 ของปี 2569 แก้ปัญหาการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าของชุมชนห่างไกล
GULF นำความรู้และความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียนมาใช้สนับสนุนการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าของชุมชน ผ่านการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้โครงการ Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย โดยบ้านแหลมนาว จ.ระนอง เป็นพื้นที่ที่ 3 ของปี 2569
พลังงานสะอาดรากฐานของชุมชน
หนึ่งในปัจจัยพื้นฐานสำคัญ การสร้างอนาคตที่ยั่งยืน คือ การเข้าถึงพลังงานไฟฟ้า สำหรับพื้นที่ห่างไกล ข้อจำกัดด้านไฟฟ้าอาจไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีแสงสว่างในบ้านเรือน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการเข้าถึงน้ำสะอาด การศึกษา การประกอบอาชีพ ตลอดจนความสามารถของชุมชนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างรายได้

แนวคิดดังกล่าวเป็นที่มาของโครงการ “Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย” ของบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ซึ่งนำความรู้และความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียนมาสนับสนุนการเข้าถึงสาธารณูปโภคด้านพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลน
แนวทางหนึ่งคือการสนับสนุนและติดตั้ง ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ เพื่อให้พลังงานสะอาดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยรองรับการใช้ชีวิตและกิจกรรมของชุมชน
การดำเนินงานดังกล่าวจึงสะท้อนแนวทางการแสดงความรับผิดชอบต่อ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ผ่านการนำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานมาช่วยแก้ข้อจำกัดด้านสาธารณูปโภคในพื้นที่ที่มีความต้องการ
จากข้อจำกัดด้านไฟฟ้าสู่การเข้าถึงพลังงานสะอาด
บ้านแหลมนาว ต.นาคา อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เป็นพื้นที่ที่ 3 ของโครงการในปี 2569 ที่ GULF ดำเนินการ โดยบ้านแหลมนาวเป็นชุมชนชาวไทยมุสลิมที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 300 ปี ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน และมีลักษณะเป็นแหลมที่ทอดยาวตามแนวชายฝั่งทะเลอันดามันกว่า 10 กิโลเมตร

ปัจจุบันมีประมาณ 57 ครัวเรือน ประชากรราว 236 คน โดยมีมัสยิดนูรุ้ลอิสลามเป็นศูนย์รวมจิตใจ และมีโรงเรียนประถมศึกษาบ้านแหลมนาว ซึ่งมีนักเรียน 38 คน
ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ควบคู่กับการทำเกษตรกรรม เช่น สวนสะตอและสวนยางพารา ขณะที่ชุมชนยังมีการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวิถีชุมชนผ่าน “กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านแหลมนาวโฮมสเตย์” แต่การพัฒนากิจกรรมเหล่านี้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านไฟฟ้าที่มีมานาน
ที่ผ่านมา บ้านแหลมนาวต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟส่วนกลางขนาด 5 กิโลวัตต์ ซึ่งใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเบนซิน และสามารถจ่ายไฟให้บ้านเรือนประมาณ 42 หลังคาเรือนได้เพียงวันละ 4 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 18.00-22.00 น.
ชาวบ้านต้องร่วมกันจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงคืนละ 10 บาทต่อครัวเรือน และเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวยิ่งเป็นข้อจำกัดสำหรับหลายครอบครัว
ขณะเดียวกัน ชุดโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กบางส่วนที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐมีสภาพทรุดโทรมจากการใช้งานมาหลายปี ประกอบกับจังหวัดระนองมีฝนตกชุกตลอดปี ส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบเดิมลดลงและไม่สามารถจ่ายไฟได้เพียงพอ
ไฟฟ้าที่เชื่อมโยงถึงน้ำ การศึกษา และศาสนกิจ
ข้อจำกัดด้านไฟฟ้าของบ้านแหลมนาวไม่ได้กระทบเพียงการใช้ไฟในครัวเรือน แต่ยังส่งผลต่อพื้นที่ส่วนกลางของชุมชนมัสยิดนูรุ้ลอิสลาม ซึ่งเป็นศูนย์รวมของชุมชน ประสบปัญหาแบตเตอรี่และระบบอินเวอร์เตอร์ของโซลาร์เซลล์เดิมชำรุดมานานกว่า 2 ปี ส่งผลให้ไม่มีไฟฟ้าสำหรับหอส่งสัญญาณกระจายเสียงเพื่อแจ้งเวลาละหมาดทั้ง 5 เวลา รวมถึงมีแสงสว่างไม่เพียงพอสำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่กว่า 30 คนที่มาเรียนวิชาศาสนาในช่วงค่ำ

ขณะเดียวกัน เครื่องกรองน้ำดื่มส่วนกลางของหมู่บ้านซึ่งติดตั้งอยู่ใกล้มัสยิดต้องหยุดทำงาน เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าสำหรับระบบปั๊มน้ำ แม้อุปกรณ์กรองน้ำจะยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์
เมื่อระบบไม่สามารถทำงานได้ ชาวบ้านทุกครัวเรือนจึงต้องสั่งซื้อน้ำดื่มบรรจุถังจากบนฝั่งมาใช้ ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในชีวิตประจำวัน
ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเข้าถึงไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตในหลายมิติ ตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการศึกษา ศาสนกิจ และการเข้าถึงน้ำดื่มของชุมชน
โซลาร์เซลล์กับโอกาสในการฟื้นเศรษฐกิจชุมชน
การสนับสนุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของ GULF ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมพื้นที่ศูนย์กลางของชุมชน
สำหรับมัสยิด ระบบไฟฟ้าที่กลับมาใช้งานได้จะช่วยรองรับการปฏิบัติศาสนกิจ การกระจายเสียง และการเรียนศาสนาในช่วงค่ำ ขณะที่ระบบไฟฟ้ายังช่วยให้เครื่องกรองน้ำส่วนกลางสามารถกลับมาผลิตน้ำสะอาดให้ชาวบ้านได้อีกครั้ง
ในส่วนของ “กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านแหลมนาวโฮมสเตย์” ที่บ้านแหลมนาวจัดตั้งขึ้น ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวิถีชุมชน รายได้จากกิจกรรมกระจายไปยังหลายกลุ่ม ทั้งแม่บ้าน ฝ่ายจัดเตรียมอาหาร ผู้ให้บริการเรือหางยาว และกลุ่มเยาวชนนำเที่ยว รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำมาเป็นกองทุนกลางของหมู่บ้าน เพื่อใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ กิจกรรมวันเด็ก และช่วยเหลือผู้ยากไร้ในชุมชน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาโฮมสเตย์ต้องหยุดให้บริการชั่วคราว เนื่องจากข้อจำกัดด้านไฟฟ้าและราคาน้ำมันสำหรับเครื่องปั่นไฟที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไม่สามารถอำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวได้
การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ครั้งนี้ครอบคลุมถึงเรือนพักและโฮมสเตย์ จึงเป็นอีกส่วนที่ชุมชนมองว่าจะช่วยให้สามารถกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องช่วงเวลาการเปิด-ปิดไฟ

พิเชษฐ์ ภักดี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านแหลมนาว
พิเชษฐ์ ภักดี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านแหลมนาว กล่าวว่า การมีระบบไฟฟ้าที่เพียงพอจะช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชน และสามารถต่อยอดไปสู่การแปรรูปอาหารและผลิตภัณฑ์ประมงพื้นบ้านในอนาคต
ความเดือดร้อนเรื่องไฟฟ้าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาหลายปี การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์จึงช่วยให้มัสยิดมีไฟฟ้าใช้สำหรับปฏิบัติศาสนกิจและการเรียนศาสนาของเด็ก ๆ รวมถึงทำให้เครื่องกรองน้ำดื่มของชุมชนกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
จากความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน สู่การสร้างโอกาสให้พื้นที่ห่างไกล
กรณีบ้านแหลมนาวเป็นหนึ่งในภาพของการนำความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้กับโจทย์ด้านสาธารณูปโภคของชุมชน โดยมีพลังงานแสงอาทิตย์เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงไฟฟ้า
โครงการ Green Energy Green Network for THAIs เป็นโครงการที่ GULF เดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบโอกาสและการเข้าถึงพลังงานสะอาดไปยังพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนทั่วประเทศ

เป้าหมายของแนวทางดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า แต่เป็นการนำความรู้และความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียนมาใช้กับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน เพื่อช่วยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต การศึกษา การประกอบอาชีพ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนในพื้นที่
บ้านแหลมนาวเป็นอีกกรณีที่สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อพลังงานสะอาดถูกนำมาเชื่อมต่อกับความต้องการพื้นฐานของชุมชน ไฟฟ้าไม่ได้ทำหน้าที่เพียงให้แสงสว่าง แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรากฐานที่มั่นคง และเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเดินหน้าสู่อนาคตของตัวเองได้มากขึ้น



