AIS ร่วมกับสมาคมสภาคณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ผลักดันหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์: AI Literacy” เข้าสู่การเรียนรู้ของคณะวิทยาการจัดการในมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ โดยเปิดให้มหาวิทยาลัยนำไปใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนและกิจกรรมพัฒนานักศึกษา
ตลาดแรงงานไม่ได้ต้องการแค่ “ใช้ AI เป็น”
โจทย์สำคัญของการเตรียมคนในยุค AI ไม่ได้อยู่ที่การสอนให้ผู้เรียนรู้จักเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการประเมินข้อมูล รู้เท่าทันข้อจำกัดของ AI เข้าใจความเสี่ยงด้านไซเบอร์ และตัดสินใจว่าจะใช้ AI อย่างไรให้เหมาะสมกับบริบท
ข้อมูลจาก World Economic Forum ใน Future of Jobs Report 2025 ระบุว่า นายจ้างคาดการณ์ว่า 39% ของทักษะหลักที่มีอยู่ในตลาดแรงงานจะเปลี่ยนแปลงภายในปี 2030 โดย AI และ Big Data เป็นกลุ่มทักษะที่เติบโตเร็วที่สุด ตามด้วย Networks and Cybersecurity และ Technology Literacy ขณะเดียวกัน Analytical Thinking ยังเป็นทักษะหลักที่นายจ้างให้ความสำคัญสูง
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเตรียมกำลังคนสำหรับยุค AI ไม่ควรจำกัดอยู่ที่การผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แต่ต้องทำให้คนในสาขาอื่นสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

AIS นำหลักสูตร AI Literacy เข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัย
ความร่วมมือระหว่าง AIS กับสมาคมสภาคณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย จึงมุ่งนำสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลและหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์: AI Literacy” ไปเปิดให้มหาวิทยาลัยราชภัฏนำไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอน หลักสูตรสามารถเข้าถึงผ่านแพลตฟอร์ม LearnDi for Thais แอปพลิเคชันอุ่นใจ CYBER และเว็บไซต์อุ่นใจไซเบอร์ โดยมหาวิทยาลัยสามารถนำไปใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนหรือกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา
ตามข้อมูลจากสมาคมฯ แนวทางหนึ่งคือการนำหลักสูตรไปใช้ประกอบวิชาพื้นฐาน/ทั่วไป หรือ General Education สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1–4 รวมถึงนำไปปรับใช้กับกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้เรียนตามบริบทของแต่ละมหาวิทยาลัย
นั่นทำให้ประเด็นสำคัญของความร่วมมือนี้อยู่ที่ “การกระจายโอกาสเข้าถึงความรู้” มากกว่าการสร้างหลักสูตร AI สำหรับผู้เรียนสายเทคโนโลยีโดยเฉพาะ เพราะกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั้งนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
AI Literacy ต้องไปไกลกว่าการใช้เครื่องมือ
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของ UNESCO ซึ่งพัฒนา AI Competency Framework for Students โดยกำหนดสมรรถนะ AI ไว้ 4 ด้าน ได้แก่ Human-centred Mindset, Ethics of AI, AI Techniques and Applications และ AI System Design และแบ่งระดับการพัฒนาเป็น Understand, Apply และ Create

กรอบของ UNESCO จึงมอง AI Literacy ในมิติที่กว้างกว่าความสามารถในการใช้ Generative AI โดยให้ความสำคัญกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ จริยธรรม ความรับผิดชอบ และความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI อย่างเหมาะสม
สำหรับภาคการศึกษา ประเด็นนี้มีความสำคัญเพราะนักศึกษาจะไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ใช้เทคโนโลยี” แต่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ AI จะถูกนำไปใช้ในหลายอาชีพและหลายฟังก์ชันขององค์กร
จากห้องเรียนสู่ความสามารถในการทำงานจริง
ในมุมธุรกิจ การพัฒนา AI Literacy ในระดับมหาวิทยาลัยมีผลต่อห่วงโซ่การพัฒนากำลังคนตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน
หากนักศึกษามีพื้นฐานทั้งด้าน AI, Digital Skills และ Cybersecurity มากขึ้น ภาคธุรกิจอาจได้รับประโยชน์จากบุคลากรเริ่มต้นที่มีความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีในระดับพื้นฐาน และสามารถต่อยอดไปสู่ทักษะเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรมได้
ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยก็ต้องเผชิญโจทย์ที่มากกว่าการ “เพิ่มเนื้อหา AI” เข้าไปในหลักสูตร เพราะความเร็วของเทคโนโลยีทำให้ทักษะที่เรียนวันนี้อาจต้องปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

World Economic Forum ระบุว่า 50% ของแรงงานที่อยู่ในกลุ่มตัวอย่างมีการฝึกอบรมเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเรียนรู้ระยะยาวแล้ว และชี้ว่าการ Upskill และ Reskill จะมีบทบาทสำคัญต่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของทักษะในอนาคต
ดังนั้น การสร้าง AI Literacy ในมหาวิทยาลัยจึงควรถูกมองเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต มากกว่าการเรียนจบหลักสูตรแล้วถือว่ามีทักษะ AI อย่างถาวร
ความร่วมมือภาคธุรกิจ–การศึกษากับโจทย์ Future Skills
สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการนำองค์ความรู้และสื่อการเรียนรู้จากหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์” เข้ามาสนับสนุนการเรียนรู้ในสถาบันการศึกษา เพื่อเสริมทักษะดิจิทัล สร้างภูมิคุ้มกันจากภัยไซเบอร์ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างรู้เท่าทันและรับผิดชอบ
ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ สิงห์ขจร นายกสมาคมสภาคณบดีคณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสามารถนำหลักสูตรไปเป็นสื่อประกอบการเรียนรู้สำหรับวิชาพื้นฐาน/ทั่วไป รวมถึงประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนและกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา เพื่อเสริมความรู้และทักษะด้านดิจิทัลและ AI
สาระสำคัญจึงอยู่ที่การเชื่อม “องค์ความรู้จากภาคเอกชน” เข้ากับ “ระบบการศึกษา” เพื่อให้การพัฒนาทักษะเกิดขึ้นก่อนที่นักศึกษาจะเข้าสู่ตลาดแรงงานเต็มรูปแบบ

จากการเข้าถึงหลักสูตรสู่การวัดผล AI Literacy
สิ่งที่น่าติดตามต่อจากความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงจำนวนมหาวิทยาลัยหรือผู้เรียนที่เข้าถึงหลักสูตร แต่คือผลลัพธ์หลังการเรียนรู้ เช่น นักศึกษามีความสามารถในการประเมินผลลัพธ์จาก AI ดีขึ้นหรือไม่ มีความเข้าใจเรื่อง Cybersecurity และข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้นหรือไม่ รวมถึงสามารถนำ AI ไปใช้กับการเรียนและการทำงานอย่างรับผิดชอบได้มากน้อยเพียงใด
หากมีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ในระยะต่อไป จะช่วยเปลี่ยนภาพจาก “โครงการพัฒนาทักษะ AI” ไปสู่การประเมินผลด้าน Future Skills ที่วัดได้จริง
สำหรับภาคธุรกิจ ประเด็นดังกล่าวจะมีความสำคัญมากขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของทักษะในตลาดแรงงาน ขณะที่ภาคการศึกษาต้องปรับบทบาทจากการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับ AI ไปสู่การสร้างคนที่สามารถ เข้าใจ ใช้ ตรวจสอบ และตัดสินใจร่วมกับ AI อย่างมีความรับผิดชอบ
ท้ายที่สุด AI Literacy จึงไม่ได้หมายถึงการรู้ว่า AI ทำอะไรได้บ้างเท่านั้น แต่หมายถึงความสามารถของคนในการใช้เทคโนโลยีโดยยังคงมีวิจารณญาณ จริยธรรม และความรับผิดชอบเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจ




