ทะเลโลกทำสถิติ 21.11°C ขณะ WMO ชี้เอลนีโญจ่อระดับ Very Strong และอาจส่งผลถึงปี 2570 “อ.ธรณ์” วิเคราะห์ความเสี่ยงต่อไทย ธุรกิจ เกษตร น้ำและพลังงาน เตือนจับตาความเสี่ยงด้านความร้อนและภัยแล้งที่อาจต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2570
อุณหภูมิผิวน้ำทะเลโลก ที่พุ่งขึ้นผิดปกติในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กำลังกลายเป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องจับตา เมื่อ ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือ “อ.ธรณ์” รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหัวหน้าหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว Thon Thamrongnawasawat วิเคราะห์ว่า น้ำทะเลที่ร้อนขึ้นทำสถิติในขณะนี้ สะท้อนทั้งผลของภาวะโลกร้อนสะสมและเอลนีโญที่กำลังทวีกำลัง พร้อมเตือนให้จับตาความเสี่ยงด้านความร้อนและภัยแล้งที่อาจต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2570
ขณะที่ข้อมูลล่าสุดจาก Copernicus Climate Change Service (C3S) และ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) สนับสนุนว่ามหาสมุทรกำลังอยู่ในภาวะร้อนผิดปกติ และเอลนีโญมีแนวโน้มพัฒนาเข้าสู่ระดับ Very Strong ในช่วงปลายปี 2569 อย่างไรก็ตาม การประเมินว่าจะเกิดฝนแล้งหรือร้อนรุนแรงในประเทศไทยในช่วงใดและมากเพียงใด ยังต้องติดตามพยากรณ์ตามฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

อ.ธรณ์ชี้กราฟทะเลโลกกำลังส่งสัญญาณผิดปกติ
อ.ธรณ์ อธิบายจากกราฟอุณหภูมิผิวน้ำทะเลโลกว่า เส้นอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงอ้างอิง 1991–2020 อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 1982–2010 อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนแนวโน้มระยะยาวว่าอุณหภูมิของมหาสมุทรกำลังเพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน
เมื่อพิจารณาข้อมูลปี 2568 ซึ่งในช่วงหนึ่งโลกอยู่ภายใต้อิทธิพลของลานีญา อ.ธรณ์ ตั้งข้อสังเกตว่า อุณหภูมิน้ำทะเลยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต จึงสะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มโลกร้อนระยะยาวสามารถยกระดับฐานอุณหภูมิของมหาสมุทร แม้ในช่วงที่มีปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งโดยทั่วไปมีผลช่วยกดอุณหภูมิโลกลงบางส่วน
สำหรับปี 2569 อ.ธรณ์ระบุว่า เส้นอุณหภูมิผิวน้ำทะเลขึ้นสูงกว่าปีก่อนและสูงกว่าเส้นข้อมูลในหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสิ่งที่น่าสังเกตคือ โดยปกติอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยของโลกจะมีจุดสูงสุดช่วงประมาณเดือนมีนาคม–เมษายน แต่ครั้งนี้กลับปรากฏการเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม–กันยายน
การ “เชิดหัวขึ้น” ของกราฟในช่วงดังกล่าวเป็นสัญญาณของเอลนีโญที่กำลังทวีกำลัง และอาจผลักดันอุณหภูมิผิวน้ำทะเลให้สูงขึ้นต่อไป
Copernicus ยืนยันเดือนสิงหาคม 2569 ร้อนทำสถิติ
ข้อมูลจาก Copernicus Climate Change Service (C3S) ยืนยันภาพดังกล่าวในเชิงตัวเลข โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยบริเวณมหาสมุทรนอกเขตขั้วโลก ระหว่างละติจูด 60°S–60°N ในเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 21.07°C สูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกสำหรับเดือนสิงหาคม
ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าสถิติเดือนสิงหาคมเดิมที่ 20.98°C ในปี 2566 และยังเท่ากับสถิติอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยรายเดือนสูงที่สุดของทุกเดือน ซึ่งเคยเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2567
ที่สำคัญ Copernicus ระบุว่า โดยทั่วไปอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยจะขึ้นสูงสุดในเดือนมีนาคม ขณะที่เดือนสิงหาคมมักเป็นเพียงจุดสูงรองของวัฏจักรประจำปี ทำให้ระดับความร้อนที่เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2569 มีความผิดปกติเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ ในวันที่ 24–25 สิงหาคม 2569 อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยรายวันยังขึ้นถึง 21.11°C ทำสถิติสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึก และสูงกว่าสถิติเดิม 21.09°C ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2567 โดยตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายนเป็นต้นมา อุณหภูมิรายวันยังทำสถิติสูงที่สุดสำหรับแต่ละวันในปฏิทินอีกด้วย
โลกที่ร้อนขึ้นกำลังทำให้ “ฐานอุณหภูมิทะเล” สูงกว่าเดิม
อ.ธรณ์ อธิบายว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือมหาสมุทรทำหน้าที่ดูดซับความร้อนส่วนเกินของระบบโลกไว้เป็นจำนวนมาก โดยมองว่านี่คือสัญญาณของผลสะสมจากภาวะโลกร้อน
NOAA ระบุทะเลรับความร้อนส่วนเกินมากกว่า 90%
ข้อมูลจาก National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ของสหรัฐฯ ระบุว่า มหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินที่เกิดขึ้นในระบบภูมิอากาศจากภาวะโลกร้อนที่มนุษย์เป็นสาเหตุไว้ มากกว่า 90%
ผลที่ตามมาคือ Ocean Heat Content หรือปริมาณความร้อนสะสมในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ความร้อนของมหาสมุทรกลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของ Climate Change
ในมุมนี้ การเกิด El Niño ในโลกปัจจุบันจึงไม่ได้เริ่มต้นจากฐานอุณหภูมิแบบเดียวกับหลายทศวรรษก่อน แต่เกิดขึ้นบนมหาสมุทรที่สะสมพลังงานความร้อนจาก Climate Change อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังต้องแยกให้ชัดระหว่าง ความร้อนระยะยาวจาก Climate Change กับ ความผันผวนตามธรรมชาติจาก El Niño–Southern Oscillation หรือ ENSO เพราะทั้งสองปัจจัยสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันและเสริมผลซึ่งกันและกันได้
WMO ระบุด้วยว่า ปัจจุบันมีการพัฒนาตัวชี้วัดอย่าง Relative Oceanic Niño Index หรือ RONI เพื่อช่วยแยกสัญญาณความร้อนที่มาจาก ENSO ออกจากการที่มหาสมุทรโลกโดยรวมมีอุณหภูมิสูงขึ้น

“ซูเปอร์เอลนีโญ” กำลังมา และยังไม่ถึงจุดพีค
จากทิศทางของกราฟ อ.ธรณ์ มองว่า อุณหภูมิน้ำทะเลที่กำลังเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม–กันยายนเป็นสัญญาณว่าเอลนีโญกำลังส่งผลแรงขึ้น ขณะที่สถานการณ์ยังอาจไม่ถึงจุดสูงสุด
อ.ธรณ์ ประเมินว่า แม้เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิผิวน้ำทะเลตามวัฏจักรฤดูกาลอาจลดลงบ้าง แต่ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือช่วงต้นปี 2570 ซึ่งจะเข้าใกล้ช่วงที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลตามวัฏจักรปกติมักขึ้นสูง ประกอบกับเอลนีโญอาจยังไม่สิ้นสุด
ด้วยเหตุนี้ จึงมองว่า ปี 2570 มีความเสี่ยงที่จะเผชิญอุณหภูมิน้ำทะเลและอากาศที่สูงมาก และเตือนให้เตรียมรับมือสภาพร้อนและแล้งที่อาจกินเวลายาวขึ้น
ทั้งนี้ ข้อความดังกล่าวเป็น การประเมินและการสื่อสารความเสี่ยงของ อ.ธรณ์จากข้อมูลที่ติดตามอยู่ ณ เวลานี้ ไม่ใช่ข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าปี 2570 จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน
WMO ยืนยัน El Niño จ่อระดับ Very Strong และอาจอยู่ถึงกุมภาพันธ์ 2570
ข้อมูลจาก องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) ที่เผยแพร่วันที่ 3 กันยายน 2569 ระบุว่า El Niño ตั้งหลักอย่างชัดเจนแล้ว และมีแนวโน้มทวีกำลังในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
แบบจำลองจากศูนย์พยากรณ์ของ WMO ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ เกือบ 100% ที่ El Niño จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือนธันวาคม 2569–กุมภาพันธ์ 2570
WMO คาดว่า El Niño รอบปัจจุบันจะพัฒนาเข้าสู่ระดับ Very Strong ก่อนมีแนวโน้มพีคในช่วงปลายปี 2569 และผลกระทบด้านภูมิอากาศสามารถต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2570
จุดนี้ทำให้คำเตือนของ อ.ธรณ์เกี่ยวกับความจำเป็นในการเฝ้าระวังสถานการณ์ในปีหน้า มีข้อมูลจากหน่วยงานภูมิอากาศโลกสนับสนุนในแง่ที่ว่า El Niño มีแนวโน้มรุนแรงมากและอาจยังส่งผลเข้าสู่ต้นปี 2570
แต่ WMO ไม่ได้ระบุว่าทุกประเทศจะเผชิญภัยแล้งหรือความร้อนในระดับเดียวกัน เพราะผลของ El Niño แตกต่างกันตามภูมิภาคและยังมีระบบภูมิอากาศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
“ซูเปอร์เอลนีโญ–ก็อดซิลล่าเอลนีโญ” ไม่ใช่ศัพท์ทางการ
อ.ธรณ์ระบุไว้ด้วยว่า คำว่า “Super El Niño” หรือ “Godzilla El Niño” เป็นคำเรียกแบบไม่เป็นทางการ ที่ใช้ในการสื่อสารสถานการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมาก
สำหรับการใช้ศัพท์อย่างเป็นทางการ ควรเรียกว่า Very Strong El Niño
ข้อมูลจาก WMO ล่าสุดก็ใช้คำว่า “very strong El Niño” ในการอธิบายเหตุการณ์ปี 2569 โดยตรง และเตือนว่า El Niño ระดับรุนแรงมากสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบอุณหภูมิและฝนในหลายภูมิภาค พร้อมเพิ่มความเสี่ยงของภัยแล้ง น้ำท่วม และ Extreme Heat
เตือนจับตาฝน-ร้อน-แล้ง แต่ผลกระทบไทยยังต้องติดตามเป็นระยะ
สำหรับประเทศไทย อ.ธรณ์ประเมินว่า ผลจากเอลนีโญรอบนี้อาจทำให้ฤดูฝนสิ้นสุดเร็วกว่าปกติ ขณะที่ฤดูหนาวอาจมาเร็ว แต่ไม่หนาวเท่าปีก่อน ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงอากาศร้อนและแล้งยาวตั้งแต่ต้นปี 2570 ไปจนถึงช่วงกลางปี พร้อมแนะนำให้เตรียมรับมือสถานการณ์ล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม ในการนำเสนอเชิงข่าว ควรระบุให้ชัดว่า นี่เป็น การประเมินของ อ.ธรณ์ ไม่ควรนำไปเขียนเป็นข้อสรุปว่า “ประเทศไทยจะแล้งยาวถึงกลางปี 2570 แน่นอน”
เหตุผลคือ แม้ El Niño จะมีอิทธิพลต่อรูปแบบฝนและอุณหภูมิ แต่สภาพอากาศของประเทศไทยยังขึ้นกับปัจจัยอื่น เช่น มรสุม ร่องมรสุม พายุหมุนเขตร้อน ความแปรปรวนของมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงสภาพภูมิอากาศในระดับภูมิภาค
WMO ระบุว่า Very Strong El Niño สามารถทำให้รูปแบบฝนและอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในหลายพื้นที่ของโลก แต่ลักษณะผลกระทบแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค จึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาในแต่ละประเทศประกอบการประเมิน

Climate Risk ไม่ได้หยุดอยู่ที่อากาศ แต่ส่งผ่านสู่เศรษฐกิจ
สำหรับ SDGGo ประเด็นที่ควรมองต่อจากคำเตือนของ อ.ธรณ์ คือ Very Strong El Niño รอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง “อากาศร้อนขึ้นกี่องศา” แต่สามารถพัฒนาเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและธุรกิจได้
WMO เตือนว่า El Niño ที่มีความรุนแรงมากสามารถเพิ่มโอกาสเกิด Extreme Heat ภัยแล้ง และน้ำท่วม ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ผ่านการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและรูปแบบฝน
หากเกิดภาวะฝนน้อยหรือความร้อนยาวนานในพื้นที่สำคัญ ผลกระทบสามารถส่งผ่านไปยังภาคเกษตรและอาหารผ่านปริมาณผลผลิต คุณภาพวัตถุดิบ และต้นทุนการผลิต ขณะที่ภาคธุรกิจที่ใช้น้ำมากอาจต้องบริหาร Water Risk เพิ่มขึ้น
อากาศร้อนยังสามารถเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อทำความเย็น ส่วน Supply Chain ที่เชื่อมโยงกับสินค้าเกษตรจากต่างประเทศก็อาจได้รับผลกระทบจาก Climate Shock ในประเทศผู้ผลิต แม้เหตุการณ์นั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยโดยตรง
นี่ทำให้ประเด็น El Niño เชื่อมโยงโดยตรงกับ Climate Adaptation หรือการปรับตัวต่อผลกระทบจาก Climate Change ซึ่งภาคธุรกิจไม่ควรรอจนภัยแล้งหรือคลื่นความร้อนเกิดขึ้นแล้วจึงเริ่มวางแผน
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
ข้อมูลจาก อ.ธรณ์ และหลักฐานล่าสุดจาก Copernicus, NOAA และ WMO มีประเด็นร่วมที่ชัดเจน คือ มหาสมุทรโลกอยู่ในภาวะร้อนผิดปกติ ขณะที่ El Niño กำลังทวีกำลังอย่างมาก
สิ่งที่ยังต้องติดตามต่อคือ El Niño จะพัฒนาไปถึงระดับใดและพีคเมื่อใด รวมถึงผลของมันต่อรูปแบบฝนและอุณหภูมิในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย ตัวแปรสำคัญในช่วงต่อจากนี้จะไม่ใช่แค่อุณหภูมิ แต่รวมถึงปริมาณฝน น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำ ความชื้นในดิน ผลผลิตการเกษตร และความต้องการพลังงาน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า Very Strong El Niño รอบนี้จะเปลี่ยนจาก Climate Risk ไปสู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับใด
ดังที่ อ.ธรณ์กำลังส่งสัญญาณเตือน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การรอให้รู้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะถูกเรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือไม่ แต่คือ เรามีเวลาเตรียมรับมือก่อนความเสี่ยงจะปรากฏเต็มรูปแบบมากเพียงใด

