กสทช. ลงพื้นที่สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี ตรวจมาตรฐานการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขณะที่ AIS นำ Liveness Detection หรือเทคโนโลยี Biometric มาช่วยตรวจสอบบุคคลจริง ส่วน True คุมกระบวนการตั้งแต่ยืนยันตัวตนถึงจัดเก็บข้อมูล พร้อมเสริมการป้องกันปลายทางผ่าน True CyberSafe สะท้อนการแข่งขันด้านโทรคมนาคม เร่งมือครอบคลุม “Digital Trust” และความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ
กสทช. ตรวจถึงจุดบริการ ปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทาง
การลงพื้นที่ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ครอบคลุมจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี เพื่อติดตามการปฏิบัติงานจริง ณ จุดให้บริการของผู้ประกอบการโทรคมนาคม โดยตรวจตั้งแต่การพิสูจน์และยืนยันตัวตน การลงทะเบียนเลขหมาย ไปจนถึงการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ
พล.ต.อ. ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการ กสทช. ด้านกฎหมาย และประธานคณะอนุกรรมการบูรณาการแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยี โทรคมนาคมและความมั่นคงของรัฐ ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือทำให้ข้อมูลการลงทะเบียนถูกต้อง ครบถ้วน และตรวจสอบได้ เพราะการลงทะเบียนที่ถูกต้องไม่ได้มีความหมายเฉพาะการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นกลไกหนึ่งในการลดช่องทางที่มิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์สามารถนำหมายเลขโทรศัพท์ไปใช้ในทางที่ผิด
ประเด็นนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อพิจารณาจากมาตรการที่ กสทช. ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่การให้ผู้ถือครองซิมจำนวนมากยืนยันตัวตน ไปจนถึงการตรวจสอบและระงับเลขหมายที่มีพฤติกรรมผิดปกติ

ข้อมูลของ กสทช. ระบุว่า เฉพาะเลขหมายที่เข้าข่าย “ซิมผี” จากข้อมูลเดือนธันวาคม 2568 มีการสั่งปิดมากกว่า 23,000 เลขหมาย หลังพบเลขหมายกลุ่มดังกล่าวมีการโทรออกรวมประมาณ 2.4 ล้านครั้ง
จาก Smart Card Reader ถึง Liveness Detection เมื่อการ “เห็นหน้า” อาจไม่พอ
มาตรการของ กสทช. ครอบคลุมการใช้ Liveness Detection และกำหนดเงื่อนไขการลงทะเบียนนอกศูนย์บริการ โดยต้องมี Smart Card Reader หรือรองรับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล รวมถึงมีข้อจำกัดจำนวนเลขหมายที่สามารถลงทะเบียนนอกศูนย์บริการสำหรับบุคคลธรรมดา
Liveness Detection มีบทบาทสำคัญตรงที่ระบบไม่ได้ตรวจเพียงว่าภาพใบหน้าตรงกับบุคคลหรือไม่ แต่มีเป้าหมายตรวจสอบว่าบุคคลที่กำลังดำเนินการอยู่เป็นบุคคลจริง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการนำภาพหรือข้อมูลของบุคคลอื่นมาแอบอ้างในกระบวนการยืนยันตัวตน
AIS ระบุว่าได้นำเทคโนโลยี Liveness Detection ซึ่งเป็นระบบพิสูจน์อัตลักษณ์แบบ Biometric มาใช้เสริมกระบวนการยืนยันตัวตน เพื่อช่วยตรวจสอบผู้ดำเนินการและลดความเสี่ยงจากการแอบอ้างหรือสวมรอย พร้อมสนับสนุนการตรวจมาตรฐานของ กสทช. ในจุดให้บริการ
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนภาพที่ใหญ่กว่าการเปิดซิม เพราะหมายเลขโทรศัพท์ในปัจจุบันเชื่อมโยงกับบริการดิจิทัลจำนวนมาก การทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง “เลขหมาย–ผู้ลงทะเบียน–ผู้ใช้งานจริง” ตรวจสอบได้ จึงมีผลต่อความน่าเชื่อถือของระบบดิจิทัลในวงกว้าง

คุมต้นทาง พร้อม CyberSafe สกัดลิงก์เสี่ยงปลายทาง
ด้าน True Corporation ระบุว่า กระบวนการควบคุมครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบและยืนยันตัวตน การลงทะเบียนเลขหมาย การจัดเก็บข้อมูล ไปจนถึงขั้นตอนปฏิบัติงานของศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่าย พร้อมนำข้อเสนอแนะจากการตรวจสอบของ กสทช. ไปพิจารณาปรับปรุงกระบวนการ
นฤพนธ์ รัตนสมาหาร หัวหน้าสายงานรัฐกิจสัมพันธ์และกำกับดูแล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การป้องกันการนำเลขหมายไปใช้ในทางที่ผิดจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับ ผู้ให้บริการ และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการทำให้กระบวนการลงทะเบียนถูกต้อง รัดกุม และตรวจสอบได้
อีกชั้นหนึ่งของยุทธศาสตร์คือ True CyberSafe ระบบป้องกันภัยไซเบอร์อัตโนมัติที่บริษัทระบุว่าเปิดให้ลูกค้า True และ dtac ทุกเลขหมาย โดยระบบช่วยบล็อกลิงก์และเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยงจาก SMS หรือการใช้อินเทอร์เน็ตก่อนผู้ใช้เข้าถึงเว็บไซต์อันตราย โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปเพิ่มเติมและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
จึงเห็นแนวทางการป้องกันสองระดับ ตั้งแต่ “ต้นทาง” คือการลดโอกาสที่หมายเลขจะถูกเปิดใช้งานภายใต้ข้อมูลหรือบุคคลที่ไม่ถูกต้อง ไปจนถึง “ปลายทาง” คือการลดโอกาสที่ผู้ใช้งานจะเข้าถึงลิงก์และเว็บไซต์เสี่ยง

Cybersecurity กำลังกลายเป็นโจทย์ Governance ของธุรกิจโทรคมนาคม
ในมิติ ESG ประเด็นนี้สัมพันธ์โดยตรงกับ Governance และ Social สำหรับ Governance สิ่งสำคัญคือความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ การจัดการข้อมูล การกำกับตัวแทนจำหน่าย และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับ ขณะที่มิติ Social อยู่ที่การลดความเสี่ยงที่โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมจะถูกนำไปใช้สร้างความเสียหายต่อประชาชน
ดังนั้น Cybersecurity และ Digital Trust จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องของฝ่าย IT อีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องกับ Risk Management, Compliance, Customer Protection และความน่าเชื่อถือของธุรกิจโดยตรง
สำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคม ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้มาตรฐานดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่เฉพาะศูนย์บริการของบริษัท แต่รวมถึงเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและจุดลงทะเบียนจำนวนมาก ซึ่งเป็นจุดที่หน่วยงานกำกับกำลังลงไปตรวจสอบการปฏิบัติงานจริง

จาก “ลงทะเบียนครบ” สู่ “ตัวตนต้องตรวจสอบได้”
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงจำนวนซิมที่ลงทะเบียน แต่คือคุณภาพของการพิสูจน์ตัวตน และความสามารถในการเชื่อมโยงหมายเลขโทรศัพท์กับผู้ใช้งานจริงได้อย่างน่าเชื่อถือ
ทิศทางของ กสทช. ตั้งแต่ Liveness Detection, Smart Card Reader และ Digital ID ไปจนถึงการควบคุมจุดลงทะเบียนและการตรวจเลขหมายผิดปกติ แสดงให้เห็นว่ากฎกำลังเคลื่อนจากการเก็บข้อมูลเพื่อเปิดใช้บริการ ไปสู่ระบบที่ต้องพิสูจน์ ตรวจสอบ และติดตามความผิดปกติได้มากขึ้น
สำหรับ AIS และ True ตลอดจนผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายอื่น โจทย์จึงไม่ใช่เพียงทำให้ผ่านเกณฑ์กำกับดูแล แต่คือการสร้างระบบที่ลด Fraud โดยไม่สร้างความยุ่งยากเกินจำเป็นให้กับผู้ใช้บริการ
เพราะในเศรษฐกิจที่หมายเลขโทรศัพท์กลายเป็นหนึ่งในกุญแจเชื่อมผู้คนเข้ากับบริการดิจิทัล “ความน่าเชื่อถือของตัวตนหลังหมายเลข” ก็กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐาน Digital Trust ของประเทศเช่นกัน

