เปิดโมเดล “พลาสติกคืนค่า” CP AXTRA เปลี่ยน “การทิ้ง” เป็น “การส่งต่อ” นำขวดพลาสติกผ่านการคัดแยกและรีไซเคิล ต่อยอดเป็น “เสื้อสะท้อนแสง” สำหรับเจ้าหน้าที่กวาดถนนของกรุงเทพมหานคร สร้างประโยชน์ต่อผู้ใช้งานจริง
ค้าปลีกกลายเป็น Circular Hub เชื่อมการคัดแยก รีไซเคิล และใช้ประโยชน์ใหม่
ประเทศไทยมีขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวประมาณ 2.88 ล้านตันในปี 2567 แต่มีเพียง 25% ที่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ ขณะที่อีกประมาณ 2.16 ล้านตัน หรือ 75% ถูกส่งต่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการ
ข้อมูลเหล่านี้ สะท้อนว่าโจทย์ใหญ่ของ Circular Economy ไม่ใช่แค่การทำให้พลาสติก “รีไซเคิลได้” แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้วัสดุหลังการใช้งานถูกคัดแยก เก็บกลับ และเดินทางเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้จริง ซึ่งนั่นคือ เป้าหมายและแนวทางที่สำคัญของกิจกรรม “พลาสติกคืนค่า”หรือ AXTRA Circular Impacts ของบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA
รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2567 ของกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยชุมชนประมาณ 27.20 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 74,529 ตันต่อวัน ในจำนวนนี้มีขยะที่ถูกคัดแยกและนำกลับมาใช้ประโยชน์ทั้งจากต้นทางและสถานที่กำจัดรวมประมาณ 10.51 ล้านตัน หรือ 39%
Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงมีความหมายกว้างกว่าการรีไซเคิล แต่เป็นแนวคิดที่พยายามรักษาคุณค่าของวัสดุและทรัพยากรให้อยู่ในระบบให้นานที่สุด ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และลดปริมาณของเสียที่ต้องกำจัด
ประเทศไทยเองมี Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561–2573 ซึ่งกำหนดทิศทางการนำขยะพลาสติกเป้าหมายกลับมาใช้ประโยชน์ภายใต้หลัก Circular Economy ยิ่งทำให้การสร้างระบบเก็บกลับและการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว

จาก “ขวดพลาสติก” สู่เสื้อสะท้อนแสง เมื่อ Waste ต้องกลับมามี Use Case
หนึ่งในคำถามสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนคือ เมื่อเก็บวัสดุกลับมาแล้วจะนำไปทำอะไรต่อ
แนวคิด “พลาสติกคืนค่า” พยายามตอบโจทย์ดังกล่าวด้วยการสร้างเส้นทางให้พลาสติกใช้แล้วตั้งแต่การคัดแยก การรับคืน การส่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ไปจนถึงการนำวัสดุกลับมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผู้ใช้งานจริง
กรณีที่เห็นภาพชัดคือการนำขวดพลาสติกที่ผ่านการคัดแยกและรีไซเคิลไปต่อยอดเป็น “เสื้อสะท้อนแสง” สำหรับเจ้าหน้าที่กวาดถนนของกรุงเทพมหานคร
คุณค่าของผลิตภัณฑ์จึงไม่ได้อยู่เพียงสถานะว่าเป็น “เสื้อจากวัสดุรีไซเคิล” แต่เกิดจากการออกแบบปลายทางของวัสดุให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยเสื้อสะท้อนแสงมีหน้าที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานบนท้องถนนมองเห็นได้ชัดขึ้น
ในกิจกรรม AXTRA GREEN CHALLENGE เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา CP AXTRA และมูลนิธิพุทธรักษาได้ส่งมอบตะแกรงเก็บคืนขวดพลาสติก 15 ตะแกรงสำหรับสวนลุมพินี พร้อมเสื้อสะท้อนแสงที่ผลิตจากการรีไซเคิลขวดพลาสติกจำนวน 100 ตัวให้กรุงเทพมหานคร
เป้าหมายในภาพใหญ่ของแนวคิด “พลาสติกคืนค่า” คือการส่งต่อเสื้อสะท้อนแสงจากวัสดุรีไซเคิลให้เจ้าหน้าที่กวาดถนนทั่วกรุงเทพมหานคร ทำให้วงจรตั้งแต่ “การทิ้ง” ไปจนถึง “การใช้ประโยชน์รอบใหม่” เริ่มมองเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

Makro–Lotus’s อาจเป็นมากกว่า “พื้นที่ขายสินค้า”
ตามโมเดลของ CP AXTRA เครือข่ายแม็คโคร–โลตัสถูกวางบทบาทให้เป็นจุดเชื่อมระหว่างผู้บริโภคกับระบบจัดการวัสดุ ตั้งแต่สร้างการรับรู้ กระตุ้นให้เกิดการคัดแยก เก็บกลับและรับคืนวัสดุ ตลอดจนทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อนำวัสดุเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
หากมองในเชิงโครงสร้าง นี่คือจุดแข็งที่ธุรกิจค้าปลีกมีอยู่แล้ว เพราะร้านค้าคือพื้นที่ที่ผู้บริโภคเดินทางเข้ามาใช้บริการเป็นประจำ
ดังนั้น หากจุดขายสินค้าสามารถทำหน้าที่เป็น “จุดคืนทรัพยากร” ไปพร้อมกัน การเดินทางของสินค้าอาจไม่ได้เป็นเส้นตรงจากผู้ผลิต → ร้านค้า → ผู้บริโภค → ขยะ อีกต่อไป แต่สามารถเพิ่มเส้นทางย้อนกลับจากผู้บริโภค → จุดรับคืน → ผู้รวบรวม/รีไซเคิล → วัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่
นี่คือเหตุผลที่บทบาทของค้าปลีกใน Circular Economy อาจมีความสำคัญมากกว่าการลดพลาสติกภายในร้านของตัวเอง เพราะศักยภาพที่ใหญ่กว่าคือการใช้ “Network” ที่มีอยู่เชื่อมผู้บริโภคจำนวนมากเข้าสู่ระบบหมุนเวียนของทรัพยากร
CP AXTRA ตั้งเป้ารวบรวมขวดพลาสติก 10.5 ล้านขวดในปี 2569 โดยเชื่อมการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค เยาวชน โรงเรียน พันธมิตร และเครือข่ายแม็คโคร–โลตัส
ก่อนหน้านี้ โครงการยังนำขวดพลาสติกใช้แล้วไปผลิตเป็นเสื้อนักเรียนรีไซเคิลจำนวน 10,000 ตัว เพื่อส่งต่อให้เยาวชนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

จุดร่วมของเสื้อนักเรียนและเสื้อสะท้อนแสงจึงอยู่ที่แนวคิดเดียวกัน คือทำให้ “ปลายทางของการรีไซเคิล” เชื่อมโยงกลับไปสู่ความต้องการของสังคม
Circular Economy จะเกิดไม่ได้ หากผู้บริโภคไม่คืนวัสดุเข้าสู่ระบบ
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ธุรกิจมีจุดรับคืนหรือมีเทคโนโลยีรีไซเคิล ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนก็ไม่สามารถทำงานได้หากวัสดุไม่ถูกแยกอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง
นี่เป็นเหตุผลที่โมเดล “พลาสติกคืนค่า” พยายามเชื่อมโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ไม่ใช่เฉพาะการรวบรวมขวด แต่รวมถึงการสร้างความเข้าใจว่า “ขยะ” หลังการคัดแยกสามารถเป็นวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์รอบใหม่ได้
ในระยะยาว การสร้างพฤติกรรมดังกล่าวอาจสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีรีไซเคิล เพราะ Circular Economy ต้องอาศัยทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้บริโภค ผู้รวบรวมวัสดุ ผู้รีไซเคิล ภาครัฐ และผู้ใช้วัตถุดิบรีไซเคิลทำงานต่อเนื่องกัน
หากส่วนใดส่วนหนึ่งของวงจรขาดหาย วัสดุที่มีมูลค่าก็สามารถกลับไปกลายเป็น “ขยะ” ได้อีกครั้ง
ดังนั้น แนวคิด “คืนค่า” จึงน่าสนใจตรงการพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมจาก “การทิ้ง” ไปสู่ “การส่งต่อ” โดยทำให้ผู้บริโภคมองเห็นปลายทางของสิ่งที่ตัวเองคัดแยกว่ากลับไปสร้างประโยชน์อะไรได้บ้าง

จาก Circular Project สู่ Circular Infrastructure คือโจทย์ต่อไป
สำหรับภาคธุรกิจ ความท้าทายหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำโครงการรีไซเคิลให้เกิดขึ้นเป็นครั้งๆ แต่คือการทำให้ระบบ “รับคืน–รวบรวม–รีไซเคิล–นำกลับมาใช้” สามารถขยายขนาดและดำเนินต่อเนื่องได้
โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ผลิตสินค้าและผู้บริโภคจำนวนมาก มีโอกาสพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวผ่านพื้นที่สาขา ระบบโลจิสติกส์ และเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่
แต่การประเมินว่าโมเดลใดสร้างผลกระทบด้าน Circular Economy ได้มากเพียงใด จำเป็นต้องมองไกลกว่าจำนวนกิจกรรมหรือผลิตภัณฑ์รีไซเคิล และติดตามตัวชี้วัดสำคัญ เช่น ปริมาณวัสดุที่เก็บกลับได้จริง สัดส่วนที่เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล คุณภาพของวัสดุที่ได้กลับมา ต้นทุนของระบบ ตลอดจนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิต
เพราะปลายทางของ Circular Economy ไม่ใช่การทำให้ “ขยะหนึ่งชิ้นกลายเป็นสินค้าอีกชิ้น” เท่านั้น แต่คือการออกแบบระบบเศรษฐกิจที่สามารถรักษามูลค่าของทรัพยากรเอาไว้ให้นานที่สุด
หากเครือข่ายค้าปลีกสามารถทำให้การคืนวัสดุกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันได้ จุดขายสินค้าในอนาคตอาจมีอีกบทบาทหนึ่งเพิ่มขึ้น นั่นคือการเป็น “Circular Hub” ที่ทำให้ทรัพยากรเดินทางกลับเข้าสู่ระบบแทนที่จะสิ้นสุดลงที่ถังขยะ

