กฟผ. ยกระดับ “EGAT Green i ปีที่ 3” จากเวทีประกวดแนวคิด สู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว เชื่อมมหาวิทยาลัย นักวิจัย สตาร์ทอัพ และภาคอุตสาหกรรม พัฒนาไอเดียสู่ต้นแบบและการใช้งานจริง เปิด 2 โจทย์ใหญ่ Circular Innovation และ Sustainable Concrete พร้อมต่อยอดผลิตภัณฑ์ศักยภาพสูงสู่ตลาดภาครัฐและโอกาสเชิงพาณิชย์
ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ “นวัตกรรมสีเขียว” กำลังเปลี่ยนสถานะจากเรื่องของสิ่งแวดล้อมไปสู่หนึ่งในปัจจัยสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และนี่คือทิศทางที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำลังผลักดันผ่าน EGAT Green i ปีที่ 3: Green Innovation for ESG & Circular Future
ปีนี้โจทย์ของโครงการไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่า “ใครมีไอเดียดีที่สุด” แต่ขยับไปอีกขั้นว่า ไอเดียนั้นสามารถสร้างเป็นต้นแบบ ใช้งานได้จริง และมีโอกาสกลายเป็นธุรกิจได้หรือไม่
นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหา สร้างคุณค่า และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง
ดังนั้น EGAT Green i ปีที่ 3 จึงไม่ได้มุ่งค้นหาเพียงแนวคิดใหม่ แต่ต้องการสร้าง Innovation Ecosystem เชื่อมศักยภาพของ กฟผ. เข้ากับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และคนรุ่นใหม่ เพื่อพานวัตกรรมจาก “แนวคิด” ไปสู่ “ต้นแบบ–การทดสอบ–การใช้งานจริง”

ดึง 8 พันธมิตร สร้าง Ecosystem นวัตกรรมสีเขียว
EGAT Green i ปีที่ 3 เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับ 8 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), กรมโรงงานอุตสาหกรรม, องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ Thailand), Taisei (Thailand) Co., Ltd., สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย, สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.), บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด (CPAC Concrete) และ Siam City Concrete Co., Ltd.
เป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย นักวิจัย สตาร์ทอัพ ภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงตลาด เพื่อสร้างเส้นทางให้นวัตกรรมที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานและโอกาสเชิงพาณิชย์ได้จริง
2 โจทย์ใหญ่ จาก Circular Economy ถึงคอนกรีตคาร์บอนต่ำ
ปีนี้ กฟผ. แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 โจทย์สำคัญ ได้แก่ Circular Innovation Challenge เปิดพื้นที่ให้นิสิต นักศึกษา และอาจารย์ระดับอุดมศึกษา พัฒนานวัตกรรมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy โดยมุ่งใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดของเสีย และนำทรัพยากรหรือวัตถุพลอยได้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่

อีกโจทย์คือ Sustainable Concrete – Decarbonization Innovation Challenge for Cement and Concrete Industry ซึ่งเปิดกว้างสำหรับนักวิจัย สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำจากงานวิจัยและห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตและใช้งานในอุตสาหกรรมจริง
การเพิ่ม Sustainable Concrete เข้ามาในปีที่ 3 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะการแข่งขันสองปีแรกมีเฉพาะด้าน Circular Innovation และเน้นการประกวด “แนวคิด” เป็นหลัก ขณะที่ปีนี้ กฟผ. เพิ่มกระบวนการพัฒนาต้นแบบ เพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดสามารถนำไปทำจริงและขยายผลได้
เปลี่ยน “ของเหลือจากโรงไฟฟ้า” เป็นวัตถุดิบเศรษฐกิจใหม่
หนึ่งในจุดแข็งของ Sustainable Concrete คือการนำวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ไม่ว่าจะเป็น เถ้าลอยลิกไนต์ เถ้าหนักลิกไนต์ และยิปซัมสังเคราะห์ มาพัฒนาร่วมกับวัสดุเหลือใช้ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่
แนวคิดดังกล่าวเปิดทางให้วัสดุที่เดิมอาจถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องบริหารจัดการ กลายเป็น “วัตถุดิบ” สำหรับผลิตภัณฑ์ก่อสร้างแห่งอนาคต และยังช่วยลดการนำวัสดุไปกำจัด ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือจากกระบวนการผลิต
ตัวเลขตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาเป็นหลักฐานที่น่าสนใจ โดย กฟผ. ส่งมอบ เถ้าลอยไปใช้ประโยชน์แล้วประมาณ 28 ล้านตัน และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 23.8 ล้านตัน
นั่นสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า Circular Economy สามารถขยับจากแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้

Geopolymer โอกาสใหม่ ลดการพึ่งพาปูนซีเมนต์
อีกเทคโนโลยีที่ถูกจับตามองคือ Geopolymer และ Alkali-Activated Materials ซึ่งเปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการพัฒนาวัสดุก่อสร้างโดยใช้วัตถุพลอยได้และวัสดุเหลือใช้เป็นส่วนประกอบ และสามารถลดการใช้ปูนซีเมนต์และทรัพยากรธรรมชาติใหม่
จากข้อมูลการสัมภาษณ์ของทีม กฟผ. เทคโนโลยีดังกล่าวยังสามารถนำวัสดุเหลือใช้ในแต่ละท้องถิ่น เช่น เถ้าจากแกลบหรือวัสดุจากภาคเกษตรกรรม มาพัฒนาร่วมกับวัตถุพลอยได้ของ กฟผ. ในสัดส่วนที่เหมาะสมได้
แนวคิดนี้มีนัยสำคัญมากกว่าการผลิตคอนกรีตสูตรใหม่ เพราะหากพัฒนาได้สำเร็จ แต่ละพื้นที่อาจสามารถนำ waste ของตนเองกลับมาสร้างเป็นวัสดุใหม่ ลดทั้งการกำจัดของเสีย การใช้ทรัพยากรใหม่ และ Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม กฟผ. วางโจทย์ไว้อย่างชัดเจนว่า คำว่า “คาร์บอนต่ำ” ไม่ควรเป็นเพียงข้อความทางการตลาด ผลิตภัณฑ์ต้องพิสูจน์ได้ทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย ความทนทาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทุน และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ รวมถึงต้องมีข้อมูลด้านการลดคาร์บอนที่สามารถคำนวณและตรวจสอบย้อนกลับได้

จาก Lab สู่ Market — เป้าหมายไม่ใช่แค่ Prototype
จุดที่ทำให้ EGAT Green i ปีที่ 3 แตกต่างจากการแข่งขันนวัตกรรมทั่วไป คือความพยายามสร้างเส้นทางต่อจากห้องทดลองไปสู่ตลาด
ผู้เข้าร่วมจะได้รับการสนับสนุนทั้งการพัฒนาต้นแบบ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจน Innovation Clinic และ Industrial Validation
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในขอบข่ายและผ่านหลักเกณฑ์ โครงการยังมีเป้าหมายช่วยเตรียมความพร้อมเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ บัญชีสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขณะที่ กฟผ. จะพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับนำมาใช้ในโครงการขององค์กรเพื่อสร้างกรณีตัวอย่างการใช้งานจริง
นี่จึงเป็นการเปลี่ยนบทบาทของเวทีประกวด จากการค้นหา “ผู้ชนะ” ไปสู่การค้นหา Solution ที่สามารถอยู่รอดในโลกธุรกิจได้จริง

เมื่อ Green Innovation กลายเป็นโจทย์การแข่งขันทางธุรกิจ
อีกมิติสำคัญของโครงการคือการเปลี่ยนวิธีมองเรื่องสิ่งแวดล้อม
หากในอดีตภาคธุรกิจอาจมองมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นต้นทุนหรือข้อจำกัด วันนี้การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขัน
ดังนั้น Sustainable Concrete จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างสูตรคอนกรีตใหม่ แต่กำลังทดลองสร้าง “ระบบนิเวศวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ” ที่เชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานมาตรฐาน และตลาดเข้าด้วยกัน
หากโมเดลนี้เดินหน้าได้ตามเป้าหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงการลดของเสียจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า แต่คือการเปลี่ยนวัตถุพลอยได้และของเหลือใช้ให้กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับ Green Business และอุตสาหกรรมก่อสร้างคาร์บอนต่ำในอนาคต

เปิดรับถึง 4 ก.ย. ก่อน Demo Day ปลายปี
EGAT Green i ปีที่ 3 เปิดรับสมัครถึง 4 กันยายน 2569 ก่อนคัดเลือกเหลือโครงการละ 8 ทีมเข้าสู่ Boot Camp และคัดเหลือโครงการละ 3 ทีมเข้าสู่รอบพัฒนาผลงานเข้มข้น
ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ พร้อม Innovation Clinic และ Industrial Validation ก่อนนำเสนอผลงานใน Demo Day & Award Ceremony วันที่ 16 ธันวาคม 2569
โครงการมีเงินรางวัลรวม กว่า 325,000 บาท และหลังการแข่งขัน ผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับการเชื่อมโยงกับ กฟผ. ในช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2570 เพื่อพัฒนาต่อไปสู่ธุรกิจ นวัตกรรม งานวิจัย หรือการนำไปใช้จริง

เส้นทางของ EGAT Green i จึงไม่ได้จบลงบนเวทีประกวด แต่กำลังทดลองตอบคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า ประเทศไทยจะสามารถสร้างระบบที่พา “งานวิจัยและไอเดียสีเขียว” ออกจากห้องทดลอง ไปสู่ตลาด และกลายเป็นธุรกิจที่สร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

