เดลต้า เปิดเวที Delta Future Industry Summit 2026 ดึงภาครัฐ ผู้นำอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีกว่า 200 คน ถกโจทย์ใหญ่ประเทศไทย เตรียมโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และภาคอุตสาหกรรม รับการเติบโตของ AI และ Data Center พร้อมชู Automation–Digital Twin–Smart Building เพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพพลังงาน สร้างขีดความสามารถแข่งขันระยะยาว
การเติบโตของ AI และ Data Center กำลังเปิดโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทย แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเพิ่มแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และภาคอุตสาหกรรม เดลต้า ประเทศไทย เปิดเวที Future Industry Summit 2026 ดึงภาครัฐ–เอกชน–ผู้นำเทคโนโลยีกว่า 200 คน ร่วมถอดโจทย์สำคัญ ประเทศไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร เพื่อเปลี่ยนคลื่น AI ให้กลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
การมาถึงของ Artificial Intelligence (AI) ไม่ได้เปลี่ยนแค่โลกเทคโนโลยี แต่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การลงทุน Data Center โรงงานอัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ อาคารอัจฉริยะ ไปจนถึงความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น
สำหรับประเทศไทย โอกาสจาก AI จึงมาพร้อมกับคำถามสำคัญว่า โครงสร้างพื้นฐานและระบบพลังงานของประเทศพร้อมแค่ไหน หากความต้องการประมวลผลข้อมูลและการใช้ไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว
นี่คือหนึ่งในโจทย์หลักที่ถูกหยิบขึ้นมาหารือบนเวที Delta Future Industry Summit 2026 ซึ่งจัดโดย บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ภายใต้แนวคิด “Advancing Thailand’s Infrastructure for AI and Electrification Evolution” หรือ “ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย เพื่อรองรับวิวัฒนาการของ AI และการใช้พลังงานไฟฟ้า”
เวทีดังกล่าวรวบรวมผู้นำภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีกว่า 200 คน เพื่อมองไปไกลกว่าการนำ AI มาใช้งาน แต่รวมถึงการเตรียม “ระบบหลังบ้าน” ของประเทศ ตั้งแต่พลังงาน Data Center ระบบ Automation ไปจนถึงกำลังคน เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้จริง
AI จะไปต่อไม่ได้ หากโครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อม
หนึ่งในสารสำคัญจากเวทีครั้งนี้ คือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไม่สามารถแยกออกจากเรื่อง พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน
วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เร่งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยผ่านวิวัฒนาการด้าน AI และการใช้พลังงานไฟฟ้า” โดยระบุว่า การเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยเข้าสู่ยุค AI พลังงานไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ไม่สามารถเกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนของภาครัฐหรือเอกชนเพียงฝ่ายเดียว

ภาครัฐจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเป็นกำลังสำคัญในการสร้างนวัตกรรม สถาบันการศึกษาร่วมพัฒนาองค์ความรู้ และผู้ประกอบการต้องพร้อมก้าวข้ามกรอบการดำเนินธุรกิจแบบเดิม
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือ “คน” โดยเฉพาะการเร่งยกระดับทักษะแรงงานให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เดลต้ามองไทยมีแต้มต่อ แต่ความต้องการพลังงานกำลังเพิ่มแรงกดดัน
วิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดลต้า ประเทศไทย มองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบพลังงานไฟฟ้า ด้วยจุดแข็งจากระบบนิเวศการผลิต นโยบายที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และแรงงานทักษะสูงที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้น
แต่โอกาสดังกล่าวมาพร้อมกับแรงกดดัน
เมื่อความต้องการ ระบบประมวลผลข้อมูลและระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เพิ่มสูงขึ้น ความต้องการที่ตามมาคือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ต้องมีทั้งความเพียงพอ เสถียรภาพ และประสิทธิภาพ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยี
นั่นทำให้การแข่งขันในยุค AI ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีเทคโนโลยีที่ดีกว่า แต่อาจรวมถึงว่า ประเทศใดมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับเทคโนโลยีเหล่านั้นได้มากกว่า
Data Center มา “ไฟฟ้า” ต้องมา
ประเด็นนี้เห็นได้ชัดจากการเสวนา “Energy Infrastructure Readiness in the Advancement of Data Centers in Thailand” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง
การลงทุน Data Center ที่เพิ่มขึ้นกำลังเชื่อมโยงโดยตรงกับ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น ทำให้การเตรียมความพร้อมไม่สามารถเป็นภารกิจของผู้ให้บริการไฟฟ้าเพียงฝ่ายเดียว
แต่ต้องอาศัยการวางแผนร่วมกันระหว่าง ภาคพลังงาน สถาบันการเงิน บริษัทเทคโนโลยี และผู้ประกอบการ Data Center
นี่อาจกลายเป็นหนึ่งในโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เพราะหากต้องการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI การมีพื้นที่หรือสิทธิประโยชน์การลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สามารถรองรับการเติบโตดังกล่าวได้ด้วย
NVIDIA ชี้ AI Infrastructure ต้องโตอย่าง “มีประสิทธิภาพและยั่งยืน”
ด้าน ดร. เอททิกัน คันดาซามี คารุปเปียห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใต้ NVIDIA Corporation ฉายภาพอนาคตผ่านหัวข้อ “Powering the Next Era of AI Infrastructure in Thailand”
สารสำคัญคือ การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI จำเป็นต้องมาพร้อมกับ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และการพัฒนานวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างผู้เล่นในระบบนิเวศเทคโนโลยีจะยิ่งมีความสำคัญ หากประเทศไทยต้องการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ
จากใช้ AI ช่วยทำงาน สู่ธุรกิจที่มี AI เป็นแกนกลาง
อีกด้านหนึ่ง อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวในหัวข้อ “Day Zero of the AI Revolution” ถึงการเปลี่ยนผ่านขององค์กรไปสู่ AI-first enterprises
จุดเริ่มต้นอาจเป็นเพียงการใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงาน หรือ Task Augmentation ก่อนพัฒนาไปสู่ Workflow Optimization ซึ่ง AI เข้ามามีบทบาทต่อกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่การเปลี่ยนโมเดลการดำเนินธุรกิจในภาพรวม
นอกจากนี้ Quantum Computing ยังเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกจับตามองว่าจะมีศักยภาพเพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรม ท่ามกลางอนาคตที่ AI เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ
โรงงานแห่งอนาคต ไม่ได้มีแค่ “หุ่นยนต์”
การเปลี่ยนแปลงอีกด้านกำลังเกิดขึ้นในโรงงาน อาคาร และระบบโลจิสติกส์
เวทีเสวนา “How Will Industrial and Building Automation Shape Sustainable Manufacturing in Thailand?” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), อัลลี่ โลจิสติกส์ พร็อพเพอร์ตี้, ดีเอชแอล เอ็กซ์เพรส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และเดลต้า ประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สะท้อนให้เห็นเทคโนโลยีหลายด้านที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรม
ตั้งแต่ Connected Automation, Operational Data, Digital Twins และ Smart Building ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดการใช้แรงงาน แต่ยังสามารถเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับการบริหารจัดการพลังงาน และช่วยให้องค์กรตัดสินใจจากข้อมูลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เทคโนโลยีเหล่านี้จึงกำลังเชื่อมคำว่า “Smart Manufacturing” เข้ากับ “Sustainable Manufacturing” มากขึ้นเรื่อย ๆ
เดลต้าโชว์ 4 เทคโนโลยี เชื่อม AI–พลังงาน–โรงงาน–อาคาร
นอกจากการแลกเปลี่ยนมุมมอง เดลต้ายังนำเสนอ 4 กลุ่มโซลูชันที่สะท้อนภาพการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จริง ประกอบด้วย
1. Sustainable Modular Data Center
โซลูชันศูนย์ข้อมูลแบบโมดูลาร์เพื่อความยั่งยืนแบบครบวงจร รองรับความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล
2. Sustainable Smart Microgrid
ระบบไมโครกริดอัจฉริยะสำหรับภาคพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับการบริหารจัดการพลังงาน
3. AI-Driven Smart Manufacturing & Digital Twin
เชื่อม AI เข้ากับการผลิตอัจฉริยะและ Digital Twin เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและการตัดสินใจ
4. IoT-Based Smart Building & AI-Powered Security
นำ IoT และ AI มาใช้กับระบบบริหารจัดการอาคารและระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการใช้พลังงาน
ทั้งหมดสะท้อนการเชื่อมโยงระหว่าง Power Electronics + Automation + Digital Technology ซึ่งกำลังกลายเป็นโครงสร้างสำคัญของทั้ง Data Center โรงงาน และอาคารยุคใหม่
จาก “AI Boom” สู่โจทย์ใหญ่ ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน?
หากมองภาพรวมจาก Delta Future Industry Summit 2026 สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงว่า AI จะฉลาดขึ้นอีกแค่ไหน แต่คือ ประเทศไทยจะสร้างระบบนิเวศรองรับการเติบโตของ AI ได้เร็วเพียงใด
เพราะเบื้องหลัง AI หนึ่งระบบ มีทั้ง Data Center ระบบไฟฟ้า ระบบบริหารจัดการพลังงาน เครือข่ายดิจิทัล โรงงานอัจฉริยะ อาคาร กำลังคน เงินลงทุน และนโยบายภาครัฐเชื่อมโยงอยู่ด้วยกัน
การเติบโตของ AI และ Data Center จึงมีสองด้านพร้อมกัน
ด้านหนึ่งคือ โอกาสในการดึงดูดการลงทุน ยกระดับภาคการผลิต และสร้างอุตสาหกรรมใหม่
แต่อีกด้านคือ ความต้องการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องได้รับการวางแผนล่วงหน้า
หลังดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมา 38 ปี เดลต้ายังคงใช้ Delta Future Industry Summit เป็นเวทีเชื่อมโยงผู้กำหนดนโยบายและผู้นำอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเทคโนโลยีและความท้าทายใหม่
และหาก AI คือหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจลูกใหม่ คำถามสำคัญของประเทศไทยจากนี้ อาจไม่ใช่เพียง “เราจะใช้ AI อย่างไร”
แต่คือ “เราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมให้ AI เติบโต โดยไม่ทิ้งโจทย์ด้านพลังงานและความยั่งยืนไว้ข้างหลังได้อย่างไร”

