AWC เดินเกม Sustainable Growth-led Strategy วางโมเดลเติบโตระยะยาว สร้างพอร์ตอสังหาริมทรัพย์คุณภาพ เชื่อมโรงแรม-คอมเมอร์เชียล-Lifestyle Destination พร้อมดึงพันธมิตรระดับโลกสร้าง Destination ใหม่ กระตุ้นรายได้จากสินทรัพย์เดิม ก่อนต่อยอดสู่การศึกษา AWR – REIT ขนาด 30,000 ล้านบาท สร้างวงจรหมุนสินทรัพย์และเงินทุนรองรับการเติบโตรอบใหม่ ขณะที่ผล Q2/2569 รายได้แตะ 5,502 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท
หากมองผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เพียงตัวเลขรายได้ 5,502 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท อาจเห็นภาพเพียงการเติบโตของธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์
แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการเดินหน้ากลยุทธ์ “Sustainable Growth-led Strategy” ซึ่งกำลังถูกนำมาใช้เป็นแกนในการเชื่อมสินทรัพย์ โรงแรม พื้นที่เชิงพาณิชย์ ไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว พันธมิตรระดับโลก และโครงสร้างเงินทุน เข้าสู่โมเดลการเติบโตระยะยาวเดียวกัน
เป้าหมายไม่ใช่เพียง “มีอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น” แต่เป็นการทำให้ สินทรัพย์แต่ละแห่งสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มขึ้น ก่อนนำความแข็งแกร่งของพอร์ตกลับไปสนับสนุนการลงทุนและพัฒนาสินทรัพย์ชุดใหม่

Sustainable Growth-led Strategy คืออะไร?
จากแนวทางที่ AWC ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง Sustainable Growth-led Strategy มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ การสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพจากพอร์ตสินทรัพย์ที่มีความสมดุล ระหว่างธุรกิจโรงแรมและการบริการกับธุรกิจคอมเมอร์เชียล
วิธีการไม่ได้หยุดอยู่ที่การซื้อหรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหม่ แต่รวมถึงการเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ของสินทรัพย์ที่เปิดดำเนินงานแล้ว การนำโมเดล AWC’s Lifestyle Destination มาต่อยอดพื้นที่ และการใช้ความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกสร้างประสบการณ์ใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้าและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง
เมื่อถอดแนวทางที่ AWC ดำเนินการออกมา จะเห็น “เครื่องยนต์” สำคัญหลายส่วนที่ทำงานร่วมกัน
1. สร้างพอร์ตที่สมดุล ไม่ฝากการเติบโตไว้กับธุรกิจเดียว
จุดแรกคือการกระจายเครื่องยนต์รายได้ระหว่าง Hospitality และ Commercial
ไตรมาส 2/2569 กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการสร้างรายได้ 2,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% YoY ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลมีรายได้ 2,517 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% YoY
ผลลัพธ์คือ AWC ไม่ได้พึ่งการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวหรือโรงแรมเพียงด้านเดียว แต่มีรายได้จากศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน พื้นที่เชิงพาณิชย์ รวมถึงธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาสร้างสมดุลให้พอร์ต

ภาพดังกล่าวสะท้อนออกมาที่ผลประกอบการรวม ไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้ 5,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% YoY กำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% และ EBITDA 2,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6%
2. ไม่ได้แค่เพิ่มสินทรัพย์ แต่ต้องทำให้ “สินทรัพย์เดิมทำเงินมากขึ้น”
อีกแกนสำคัญของ Sustainable Growth-led Strategy คือการเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์ที่เปิดดำเนินงานแล้ว
ธุรกิจโรงแรมเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด รายได้จากทรัพย์สินที่เปิดดำเนินงานตามปกติเพิ่มขึ้น 7.4% YoY ขณะที่ EBITDA ของธุรกิจโรงแรมและการบริการเพิ่มขึ้นถึง 9.7% เป็น 742 ล้านบาท
เมื่อกำไรจากการดำเนินงานโตเร็วกว่ารายได้ EBITDA Margin จึงขยับจาก 25.9% เป็น 26.9%
นั่นหมายความว่าโจทย์ไม่ได้อยู่แค่ “ขายห้องพักเพิ่ม” แต่รวมถึงการทำให้สินทรัพย์แต่ละแห่งสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้นด้วย
RevPAR ของพอร์ตโรงแรมอยู่ที่ 3,173 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้น 3.2% โดยโรงแรมกรุงเทพฯ มี RevPAR เพิ่มขึ้น 7.4% และกลับมาเติบโตเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 12 เดือน
ขณะที่โรงแรมต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น 8.0% โดยพัทยาโดดเด่นด้วยการเติบโต 169% เชียงใหม่ 31% เกาะสมุย 10% และหัวหิน 3%
ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มก็ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่ม Productivity ของสินทรัพย์เช่นเดียวกัน โดยรายได้เติบโตสู่ 900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% และ “เอ-ญ่า รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์” สร้างรายได้ 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.3%

3. เปลี่ยน “อสังหาริมทรัพย์” ให้เป็น Destination
แต่การทำให้สินทรัพย์สร้างรายได้มากขึ้นในโมเดลของ AWC ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มค่าเช่าหรือจำนวนผู้เช่า
อีกกลไกหนึ่งคือ AWC’s Lifestyle Destination
แนวคิดคือการเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์จากพื้นที่ที่คน “มาใช้บริการ” ให้กลายเป็น Destination ที่คน มีเหตุผลในการเดินทางมา อยู่ในพื้นที่นานขึ้น และเกิดการใช้จ่ายมากขึ้น
กรณีที่เห็นภาพชัดที่สุดคือ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น
AWC นำ Jurassic World: The Experience มาต่อยอดพื้นที่ ก่อนตามด้วย SkyFlyers: Wings of Garudapterus และ Better World Better Future ณ Hatch Dome

ผลที่เกิดขึ้นคือ จำนวนผู้เข้าใช้บริการเอเชียทีคเพิ่มขึ้น 36% YoY พร้อมกับรายได้ค่าเช่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 6.3% และอัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 1.8%
นี่คือหัวใจของ Lifestyle Destination ในเชิงธุรกิจ เพราะไม่ได้วัดความสำเร็จเพียงจำนวนคนที่เดินเข้าพื้นที่ แต่ต้องสามารถ เปลี่ยน Traffic ให้เป็นรายได้และผลตอบแทนของสินทรัพย์
และกำลังกลายเป็นโมเดลที่ AWC ใช้ต่อยอดการเติบโตของธุรกิจคอมเมอร์เชียล
4. ใช้ Global Partners ดึง “ดีมานด์” เข้าหาสินทรัพย์
อีกจิ๊กซอว์สำคัญคือ Global Partnership
แทนที่จะพัฒนาอาคารแล้วรอให้ดีมานด์เกิดขึ้น AWC ใช้เครือข่ายพันธมิตรระดับโลกเข้ามาช่วยสร้าง Destination และประสบการณ์ใหม่ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวและลูกค้าคุณภาพเข้าสู่พอร์ต
ครึ่งหลังปี 2569 บริษัทเตรียมเปิด โรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท พร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับ Universal Destinations & Experiences พัฒนา “Kung Fu Panda” ใจกลางเยาวราช และ “DreamWorks Water Park” ริมหาดพัทยา
นอกจากนี้ยังเตรียมเปิด Avatar: Guardians of EYWA, THE MAGIC WALK™ ที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ในปี 2570 ตลอดจนโครงการ “เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา”, MONA Bangkok ร่วมกับ MONA จากออสเตรเลีย และการขยายความร่วมมือกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลผ่าน Moxy Pattaya The Aquatique
เมื่อมองโครงการเหล่านี้รวมกัน จะเห็นว่า AWC กำลังใช้ทั้ง โรงแรม Entertainment, Art, Culture, Dining และ Experience เป็นแม่เหล็กดึงผู้คนเข้าสู่ Destination ต่าง ๆ
จากนั้นจึงเชื่อม Traffic กลับเข้าสู่รายได้ของโรงแรม ร้านอาหาร พื้นที่ค้าปลีก ค่าเช่า และมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์

5. Sustainability ต้องเดินพร้อมกับ Financial Discipline
คำว่า “Sustainable” ในกลยุทธ์จึงไม่ได้ถูกวางไว้เฉพาะมิติสิ่งแวดล้อม แต่ยังครอบคลุมความสามารถในการรักษาฐานะทางการเงินเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว
ณ ไตรมาส 2/2569 AWC มีมูลค่าสินทรัพย์รวม หรือ Gross Asset Value (GAV) 224,100 ล้านบาท ขณะที่ IBD/E อยู่ที่ 0.92 เท่า
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเชื่อม Sustainable Growth-led Strategy เข้ากับ Sustainable Finance โดยในเดือนกรกฎาคม 2569 AWC และธนาคารไทยพาณิชย์ประกาศความร่วมมือด้านวงเงินสินเชื่อรวม 40,500 ล้านบาท ซึ่งรวม Sustainability-Linked Loan เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพอร์ตสินทรัพย์คุณภาพและการเติบโตระยะยาวของบริษัท
ในระดับองค์กร AWC ยังดำเนินงานภายใต้พันธกิจ “Building Better Future” ผ่านกรอบ 3BETTERs ได้แก่ Better Planet, Better People และ Better Prosperity
บริษัทได้รับการจัดอันดับ Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 อยู่ในกลุ่ม Top 1% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน Dow Jones Best-in-Class Index กลุ่ม Emerging Market ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และ S&P Global Sustainability Yearbook 2026 เป็นปีที่ 5 รวมถึง Asian Excellence Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และคะแนนเต็ม 100% AGM Checklist 2569 ต่อเนื่องปีที่ 5
6. จาก Asset Growth สู่ “Asset Recycling” ผ่าน AWR และ REIT
และนี่อาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้ Sustainable Growth-led Strategy เห็นภาพครบวงจรมากขึ้น
AWC อยู่ระหว่างศึกษา การจัดตั้งบริษัท AWR เพื่อพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ผ่านกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIT

แนวทางเบื้องต้นคือให้ AWR มุ่งถือครองและบริหารสินทรัพย์ Freehold คุณภาพสูงของ AWC ที่เปิดดำเนินงานและมีประวัติสร้างรายได้แล้ว ทั้งโรงแรม อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และมิกซ์ยูส
ขณะที่ AWC จะมุ่งบทบาทในฐานะ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาโครงการและสร้างสินทรัพย์ใหม่เข้าสู่พอร์ต
หากโครงสร้างดังกล่าวเกิดขึ้นตามแนวทางที่กำลังศึกษา จะทำให้เห็นวงจรการเติบโตชัดเจนขึ้นตั้งแต่
พัฒนาสินทรัพย์ → เปิดดำเนินงาน → เพิ่มประสิทธิภาพและกระแสเงินสด → ถือครองสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ → บริหารเงินทุน → นำศักยภาพกลับไปพัฒนาโครงการใหม่
สำหรับ REIT บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางเสนอขายหน่วยทรัสต์ต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ด้วยขนาดกองทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท รองรับทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศ
ดังนั้น REIT จึงอาจไม่ได้มีบทบาทเพียงเป็นเครื่องมือระดมทุน แต่สามารถเป็นอีกกลไกของการบริหารพอร์ตสินทรัพย์และเงินทุน เพื่อรองรับการขยายตัวในระยะยาว
จาก “เจ้าของอสังหาฯ” สู่ Ecosystem การท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์
เมื่อเชื่อมทุกส่วนเข้าด้วยกัน Sustainable Growth-led Strategy จึงสะท้อนทิศทางที่กว้างกว่าการขยายพอร์ตอสังหาริมทรัพย์
AWC กำลังเชื่อม Property + Hospitality + Commercial + Lifestyle + Global Partners + Sustainability + Capital เข้าด้วยกัน
สินทรัพย์ใหม่เพิ่มขนาดพอร์ต ขณะที่สินทรัพย์เดิมต้องสร้างรายได้ดีขึ้น Lifestyle Destination และพันธมิตรระดับโลกทำหน้าที่สร้าง Traffic และดีมานด์ ธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียลเปลี่ยน Traffic เป็นรายได้ ขณะที่โครงสร้างทางการเงิน รวมถึง AWR และ REIT ที่อยู่ระหว่างการศึกษา จะเข้ามาเสริมทางเลือกในการบริหารสินทรัพย์และเงินทุนสำหรับการเติบโตรอบต่อไป
ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 จึงเป็นมากกว่าตัวเลขรายได้ 5,502 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท แต่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่าโมเดลการเติบโตที่ AWC วางไว้กำลังถูกนำมาทำงานกับสินทรัพย์จริงอย่างไร

วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC ระบุถึงทิศทางดังกล่าวว่า บริษัทมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพผ่าน Sustainable Growth-led Strategy ด้วยการบริหารพอร์ตโรงแรมและคอมเมอร์เชียลให้แข็งแกร่งและยั่งยืน พร้อมพัฒนาโครงการใหม่ สร้างแลนด์มาร์กระดับโลก และผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์คุณภาพระดับโลก
หาก AWC สามารถเชื่อมวงจรตั้งแต่ การพัฒนา Destination → ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ → เพิ่มรายได้สินทรัพย์ → เพิ่มมูลค่าพอร์ต → บริหารและหมุนเวียนเงินทุน → ลงทุนใน Destination ใหม่ ได้อย่างต่อเนื่อง นั่นจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของ Sustainable Growth-led Strategy ในระยะต่อไป

