Water Economy เปลี่ยนโจทย์น้ำท่วมจากภัยพิบัติเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจ เจาะ Water Smart Community ระบบข้อมูล ประกันภัย และ Climate Adaptation ของไทย
วิกฤตน้ำของไทยกำลังถูกตีความใหม่ จากปัญหาภัยพิบัติที่รัฐต้องรอเยียวยาหลังน้ำลด ไปสู่ “ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ” ที่ต้องจัดการก่อนเกิดความเสียหาย เมื่อบทเรียนจากน้ำท่วมน่านสะท้อนข้อจำกัดทั้งระบบเตือนภัย การเชื่อมข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และกลไกเยียวยา
ขณะที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอให้ไทยขยับสู่ Water Economy เชื่อมการจัดการน้ำกับ Climate Adaptation, Circular Economy และเศรษฐกิจชุมชน พร้อมผลักโจทย์น้ำให้เป็นวาระที่ทุกกระทรวงต้องร่วมลงทุน ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานด้านน้ำเพียงฝ่ายเดียว
ข้อเสนอดังกล่าวถูกนำเสนอในงาน Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต” เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ซึ่งจัดโดยศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายพันธมิตร โดยโจทย์ของเวทีคือการเปลี่ยนประเทศไทยจากการรอรับมือภัย ไปสู่การ “รู้ก่อน เตรียมก่อน ป้องกันก่อน” และพัฒนา Water Smart Communities ที่สามารถบริหารความเสี่ยงของพื้นที่ได้เอง

จาก “ภัยน้ำ” สู่ Economic Risk ต้นทุนที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้
เหตุผลที่ Water Economy มีนัยต่อภาคธุรกิจมากกว่านโยบายสิ่งแวดล้อมทั่วไป คือความเสียหายจากน้ำสามารถส่งผ่านไปได้ทั้ง Supply Chain โรงงาน การเกษตร โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว สินทรัพย์ครัวเรือน คุณภาพสินเชื่อ ตลอดจนงบประมาณภาครัฐ
กรณีมหาอุทกภัยปี 2554 เป็นตัวอย่างชัดเจน World Bank ประเมินความเสียหายและความสูญเสียรวมไว้ที่ประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท หรือ 46.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภาคการผลิตรับความเสียหายราว 70% หลังนิคมอุตสาหกรรม 6 แห่งในอยุธยาและปทุมธานีถูกน้ำท่วม ขณะที่ประมาณ 90% ของความเสียหายและความสูญเสียทั้งหมดตกอยู่กับภาคเอกชน
ความเสี่ยงนี้ยังไม่ใช่เรื่องในอดีต งานวิเคราะห์ของ World Bank ระบุว่า Climate Change เพิ่มความเสี่ยงจากทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วม น้ำทะเลสูง และภัยแล้ง และหากเกิดอุทกภัยรุนแรงระดับใกล้เคียงปี 2554 ในปี 2030 เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสีย GDP เกือบ 10% ในปีนั้น โดยผลกระทบอาจขึ้นถึง 15% ในสถานการณ์ที่การฟื้นตัวล่าช้า
นี่ทำให้คำถามของภาคธุรกิจเปลี่ยนจาก “ปีนี้น้ำจะท่วมหรือไม่” เป็น “สินทรัพย์ โรงงาน Supplier ลูกค้า และเส้นทางโลจิสติกส์ของเราอยู่ในเส้นทางน้ำหรือไม่ และ Business Continuity Plan รองรับเหตุการณ์สุดขั้วแค่ไหน”

บทเรียนน่าน: น้ำบนภูเขาเตือนช้ากว่าไม่ได้
หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่ ดร.ยศชนัน ยกขึ้นมาคือความแตกต่างระหว่างน้ำท่วมพื้นที่ราบกับน้ำที่เกิดจากฝนตกหนักบนพื้นที่สูง ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียง “Rain Bomb” น้ำสามารถไหลลงมาตามภูเขาและเส้นทางน้ำได้รวดเร็ว ทำให้ชุมชนต้นน้ำมีเวลาตอบสนองน้อยกว่าพื้นที่เมืองด้านล่าง
ปัญหาหนึ่งคือเครื่องวัดหรือโทรมาตรบางส่วนอยู่ตามทางน้ำด้านล่าง จึงช่วยคาดการณ์ให้พื้นที่เมืองได้ค่อนข้างดี แต่ชุมชนที่ติดภูเขายังมีช่องว่างด้านการเตือนภัย พร้อมเสนอแนวคิดว่าหากข้อมูลจากเครื่องวัดในพื้นที่สูงแตะระดับที่กำหนด เช่น 50–60 ตามเกณฑ์ที่กำลังพิจารณา ก็ควรสามารถนำไปสู่การแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวในปาฐกถาเป็นข้อเสนอเชิงปฏิบัติจากประสบการณ์พื้นที่ ไม่ควรตีความว่าเป็นมาตรฐานการเตือนภัยระดับประเทศที่ประกาศใช้แล้ว
อีกบทเรียนคือการใช้ Single Command เพื่อเชื่อมกำลังคน เครื่องจักร ทหาร หน่วยราชการและทรัพยากรข้ามจังหวัด โดยไม่แทนที่อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ทำหน้าที่แก้ข้อจำกัดเมื่อทรัพยากรในจังหวัดไม่เพียงพอ
ในสถานการณ์จริง ปัญหาไม่ได้มีเพียงระดับน้ำ วันแรกหลังเกิดน้ำท่วม “อาหาร” กลายเป็น Infrastructure พื้นฐานทันที ขณะที่เมื่อสะพานขาด ชุมชนบนภูเขาอาจถูกตัดออกจากระบบอาหารและการแพทย์ จึงต้องใช้สะพาน Bailey Bridge ซึ่งบางจุดสามารถติดตั้งภายในประมาณ 2–3 วันเพื่อคืนการเข้าถึงพื้นที่
กรณีนี้สะท้อนหลักสำคัญของ Climate Resilience ว่า ความพร้อมไม่ได้วัดจากเขื่อนหรือระบบระบายน้ำเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงอาหาร การแพทย์ เส้นทางสำรอง การสื่อสาร และความสามารถในการเคลื่อนย้ายทรัพยากรหลังระบบหลักล้มเหลว

Data ต้องเปลี่ยนจาก “ข้อมูลหน่วยงาน” เป็น Infrastructure ของการตัดสินใจ
อีกเรื่องที่ถูกย้ำหลายครั้งคือ การรวมข้อมูล เพราะน้ำไม่ได้ไหลตามเส้นแบ่งเขตการปกครอง
ดร.ยศชนัน ตั้งข้อสังเกตว่า การแบ่งความรับผิดชอบตามจังหวัด อำเภอ หรือหน่วยงานอาจไม่ตรงกับธรรมชาติของน้ำ ซึ่งไหลตามระดับภูมิประเทศและลุ่มน้ำ จึงเสนอให้การจัดการความรับผิดชอบอิง Location และ Water Map มากขึ้น เพื่อให้คนรู้ว่าบ้าน ธุรกิจ หรือชุมชนของตนอยู่ตรงไหนของเส้นทางน้ำ
ระบบเตือนภัยเองก็ไม่ควรใช้ข้อมูลชนิดเดียวตลอดเวลา เพราะการพยากรณ์ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง หรือ 3 ชั่วโมงต้องพึ่งข้อมูลและเทคโนโลยีต่างกัน ดาวเทียมอาจเหมาะกับการมองภาพล่วงหน้าระยะหนึ่ง ขณะที่การตัดสินใจในระยะสั้นต้องอาศัยข้อมูลน้ำและ Sensor ที่ใกล้พื้นที่จริงมากขึ้น
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของ Water Smart Communities ที่ต้องการให้ชุมชนมีทั้งข้อมูล ความรู้และศักยภาพในการจัดการตนเอง ไม่ใช่รอคำสั่งจากส่วนกลางทุกครั้ง

Local Wisdom + Technology โมเดลที่ต่างพื้นที่ไม่จำเป็นต้องใช้สูตรเดียวกัน
แม้เทคโนโลยีจะเป็นหัวใจของระบบเตือนภัยใหม่ แต่ข้อเสนอที่น่าสนใจคือไม่ควรเริ่มจากการนำ Technology จากส่วนกลางไปติดตั้งแล้วคาดหวังให้ทุกชุมชนใช้เหมือนกัน
ดร.ยศชนัน เสนอให้เริ่มจาก Local Wisdom ก่อน เพราะคนในพื้นที่จำนวนมากรู้อยู่แล้วว่าน้ำมาจากไหน ไหลอย่างไร จุดใดอันตราย และพื้นที่ใดเหมาะแก่การกักน้ำ จากนั้นจึงนำ Sensor, GIS, Data Science และ Simulation เข้าไปเสริมให้ความรู้เดิมแม่นยำขึ้น ก่อนพัฒนาเป็น “Local Technology” ที่เหมาะกับแต่ละพื้นที่ และนำไปสู่ Water Smart Community

บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่ต้องรวม Social Science สำหรับกระบวนการชุมชน, Data Science สำหรับ Simulation, GIS สำหรับ Water Mapping และองค์ความรู้ทางเกษตรสำหรับ Sensor และการใช้น้ำในพื้นที่
ในเชิงธุรกิจ โมเดลนี้มีความหมายต่อการพัฒนา Climate Tech เช่นกัน เพราะตลาดระบบจัดการน้ำอาจไม่ใช่การแข่งขันขาย Hardware แบบเดียวทั่วประเทศ แต่เป็นการสร้าง Solution ที่เชื่อมข้อมูลภูมิประเทศ พฤติกรรมชุมชน การใช้ที่ดิน และโจทย์เศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่
Dual-use Infrastructure: เงินก้อนเดียวต้องสร้างมูลค่าได้มากกว่า “กันน้ำ”
อีกแนวคิดที่สามารถเปลี่ยน Economics ของการลงทุนป้องกันภัย คือ Dual-use Infrastructure หรือการออกแบบทรัพย์สินให้ใช้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมได้ในภาวะปกติ ก่อนเปลี่ยนหน้าที่เมื่อเกิดภัย
ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่างจากญี่ปุ่น เช่น สวนสาธารณะที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำเมื่อเกิดน้ำท่วม แต่ในเวลาปกติเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและพักผ่อน หรือพื้นที่ทำอาหารในสวนที่สามารถเปลี่ยนเป็นครัวฉุกเฉินได้ รวมถึงระบบเก็บน้ำบนอาคารสำหรับใช้เมื่อระบบประปาถูกตัดขาด
แนวคิดนี้ทำให้การลงทุน Climate Adaptation ไม่จำเป็นต้องถูกมองเป็น “ต้นทุนป้องกันความเสียหาย” เพียงอย่างเดียว แต่สามารถออกแบบให้สร้างรายได้ คุณภาพชีวิต พื้นที่สาธารณะ หรือมูลค่าการท่องเที่ยวระหว่างที่ยังไม่มีภัย
สำหรับประเทศไทย แนวคิดเดียวกันอาจนำไปใช้กับแก้มลิง สวนเมือง กำแพงป้องกันน้ำ เส้นทางอพยพ อาคารสาธารณะ และศูนย์พักพิง โดยโจทย์ใหม่คือทำอย่างไรให้สินทรัพย์เหล่านี้สร้างประโยชน์ทุกวัน แทนที่จะถูกใช้งานเฉพาะเวลาน้ำท่วม

จากงบเยียวยา สู่ Disaster Risk Finance
การเปลี่ยนผ่านอีกด้านกำลังเกิดในระบบการเงินเพื่อรับมือภัยพิบัติ ดร.ยศชนัน กล่าวถึงข้อจำกัดของระบบเยียวยาหลังเกิดเหตุ และเสนอแนวคิดใช้กลไกประกันภัยเข้ามาช่วยให้การประเมินความเสียหายและการจ่ายเงินรวดเร็วขึ้น
ประเด็นดังกล่าวมีพัฒนาการทางนโยบายต่อเนื่อง ล่าสุดรัฐบาลระบุว่า ครม. เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 เห็นชอบการจัดตั้ง กองทุนภัยพิบัติ หรือระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อปรับระบบเยียวยา ฟื้นฟู และซ่อมแซมบ้านเรือนให้รวดเร็วขึ้น
ก่อนหน้านั้น ครม. วันที่ 25 สิงหาคม 2569 อนุมัติงบกลางประมาณ 558.7 ล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประสบอุทกภัยฤดูฝนปี 2569 จำนวน 60,971 ครัวเรือนใน 41 จังหวัด โดยกำหนดเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาทตามหลักเกณฑ์ และสั่งให้ ปภ. ร่วมกับสำนักงาน คปภ. ออกแบบการนำระบบประกันภัยมาช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ในมุมเศรษฐศาสตร์ นี่คือการขยับจาก Post-disaster Budget ไปสู่ Disaster Risk Financing ซึ่งหากออกแบบได้เหมาะสม อาจช่วยกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวนของภาระงบกลาง และทำให้ครัวเรือนหรือธุรกิจเข้าถึงเงินฟื้นฟูได้เร็วกว่าเดิม
แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ ใครจะเป็นผู้จ่าย Premium, ความคุ้มครองจะครอบคลุมอะไร, บ้านนอกระบบทะเบียนจะได้รับสิทธิอย่างไร, จะป้องกัน Moral Hazard อย่างไร และรัฐจะรับความเสี่ยงส่วนใดไว้เอง เพราะรายละเอียดเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดความยั่งยืนทางการคลังของระบบ

Climate Adaptation ไม่ใช่เรื่องรองจาก Net Zero
อีกมิติที่สำคัญคือการจัดการน้ำกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Climate Adaptation ของประเทศอย่างชัดเจน
Thailand’s National Adaptation Plan หรือ NAP กำหนด “การจัดการทรัพยากรน้ำ” เป็นหนึ่งใน 6 สาขาหลัก ร่วมกับเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐาน โดยมีเป้าหมายสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเปราะบาง และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อ Climate Change
จึงอาจกล่าวได้ว่า Net Zero และการลด Carbon ไม่ใช่โจทย์เดียวของธุรกิจในทศวรรษนี้ อีกด้านคือการเตรียมองค์กรให้สามารถดำเนินงานได้ภายใต้โลกที่ฝน น้ำ อุณหภูมิและภัยธรรมชาติผันผวนกว่าเดิม
สำหรับภาคธุรกิจ Climate Adaptation จึงควรเข้าไปอยู่ใน Enterprise Risk Management, Capital Expenditure, Site Selection, Supplier Assessment และ Business Continuity Plan เช่นเดียวกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเงิน
Water Economy ต้องไปไกลกว่าการสร้างโครงการน้ำ
หัวใจของข้อเสนอจากเวทีนี้คือ ประเทศไทยควรเลิกมองการจัดการน้ำเป็นเพียงรายการโครงการของกรมชลประทานหรือหน่วยงานด้านน้ำ
ดร.ยศชนัน เสนอให้เชื่อมการจัดการน้ำกับ Circular Economy การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การแก้ Climate Change และเศรษฐกิจของพื้นที่ โดยระบุว่าการขับเคลื่อนควรใช้ทรัพยากรของหลายกระทรวงในลักษณะ “win-win” หรือหลายประโยชน์ในงบประมาณเดียว และยกระดับเป็น วาระแห่งชาติ ไม่ใช่วาระของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

ในกรอบนี้ “Water Economy” จึงไม่ควรถูกตีความเพียงว่าหาเงินจากน้ำ แต่หมายถึงการจัดการน้ำให้ลด Economic Loss พร้อมกับเพิ่ม Economic Value ตั้งแต่ภาคเกษตร เมือง อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว ระบบนิเวศ ไปจนถึงความสามารถของชุมชนในการรับมือภัย
สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าแนวคิดนี้ไปได้ไกลกว่าปาฐกถาหรือไม่ จึงไม่ใช่จำนวนโครงการที่ประกาศ แต่คือการเห็น Water Map ที่ใช้จริง ระบบข้อมูลที่เชื่อมกัน ระบบเตือนภัยถึงชุมชน งบลงทุนแบบ Dual-use และ KPI ที่วัดได้ว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจลดลงเท่าใด
เพราะในโลกที่ Climate Risk เพิ่มขึ้น “การรอให้น้ำมาแล้วจ่ายเยียวยา” อาจมีต้นทุนสูงกว่าการลงทุนเพื่อรู้ก่อนและป้องกันก่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

