น้ำท่วม ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ไทยต้องรับมือเชิงรุก เผยมหาอุทกภัยปี 2554 สร้างความเสียหายและความสูญเสียรวม 1.43 ล้านล้านบาท ขณะที่ World Bank ประเมิน หากเกิดน้ำท่วมขนาดใกล้เคียงกันอีกครั้ง ปี 2030 ไทยอาจสูญเสียผลผลิตมากกว่า 10% ของ GDP โจทย์ใหญ่ไม่ใช่การเยียวยา ต้องลงทุนให้พื้นที่ “รู้ก่อน–เตรียมก่อน–ป้องกันก่อน” ผ่านแนวคิด Water Smart Community เชื่อมข้อมูล เทคโนโลยี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของชุมชนเข้าด้วยกัน
น้ำท่วมไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่คือต้นทุนเศรษฐกิจ
ในงาน Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต” จัดโดยศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Water Resilience Center) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำและช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่ ผลกระทบจากน้ำไม่ได้มีเพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงบ้านเรือน ไร่นา ทรัพย์สิน รายได้ ครอบครัว และชีวิตของประชาชน ซึ่งบางครอบครัวอาจสูญเสียสิ่งที่สะสมมาตลอดชีวิตภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน
ตัวเลขจากมหาอุทกภัยปี 2554 ยืนยันขนาดของความเสี่ยงได้ชัดเจน โดย World Bank ประเมินความเสียหายและความสูญเสียรวม 1.43 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 46.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดร.สุรเกียรติ์ ยังยกกรณีน้ำท่วมภาคใต้ปี 2568 โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งสร้างความเสียหายประมาณ 25,000 ล้านบาท เป็นอีกบทเรียนว่าต้นทุนของการรอให้เกิดภัยแล้วจึงแก้ไขอาจสูงกว่าการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมล่วงหน้า

ความเสี่ยงในอนาคตยิ่งทำให้ประเด็นนี้มีนัยต่อเศรษฐกิจมากขึ้น โดย World Bank ประเมินว่า น้ำท่วมขนาดใกล้เคียงปี 2554 หากเกิดอีกครั้งในปี 2030 อาจทำให้ไทยสูญเสียผลผลิตมากกว่า 10% ของ GDP
ดังนั้น หลักคิดสำคัญจึงต้องขยับจาก “เกิดภัยแล้วช่วย” สู่ “เตรียมพร้อมและป้องกันก่อนเกิดภัย” ซึ่ง ดร.สุรเกียรติ์ระบุว่า หากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม น้ำไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงความเสี่ยง แต่สามารถเชื่อมไปสู่การสร้างรายได้ คุณภาพชีวิต และความเข้มแข็งของชุมชนได้
จากนครปฐมถึงทรงวาด เมื่อการจัดการน้ำเชื่อมกับเศรษฐกิจชุมชน
นครปฐมถูกยกเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาของการฟื้นตัวหลังมหาอุทกภัยปี 2554 โดยข้อมูลที่นำเสนอในงานระบุว่า จังหวัดได้รับความเสียหายและความสูญเสียประมาณ 6,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมประมาณ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันภาคเกษตรของจังหวัดมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประมาณ 17,000 ล้านบาท ซึ่งหน้าอย่างเป็นทางการของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ระบุแหล่งข้อมูล GPP ด้านเกษตรจากสภาพัฒน์
ส่วนชุมชนทรงวาดเป็นตัวอย่างของพื้นที่ริมน้ำ ที่นำการปรับตัวต่อความเสี่ยงมาผสานกับอัตลักษณ์ ทุนทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับพื้นที่
สองกรณีสะท้อนว่า Water Resilience ไม่ได้มีความหมายเพียงการลดความเสียหายจากภัย แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถของพื้นที่ในการฟื้นตัว รักษากิจกรรมทางเศรษฐกิจ และใช้ทุนของชุมชนสร้างมูลค่าใหม่

510 จุดโทรมาตร จากข้อมูลต้นน้ำสู่ระบบเตือนภัยชุมชน
หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกกล่าวถึงคือระบบวัดปริมาณน้ำฝนหรือ Telemetry (โทรมาตร)
ดร.สุรเกียรติ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีสถานีโทรมาตรในพื้นที่ราบจำนวนมาก แต่การติดตามปริมาณน้ำฝนจากพื้นที่สูงยังมีความสำคัญต่อการเฝ้าระวังต้นน้ำ จึงเกิดแผนติดตั้งสถานีวัดปริมาณน้ำฝนบนพื้นที่สูงรวม 510 แห่งทั่วประเทศ โดยในขณะกล่าวมีการติดตั้งแล้วกว่า 300 แห่ง และใช้เทคโนโลยีของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.)
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีคนที่เข้าใจข้อมูลและรู้ว่าต้องทำอะไรเมื่อเกิดความเสี่ยง
จึงมีการจัดตั้ง ชุมชนเตือนภัยเพื่อนพึ่งพา 19 แห่งทั่วประเทศ ควบคู่กับการฝึกอบรมร่วมกับ สสน. และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมถึงการฝึกหน่วยกู้ภัย เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถเตรียมรับมือ อพยพ และช่วยเหลือประชาชนได้เมื่อเกิดเหตุ
ประเด็นนี้ชี้ว่า “ระบบเตือนภัย” ไม่ได้จบเมื่อ Sensor ส่งข้อมูลได้ แต่ต้องทำให้ข้อมูลนั้นเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจและการปฏิบัติของคนในพื้นที่ได้ทันเวลา

มีข้อมูลยังไม่พอ หากคำเตือนไปไม่ถึงคนที่ต้องใช้
หนึ่งในข้อจำกัดที่ ดร.สุรเกียรติ์ หยิบขึ้นมาคือ การเชื่อมโยงข้อมูลและคำเตือนระหว่างชุมชน กรณีน้ำท่วมแม่สาย เครือข่ายเตือนภัยเพื่อนพึ่งพามีพื้นที่ชุมชนอยู่ที่เวียงป่าเป้า จึงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นระบบแจ้งเตือนครอบคลุมพื้นที่อื่นได้ทั้งหมด ขณะที่การแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการในวงกว้างเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของกรมอุตุนิยมวิทยาและ ปภ.
โจทย์ที่ตามมาคือ จะออกแบบระบบอย่างไรให้ชุมชนสามารถเชื่อมข้อมูลและส่งต่อคำเตือนระหว่างกันได้รวดเร็วขึ้น โดยยังประสานกับระบบแจ้งเตือนของภาครัฐได้อย่างเหมาะสม
อีกปัญหาคือ การสื่อสารความเสี่ยง (Risk Communication)
จากการพูดคุยกับประชาชนในหาดใหญ่ ดร.สุรเกียรติ์ระบุว่า บางคนได้ยินคำเตือนอย่าง “น้ำป่าไหลหลาก” หรือ “น้ำท่วมฉับพลัน” แต่ยังไม่เข้าใจว่าน้ำจะมาทางใด พื้นที่ใดเสี่ยง หรือหากเกิดเหตุแล้วควรอพยพไปที่ไหน จึงเลือกติดตามข้อมูลจากท้องถิ่นหรือเทศบาลที่เข้าใจบริบทพื้นที่มากกว่า
นี่จึงเป็นอีกจุดที่ต้องพัฒนา เพราะข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะสร้างคุณค่าได้จริงก็ต่อเมื่อถูกแปลงเป็นข้อมูลที่ประชาชน เข้าใจ เชื่อถือ และนำไปปฏิบัติได้

Water Smart Community ไม่ใช่ชุมชนที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด
หัวใจของ Water Smart Community ตามนิยามที่ ดร.สุรเกียรติ์กล่าวในเวที ไม่ใช่ชุมชนที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือชุมชนที่มีความรู้ ข้อมูล ความร่วมมือ และสามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาทำงานร่วมกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อบริหารจัดการน้ำด้วยตนเองให้ได้มากที่สุด
แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับหลัก CBDRM — Community-Based Disaster Risk Management หรือการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน
UNDRR อธิบายว่า Community-based disaster risk management คือการให้ชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการความเสี่ยงระดับท้องถิ่น ตั้งแต่การประเมินภัย ความเปราะบางและศักยภาพของชุมชน ไปจนถึงการวางแผน ดำเนินการ ติดตาม และประเมินมาตรการลดความเสี่ยง
แนวทางนี้ยังสอดคล้องกับ Sendai Framework for Disaster Risk Reduction 2015–2030 ซึ่งกำหนดหนึ่งในลำดับความสำคัญไว้ที่การลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ
ในทางปฏิบัติ คนในชุมชนมีความรู้เฉพาะพื้นที่ เช่น น้ำมาจากไหน จุดใดเสี่ยง เส้นทางใดควรอพยพ ขณะที่เทคโนโลยี เช่น Telemetry ระบบติดตามระดับน้ำ และระบบคาดการณ์สถานการณ์น้ำ สามารถช่วยเพิ่มข้อมูลล่วงหน้าและสนับสนุนการตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น
จากชุมชนต้นแบบ สู่โจทย์ใหญ่เรื่องการขยายผล
โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างชุมชนต้นแบบเพิ่มขึ้น แต่คือการทำให้บทเรียนที่เกิดขึ้นสามารถ ขยายผลจากชุมชนหนึ่งไปยังอีกชุมชน และไปสู่ทุกจังหวัดของประเทศ
นี่เป็นคำถามที่ ดร.สุรเกียรติ์ตั้งไว้โดยตรงในช่วงท้ายของปาฐกถา ว่า เมื่อชุมชนหนึ่งทำสำเร็จแล้ว จะถ่ายทอดและขยายผลไปยังชุมชนอื่น และจากชุมชนต่อชุมชนไปสู่ทุกจังหวัดของประเทศไทยได้อย่างไร
หน้าอย่างเป็นทางการของงานยังระบุว่า เวทีครั้งนี้นำเสนอ 7 ชุมชนต้นแบบ และเสนอแนวทางเชิงระบบเพิ่มเติม ตั้งแต่ Blue Infrastructure, Integrated Water Data Platform, Water Smart Community ไปจนถึงการยกระดับการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติและเชื่อมการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
ในมุมธุรกิจ ประเด็นนี้มีความหมายมากกว่าการบริหารภัยพิบัติ เพราะความเสียหายจากน้ำสามารถกระทบทรัพย์สิน การผลิต การเกษตร การขนส่ง รายได้ และความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้โดยตรง
ดังนั้น Water Resilience จึงสามารถมองได้ในฐานะ การบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายเพื่อรับมือภัย ซึ่งสอดคล้องกับกรอบ Sendai Framework ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงและสร้าง Resilience ก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้น

จาก “ต้นแบบ” สู่ระบบที่ทุกพื้นที่ใช้ได้จริง
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจาก Water Resilience Forum ครั้งนี้จึงมีอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ การขยายแนวคิด Water Smart Community ไปยังพื้นที่อื่น การเชื่อมข้อมูลระหว่างชุมชน-ท้องถิ่น-ส่วนกลาง การทำให้คำเตือนเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ และการสร้างระบบที่ทำให้ข้อมูล เทคโนโลยี และความรู้ของชุมชนทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขความเสียหาย 1.43 ล้านล้านบาท จากปี 2554 และความเสี่ยงที่น้ำท่วมระดับเดียวกันในปี 2030 อาจสร้างความสูญเสียด้านผลผลิตมากกว่า 10% ของ GDP ชี้ว่า คำถามเรื่องน้ำไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงว่า “จะรับมือเมื่อเกิดภัยอย่างไร”
แต่ต้องขยับไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ ประเทศไทยจะลงทุนและออกแบบระบบอย่างไร เพื่อให้ความเสี่ยงจากน้ำไม่กลายเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในอนาคต
และนั่นคือแก่นของ Water Smart Community — ไม่ใช่การมีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือการทำให้ คน ข้อมูล เทคโนโลยี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และระบบบริหารจัดการ ทำงานร่วมกันได้ก่อนภัยจะมาถึง

