เงินทุนสีเขียว ขยับจากการสนับสนุนพลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน เข้าสู่โจทย์ใหญ่ของ “ความมั่นคงด้านน้ำ” กปน. ระดมทุนผ่าน Green Loan วงเงิน 3,200 ล้านบาท อายุ 4 ปี ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบประปา เพิ่มกำลังผลิตและความสามารถสำรองน้ำ รองรับทั้งความต้องการใช้น้ำในอนาคตและความเสี่ยงจากภัยแล้ง น้ำเค็มรุกล้ำ และเหตุฉุกเฉิน กรณีนี้จึงสะท้อนอีกด้านของ Sustainable Finance ที่กำลังมีบทบาทต่อการสร้าง Climate Resilience ให้ระบบสาธารณูปโภคที่เมืองและเศรษฐกิจพึ่งพา
Green Loan 3,200 ล้าน ไม่ได้มีโจทย์แค่ “ผลิตน้ำเพิ่ม”
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 การประปานครหลวง (กปน.) เผยผลการระดมทุนผ่านสัญญาเงินกู้เพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Loan วงเงินรวม 3,200 ล้านบาท อายุ 4 ปี โดยระบุว่าเป็นครั้งแรกของรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทยประเภทสาธารณูปโภคด้านน้ำที่ระดมทุนในรูปแบบดังกล่าว
เงินทุนจะถูกนำไปสนับสนุนโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลักครั้งที่ 9 โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการขยายกำลังผลิตของโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมเพิ่มจำนวนถังเก็บน้ำใส เพื่อเพิ่มความสามารถในการสำรองน้ำกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
หากมองเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน นี่คือการลงทุนเพิ่มความสามารถของระบบผลิตและสำรองน้ำ แต่หากมองผ่านมิติ Climate Adaptation ความหมายของโครงการกว้างกว่านั้น เพราะระบบประปาของ กปน. ต้องรองรับประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ท่ามกลางความเสี่ยงทั้งภัยแล้งและการรุกล้ำของน้ำเค็ม
สุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการการประปานครหลวง ระบุว่า การลงทุนดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจ่ายน้ำ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต
จุดนี้ทำให้ Green Loan ครั้งนี้มีนัยมากกว่าการหาแหล่งเงินทุนใหม่ แต่เป็นตัวอย่างของการนำเครื่องมือทางการเงินมาสนับสนุน “ความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน” หรือ Infrastructure Resilience
จาก Climate Finance สู่ Water Security เมื่อ “น้ำ” กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
สำหรับเมืองขนาดใหญ่ ความมั่นคงด้านน้ำไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม น้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานของครัวเรือน โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน โรงแรม ร้านอาหาร โรงงาน ธุรกิจบริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมาก ดังนั้น ความเสี่ยงที่ระบบน้ำไม่สามารถรองรับความต้องการหรือเหตุการณ์รุนแรงได้ ย่อมสามารถส่งผ่านไปสู่ต้นทุนและความต่อเนื่องทางธุรกิจได้เช่นกัน
นี่ทำให้แนวคิด “Water Security” หรือความมั่นคงด้านน้ำ มีความสำคัญเพิ่มขึ้นในโลกของ Sustainable Finance เพราะการลงทุนด้าน Climate ไม่ได้หมายถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Climate Mitigation เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง Climate Adaptation หรือการปรับตัวเพื่อรับมือผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
กรณีของ กปน. สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะโจทย์ของการลงทุนครอบคลุมทั้งการเพิ่มกำลังผลิต การเพิ่มความสามารถกักเก็บน้ำ และการเสริมความพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนภัยแล้งและน้ำเค็มรุกล้ำ
โครงการยังเชื่อมโยงกับ SDG 6 ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมุ่งสร้างหลักประกันเรื่องการมีน้ำและสุขอนามัยสำหรับทุกคน และ กปน. ระบุถึงเป้าหมายการรักษาคุณภาพน้ำประปาตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO
เงินกู้จะเป็น “Green” ได้อย่างไร เมื่อฉลากสีเขียวอย่างเดียวไม่เพียงพอ
จุดที่น่าสนใจอีกด้านของดีล 3,200 ล้านบาท คือกระบวนการที่อยู่เบื้องหลังการจัดหา Green Loan
ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ให้การสนับสนุนด้านวิชาการในการจัดทำ Green Finance Framework ขณะที่ DNV (Thailand) ทำหน้าที่เป็นผู้สอบทานภายนอกที่เป็นอิสระ โดยข้อมูลจาก กปน. ระบุว่ามีการประเมินทั้งวัตถุประสงค์การใช้เงิน ความสอดคล้องกับ ASEAN Taxonomy for Sustainable Finance และ Thailand Taxonomy รวมถึงผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม

การมีกรอบกำหนดการใช้เงิน การคัดเลือกโครงการ การบริหารเงิน และการรายงานผลมีความสำคัญ เพราะ Green Loan Principles กำหนดองค์ประกอบหลักไว้ 4 ด้าน ได้แก่ Use of Proceeds, Project Evaluation and Selection, Management of Proceeds และ Reporting
Green Loan ไม่ได้หมายถึงเงินกู้ที่ผู้กู้เพียงประกาศว่าจะนำไปทำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม หลักการ Green Loan Principles ของตลาดสินเชื่อระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับการนำเงินที่ระดมได้ไปใช้ในโครงการสีเขียว (Use of Proceeds) เป็นหัวใจสำคัญของการจัดประเภทเงินกู้ดังกล่าว
ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามหลังการระดมทุนไม่ใช่เพียงว่า กปน. สามารถเบิกใช้เงิน 3,200 ล้านบาทได้ครบหรือไม่ แต่คือ “เงินถูกนำไปใช้อะไร” และท้ายที่สุด “สร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการรับมือความเสี่ยงได้มากเพียงใด”
Thailand Taxonomy ทำให้คำว่า “สีเขียว” ต้องมีเกณฑ์อ้างอิงมากขึ้น
การเกิดขึ้นของ Thailand Taxonomy กำลังทำให้ระบบการเงินไทยมี “ภาษากลาง” สำหรับพิจารณาว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจใดสามารถถูกจัดว่าเป็นกิจกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
Thailand Taxonomy Phase 2 ซึ่งเผยแพร่ฉบับสมบูรณ์เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ขยายกรอบไปสู่ภาคเกษตร ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมการผลิต และการจัดการของเสีย พร้อมครอบคลุมวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม 6 ด้าน รวมถึง Climate Mitigation, Climate Adaptation และการใช้และปกป้องทรัพยากรทางทะเลและน้ำอย่างยั่งยืน
ความสำคัญของ Taxonomy จึงอยู่ที่การลดพื้นที่สีเทาของคำว่า “Green” ด้วยการสร้างเกณฑ์อ้างอิงที่ภาคการเงิน นักลงทุน และผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณากิจกรรมและการจัดหาเงินทุน
ในระดับภูมิภาค ASEAN Taxonomy ก็พัฒนาไปอีกขั้น โดย Version 4 ที่เผยแพร่ในปี 2569 เพิ่ม Technical Screening Criteria สำหรับกลุ่ม Water Supply, Sewerage, Waste Management and Remediation Activities โดยตรง
พัฒนาการนี้มีความหมายต่อภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจ เพราะในอนาคตการเข้าถึง Green Finance มีแนวโน้มต้องอาศัยข้อมูลที่พิสูจน์ได้มากขึ้นว่าโครงการสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร ไม่ใช่อาศัยเพียงการตั้งชื่อโครงการว่า “Green”
Green Loan กับ Sustainability-Linked Loan ต่างกันตรงไหน
สองคำนี้มักถูกใช้ร่วมกัน แต่มีหลักคิดต่างกัน
Green Loan ให้ความสำคัญกับ “เงินถูกนำไปใช้ทำอะไร” โดยเงินที่ระดมได้ต้องนำไปใช้กับโครงการหรือกิจกรรมสีเขียวที่เข้าเกณฑ์ ขณะที่ Sustainability-Linked Loan หรือ SLL เชื่อมเงื่อนไขทางการเงินเข้ากับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของผู้กู้ เช่น การบรรลุ Sustainability Performance Targets ที่กำหนดไว้
ดังนั้น Green Loan ของ กปน. จึงควรถูกพิจารณาจากทั้งคุณสมบัติของโครงการ การจัดสรรเงิน และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากโครงการที่ได้รับเงินทุน
ความแตกต่างนี้สำคัญต่อผู้ติดตามตลาด Sustainable Finance เพราะช่วยแยกให้เห็นว่า “เงินทุนสีเขียว” แต่ละประเภทกำลังแก้โจทย์อะไร และควรวัดความสำเร็จด้วยตัวชี้วัดแบบใด
3,200 ล้านบาท จะสร้าง Impact แค่ไหน ตัวเลขต่อไปที่ต้องจับตา
แม้ Green Loan ครั้งนี้จะสร้างหมุดหมายใหม่ให้การจัดหาเงินทุนของรัฐวิสาหกิจด้านน้ำ แต่การประเมินความสำเร็จด้านความยั่งยืนยังไม่ควรจบลง ณ วันที่ได้รับเงินกู้
สิ่งที่ควรติดตามต่อคือผลลัพธ์หลังการลงทุน เช่น กำลังการผลิตน้ำที่เพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำสำรองที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการรองรับเหตุฉุกเฉิน จำนวนประชาชนหรือพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ ตลอดจนตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมตาม Green Finance Framework
หากข้อมูลเหล่านี้ถูกเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ตลาดสามารถประเมินได้ชัดขึ้นว่าเงินทุน 3,200 ล้านบาทสร้าง Environmental และ Social Impact มากน้อยเพียงใด
อีกด้านหนึ่ง การมี ADB สนับสนุนด้านวิชาการในการจัดทำกรอบ Green Finance Framework และมี DNV ทำหน้าที่สอบทานจากภายนอก ช่วยเพิ่มกลไกด้านความน่าเชื่อถือ แต่ไม่ได้หมายความว่าการระดมทุนครั้งเดียวจะทำให้องค์กรถูกสรุปว่า “ยั่งยืน” ทั้งองค์กร เพราะสิ่งที่ถูกประเมินในกรณีนี้คือกรอบและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเงินทุน
Green Finance อาจกลายเป็นแหล่งทุนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานไทย
สิ่งที่น่าจับตามองหลังดีลของ กปน. จึงไม่ใช่เพียงว่าจะมี Green Loan ครั้งต่อไปหรือไม่ แต่คือโมเดลนี้จะขยายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะประเภทอื่นมากเพียงใด
ประเทศไทยยังมีความต้องการลงทุนอีกมากในระบบน้ำ การจัดการของเสีย อาคาร การขนส่ง พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องปรับตัวต่อ Climate Risk ขณะที่ Thailand Taxonomy และ ASEAN Taxonomy กำลังสร้างกรอบอ้างอิงที่ชัดเจนขึ้นสำหรับการจำแนกกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม
หากหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจสามารถเชื่อม “โครงการที่มีผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมวัดได้” เข้ากับ “แหล่งเงินทุนที่มีมาตรฐานและตรวจสอบได้” Green Finance ก็อาจไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ทางการเงินเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็นหนึ่งในกลไกระดมทุนสำหรับการปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้พร้อมรับเศรษฐกิจและ Climate Risk ในระยะยาว
และสำหรับ Green Loan 3,200 ล้านบาทของ กปน. ตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่คำว่า “ครั้งแรก” แต่คือเมื่อโครงการเดินหน้าแล้ว เงินทุกบาทสามารถพิสูจน์ได้มากเพียงใดว่าได้ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำและลดความเปราะบางของเมืองต่อความเสี่ยงในอนาคต

