TOA จับมือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ฟื้นฟูป่า 6,000 ไร่ เดินหน้า Green Mission สร้าง Carbon Sink พัฒนาชุมชน และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ปี 2050
เร่งสร้าง “สินทรัพย์” สำคัญของธุรกิจยุค Net Zero
เมื่อโลกเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง และมาตรการด้านคาร์บอนที่เข้มข้นขึ้น การลงทุนด้านการฟื้นฟูป่าจึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญขององค์กรในการสร้าง Natural Carbon Sink เพิ่มศักยภาพการดูดซับก๊าซเรือนกระจก และเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ล่าสุด บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TOA) ประกาศยกระดับนโยบาย Green Mission ด้วยการจับมือกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้ “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าชุมชน สร้างแหล่งดูดซับคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาว
โครงการครอบคลุมพื้นที่ 111 ชุมชน ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ยโสธร และอำนาจเจริญ โดย TOA ร่วมพัฒนาพื้นที่รวม 6,000 ไร่ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดการเสื่อมโทรมของป่า และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

Green Mission จากนโยบาย สู่การลงมือทำ
พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือมี จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA และ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามความร่วมมือ โดย จตุภัทร์ กล่าวว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่สามารถอาศัยเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ต้องเพิ่มการดูดกลับคาร์บอนผ่านระบบนิเวศตามธรรมชาติควบคู่กัน
ที่ผ่านมา TOA ได้ดำเนินโครงการ “TOA รักเรา รักษ์โลก ฟื้นคืนผืนป่าและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน” ในจังหวัดเลยและจังหวัดอุดรธานีตั้งแต่ปี 2566 โดยมุ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน
ความร่วมมือครั้งล่าสุดจึงถือเป็นการต่อยอดกลยุทธ์ Green Reforestation ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 ยุทธศาสตร์หลักของ Green Mission เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emissions ภายในปี 2050
“สำหรับ TOA การปลูกป่าไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนต้นไม้ แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนให้กับประเทศ”
มากกว่าคาร์บอนเครดิต คือการสร้างเศรษฐกิจชุมชน
จุดเด่นของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มพื้นที่ป่าเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างความสมดุลระหว่าง “คนกับป่า”
TOA สนับสนุนให้ชุมชนมีบทบาทในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมอาชีพและรายได้จากกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการอนุรักษ์ป่าในระยะยาว
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Shared Value ที่สร้างคุณค่าร่วมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ชูโมเดล Nature-based Solutions
ด้าน หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล กล่าวว่า โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำองค์ความรู้จาก โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาต่อยอดสู่การบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในป่า โดยใช้แนวคิด Nature-based Solutions ที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน
ปัจจุบัน มูลนิธิฯ ดำเนินงานผ่าน 4 ภารกิจหลัก ได้แก่ การพัฒนาเชิงพื้นที่ ธุรกิจเพื่อสังคม การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน และการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืน เพื่อขยายผลสู่ความร่วมมือกับภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ

ESG กำลังเปลี่ยนจาก “ต้นทุน” เป็น “ความได้เปรียบในการแข่งขัน”
การจับมือระหว่าง TOA และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สะท้อนทิศทางใหม่ของภาคธุรกิจไทยที่มองการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโต ไม่ใช่เพียงกิจกรรม CSR
ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศของตลาดโลก ความต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของห่วงโซ่อุปทาน และการให้ความสำคัญกับ ESG จากนักลงทุน การสร้างแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ การพัฒนาคาร์บอนเครดิต และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว
สำหรับ TOA การฟื้นฟูป่ากว่า 6,000 ไร่ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่เป็นการวางรากฐานของระบบนิเวศ เศรษฐกิจชุมชน และการบริหารจัดการคาร์บอน ที่จะช่วยผลักดันองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 พร้อมร่วมสร้างอนาคตที่สมดุลระหว่างธุรกิจ ผู้คน และธรรมชาติ
ทำไม “ป่า” จึงกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ
การลงทุนฟื้นฟูป่าของ TOA ในครั้งนี้ ไม่ได้มีความหมายเพียงการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่สะท้อนการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยต่อกติกาเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบัน บริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกต่างกำหนดเป้าหมาย Net Zero และเริ่มให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ส่งผลให้ซัพพลายเออร์ รวมถึงผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและสีอย่าง TOA ต้องยกระดับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ
อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญ คือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มบังคับใช้ช่วงเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ปี 2566 และจะทยอยจัดเก็บต้นทุนคาร์บอนเต็มรูปแบบในระยะต่อไป ทำให้ผู้ประกอบการทั่วโลกต้องให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเปิดเผยข้อมูลด้านคาร์บอนอย่างโปร่งใส เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก (T-VER Website)

ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดคาร์บอนของไทยก็เริ่มเติบโตต่อเนื่อง โดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ได้พัฒนามาตรฐาน Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) เพื่อรองรับโครงการลดและดูดกลับก๊าซเรือนกระจก รวมถึงโครงการด้านป่าไม้และพื้นที่สีเขียว ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาเป็นคาร์บอนเครดิตภายใต้มาตรฐานของประเทศไทยได้ (T-VER Website)
แม้โครงการของ TOA จะยังไม่ได้เปิดเผยปริมาณคาร์บอนเครดิตที่คาดว่าจะได้รับ แต่พื้นที่ฟื้นฟูป่ากว่า 6,000 ไร่ ถือเป็นฐานทรัพยากรธรรมชาติที่มีศักยภาพในการสร้างแหล่งกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว ทั้งนี้ ปริมาณการดูดซับคาร์บอนของแต่ละพื้นที่ไม่สามารถใช้ค่าเฉลี่ยเดียวกันได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับชนิดป่า อายุของต้นไม้ ความหนาแน่นของพรรณไม้ สภาพพื้นที่ และวิธีการประเมินตามมาตรฐาน T-VER ซึ่งกำหนดให้มีการวัดและคำนวณจากข้อมูลภาคสนาม ไม่ใช่การใช้ตัวเลขประมาณการทั่วไป (T-VER Website)
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคาร์บอนเครดิต คือแนวคิดการสร้าง Nature-based Solutions ที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์ป่าเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เพราะหากชุมชนมีรายได้จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ก็จะเกิดแรงจูงใจในการรักษาป่าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทั้งการกักเก็บคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่เติบโตไปพร้อมกัน
ในมุมของธุรกิจ การลงทุนลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียง “ค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อม” แต่กำลังกลายเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือด้าน ESG ลดความเสี่ยงจากกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศ และเสริมศักยภาพการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว
SDGGO Insight
การจับมือระหว่าง TOA และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สะท้อนแนวโน้มใหม่ของภาคเอกชนไทยที่กำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ลดผลกระทบ” ไปสู่ “ผู้สร้างระบบนิเวศ” โดยใช้การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติเป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนที่นักลงทุนและตลาดโลกให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน

