โฮปฟูล ลงนาม MOU กับ วว. วิจัยและพัฒนานวัตกรรมโภชนาการสำหรับ 4 กลุ่มโรคเรื้อรัง ได้แก่ มะเร็ง ไต สะเก็ดเงิน และสมองเสื่อม พร้อมต่อยอดสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานสากล
บริษัท โฮปฟูล จำกัด (HOPEFUL) ผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนานวัตกรรมโภชนาการสำหรับผู้ป่วย 4 กลุ่มโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคสะเก็ดเงิน โรคมะเร็ง โรคไต และโรคสมองเสื่อม โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยไทยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทยและสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศผ่านองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม
ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาควิจัย และภาคเอกชน เพื่อผลักดันผลงานวิจัยด้านสมุนไพรไทยให้สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับ และตอบโจทย์การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยลดการพึ่งพาสารสกัดและวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ (TISTR)

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ งานวิจัย และความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพ แต่โจทย์สำคัญคือการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ความร่วมมือกับโฮปฟูลจึงเป็นต้นแบบของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมสุขภาพ โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ การเพาะปลูก และกระบวนการสกัดขั้นสูง เพื่อพัฒนาสารสำคัญที่มีคุณภาพและร่างกายสามารถดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับสมุนไพรไทยให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
ด้านอรรคพล หยกยิ่งยง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฮปฟูล จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งต่อยอดสมุนไพรไทยที่มีข้อมูลวิจัยรองรับให้กลายเป็นนวัตกรรมโภชนาการสำหรับผู้ป่วยเฉพาะโรค โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การเพาะปลูก การสกัดสารสำคัญ ไปจนถึงการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยแต่ละกลุ่มโรคอย่างเหมาะสม

“ผู้ป่วยโรคเรื้อรังจำนวนมากเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคู่กับการรักษา แต่ในตลาดยังมีผลิตภัณฑ์ที่ขาดมาตรฐานหรือใช้สูตรที่ไม่เหมาะสม โฮปฟูลจึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ โดยนวัตกรรมที่พัฒนาจะไม่ใช่เพียงการใช้สารสกัดชนิดเดียว แต่เป็นการผสานองค์ความรู้และสารออกฤทธิ์จากงานวิจัยหลายด้าน เพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยได้อย่างครอบคลุม ควบคู่กับการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์”
สำหรับความร่วมมือด้านการวิจัยในครั้งนี้ ครอบคลุมการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพรวม 4 โครงการ ได้แก่
- ผลิตภัณฑ์ชะลอวัยและเสริมภูมิคุ้มกัน จากสารออกฤทธิ์ในเส้นใยเห็ดหลินจือ พร้อมศึกษาทางคลินิกระยะหลังออกสู่ตลาด (Post-Market Clinical Study)
- LAB BALANCE นวัตกรรมโภชนบำบัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง พัฒนาจากสารสกัด “เห็ดกระด้าง” ของไทย เพื่อช่วยป้องกันภาวะผอมแห้ง (Cachexia) ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการรักษา
- BETA CARE ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ใช้อินูลินจากแก่นตะวันร่วมกับนวัตกรรม Phytosome Curcumin จากขมิ้นชัน ซึ่งช่วยเพิ่มการดูดซึมได้ดีกว่าสารสกัดขมิ้นชันทั่วไป
- MEMORA ผลิตภัณฑ์ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ ผสานสารบาโคไซด์จากพรมมิของ วว. ร่วมกับสารสกัดเห็ดหัวลิง เพื่อสนับสนุนการทำงานของระบบประสาท

ทั้งสององค์กรเชื่อมั่นว่า การนำงานวิจัยมาพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้ได้จริง จะช่วยสร้างทางเลือกใหม่ในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เพิ่มความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ลดความเสี่ยงจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรชีวภาพและภาคการเกษตรของประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพไทยในระยะยาว

