คิง เพาเวอร์ ประกาศส่งมอบสนามฟุตบอลหญ้าเทียมมาตรฐานครบ 100 สนาม ทั่วประเทศ หลังดำเนินโครงการต่อเนื่องนาน 10 ปี โดยความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกีฬาเริ่มถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างผลกระทบทางสังคม (Social Impact) มากกว่าการทำกิจกรรมเพื่อภาพลักษณ์องค์กร
ในบริบทที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับ ESG และการสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) มากขึ้น โครงการลักษณะนี้จึงไม่ได้วัดผลจากจำนวนสนามที่สร้าง แต่รวมถึงผลต่อการศึกษา เศรษฐกิจชุมชน และโอกาสในการพัฒนาเยาวชนในระยะยาว
คิง เพาเวอร์ส่งมอบสนามครบ 100 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาค
โครงการ “100 สนามฟุตบอล สร้างพลังเยาวชนไทย” ภายใต้ คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ใช้เวลาดำเนินงานต่อเนื่องตลอด 10 ปี ก่อนประกาศส่งมอบสนามฟุตบอลหญ้าเทียมมาตรฐานสากลครบตามเป้าหมายเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569
สนามทั้งหมดเป็นสนามฟุตบอลขนาด 7 คน และกระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้แก่
- ภาคเหนือ 13 สนาม
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 29 สนาม
- ภาคกลาง 24 สนาม
- ภาคตะวันออก 10 สนาม
- ภาคตะวันตก 6 สนาม
- ภาคใต้ 18 สนาม
รวมทั้งสิ้น 100 สนาม

จุดที่น่าสนใจคือ หลายพื้นที่ตั้งอยู่บนดอย เกาะ พื้นที่ชายแดน และชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานกีฬา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่การลงทุนของภาครัฐและเอกชนยังเข้าถึงได้ไม่มากนัก
สนามที่ 100 อยู่ชายแดนอุบลฯ กับโจทย์ลดความเหลื่อมล้ำด้านกีฬา
สนามแห่งที่ 100 ถูกส่งมอบให้กับ โรงเรียนพังเคนพิทยา อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนศูนย์กลางของชุมชนชายแดน
ก่อนหน้านี้ โรงเรียนประสบปัญหาพื้นดินแข็งและเป็นหิน ทำให้ไม่สามารถพัฒนาสนามกีฬาได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการฝึกซ้อมและการจัดกิจกรรมกีฬา

วิศวะ โทบุดดี ผู้อำนวยการโรงเรียนพังเคนพิทยา จังหวัดอุบลราชธานี ระบุว่า หลังประกาศได้รับสนามฟุตบอลจำนวนนักเรียนที่สมัครเข้าเรียนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเด็กหลายคนต้องการเข้ามาฝึกซ้อมบนสนามแห่งนี้ และโรงเรียนยังวางแผนบริหารสนามอย่างเป็นระบบ ผ่านการตั้งชมรมกีฬาและประสานงานกับหน่วยงานด้านการศึกษาและกีฬา เพื่อผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการแข่งขันฟุตบอลของพื้นที่ในอนาคต
กรณีศึกษาที่สะท้อนผลลัพธ์มากกว่าการสร้างสนาม จากเกาะยาว สู่โอกาสทางการศึกษา โรงเรียนอ่าวกะพ้อ จังหวัดพังงา ซึ่งได้รับสนามเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนผลลัพธ์เชิงสังคม
นักเรียน 2 คน ได้แก่ ชาครินต์ หลีช่วย และ อัครินทร์ โชคเกื้อ เริ่มต้นจากการช่วยดูแลสนามตั้งแต่ช่วงก่อสร้าง ก่อนร่วมก่อตั้ง อ่าวกะพ้อคิงส์ อะคาเดมี และต่อยอดจนได้รับทุนโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
ปัจจุบันทั้งสองยังกลับมาช่วยฝึกสอนฟุตบอลให้เยาวชนในพื้นที่ และมีเป้าหมายกลับมารับราชการครูที่เกาะยาวหลังสำเร็จการศึกษาในปี 2570

สนามฟุตบอลกลายเป็นสินทรัพย์ของชุมชน
อีกกรณีที่น่าสนใจคือ โรงเรียนบ้านบาตูปูเต๊ะ เกาะลิบง จังหวัดตรัง เรวัต ชุมนุมเศษ หนึ่งในผู้ผลักดันโครงการในพื้นที่ ระบุว่า สนามฟุตบอลไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เล่นกีฬา แต่กลายเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของประชากรกว่า 4,000 คน จาก 4 หมู่บ้าน
การเปิดให้ใช้สนามยังเชื่อมโยงกับภาคท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวและคณะศึกษาดูงานสามารถจองใช้สนามผ่านโฮมสเตย์ ส่งผลให้เกิดรายได้ต่อเนื่องแก่ ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ร้านอาหาร ผู้ให้บริการเรือ รถรับส่งในชุมชน และผู้ค้ารายย่อย
กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาสามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจ (Economic Multiplier Effect) ได้ในบางพื้นที่ หากมีการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างโรงเรียน ชุมชน และผู้ประกอบการ

โครงสร้างพื้นฐานกีฬา เครื่องมือแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
พื้นที่จำนวนมากที่ได้รับสนามอยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ ทั้งบนดอย เกาะ และชายแดน การมีสนามมาตรฐานช่วยเพิ่มโอกาสให้เด็กเข้าถึงการฝึกซ้อม การแข่งขัน และกิจกรรมของชุมชน ซึ่งเป็นการลดช่องว่างด้านโอกาส แม้จะไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมดก็ตาม
กรณีเกาะลิบงชี้ให้เห็นว่า สนามฟุตบอลสามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนได้ หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม

